› somchai › wp-content › uploads › 2011 › 01 … · Web view คำศ พท ท เก...

Preview:

Citation preview

คำ�บรรย�ยวช� PS 704 แนวคดและนโยบ�ยก�รพฒน�ประเทศไทย

Concept and Policy of Development in Thailand

รศ.ดร.ชยชนะ องคะวต วนท 5 ตล�คม พ.ศ. 2550

ประวตก�รศกษ�ของอ�จ�รยชยชนะ1.รบ. เกยรตนยมด ม.ธรรมศาสตร2.M.A. (Political Science) University of New

Mexico3.ไดรบทนการศกษาไปตอปรญญาเอกท Florida State

University ผทเรยนจบทน เชน อ.ปรชย เป ยมสมบรณ (สาขาอาชญาวทยา)

4.ได รบทนการศกษาไปเรยนตอท Fulbright Cornell University, New York ผ ท เ ร ยนจบท น เ ช น อ .เสกสรร ประเสรฐกล (สาขาเอเชยตะวนออกเฉยงใต) อ.เกษยร เตชะพระ และพระองคภา (กฎหมาย)

5.ได รบทนไปเป นนกวจยใหก บสถาบนวจย Research Fellow ISEAS ทสงคโปร

กจกรรมในชนเรยน1.การบรรยายเนอหาวชาของอาจารย2.การตงคำาถามของนกศกษาและการตอบค ำาถามของ

อาจารยเกณฑก�รประเมนผล1.การมสวนรวมในชนเรยน 10 คะแนน2.รายงาน 20 คะแนน

3.Quiz 30 คะแนน4.สอบปลายภาค 40 คะแนน คำ�สงร�ยง�น1.รายงานเดยว ความยาว 15-20 หนา เขยนหรอพมพกได2.กำาหนดสงไมเกนสปดาหทสามของการเรยน (20 ตลาคม

พ.ศ.2550) 3.กรอบการทำารายงาน ไดแก 3.1 การพฒนาการเมองในทกระดบ (เลอกระดบใดระดบ

หนง) เชน ทศทางการเมองหลงเลอกตง (ระบบรฐบาลผสม)3.2 การพฒนาเศรษฐกจ3.3 การพฒนาการศกษา เชน-การพฒนาการศกษาในทองถน เชน การศกษาในทองถน

สามารถตอบสนองความตองการของทองถน นอกจากจะเรยนประวตของกรงเทพฯอยางเดยว เชน ประวตของศรสะเกส

-การศกษาการพฒนาในชนบท เดกควรจะไดเรยนรพนททตนอาศยอย ไมใชเรยนรเรองรถไฟฟาหรอรถใตดนของในเมอง

-การพฒนากบการบรหารเงน เชน การใชเงนเพอสรางอาคารเรยนหรออปกรณการเรยน การใหเงนเดอนครในชนบททสงขน

สงทนกศกษาทำาไดดทสดคอสงทนกศกษาคนเคยมากทสด นกศกษาสามารถนำาประเดนจากการบรรยายของอาจารยไปทำารายงานตอได สงสำาคญคอการใชความคดของนกศกษา โดยทไมตองไปสมภาษณใคร

วธเขยนร�ยง�น

1.ตงประเดนคำาถาม โดยอาศยกรอบความคดในการดำาเนนเรอง โดยกำาหนดสภาพปญหาเปนบทนำา เพอใหผอานเหนภาพของรายงาน

2.มขอมลของประเดนทหยบยกขนมา อาจารยแนะน ำาให นกศกษาอานบทความในหนงสอพมพ เชน บทความของอ.นธ หรออ.เกษยณในหนงสอพมพมตชน

**เขาสเนอหาการบรรยาย**PS 704 เปนวชาทเกยวกบการพฒนา (Development)

หากศกษาเฉพาะนโยบายการพฒนาของประเทศไทยอยางเดยวกจะแคบไปและไมเหมาะสมกบการศกษาปรญญาโท เพราะทกคนจะเกยวของกบการพฒนาทงทางตรงและทางออม

ปจจบนไทยเราเนนการเตบโตของผลผลตของชาต (GNP: Gross National Products) สวนภฏานเนนความสขมวลรวมแหงชาต (GNH: Gross National Happiness) ความสขเปนสงทวดไดยาก เชน จะมความสขดวยอะไร ซ งความสขกจะเกยวของกบการพฒนาดวย

เจาชายจกมตรสวาคนภฏานมความสข ซ งภฏานกตองมความทนสมยในระดบหนง แตไมเทาประเทศไทย คนทงประเทศไมมโทรศพทมอถอเทาคนในกรงเทพฯ (หากดสาระการใชโทรศพทแลว สวนใหญจะเปนการซบซบนนทาหรอสามภรรยาทะเลาะกน)

สงทก�รศกษ�ก�รพฒน�ตองม1.ทฤษฎในการอธบาย

2.ขอมลทเกยวของ 3.ทศทางของการพฒนา

1.ทฤษฎ เปนกรอบในการอธบายปรากฏการณตางๆ เชน ทฤษฎการพฒนาทางการเมอง เศรษฐกจ และสงคม

2.ขอมลทเกยวของ แบงเปน 2 กลมใหญ ไดแก (1) ขอมลเชงประวตศาสตร เชน ขอมลในปพ .ศ.2475

สาเหตของการเกดเหตการณ 14 ต.ค. และเหตการณนเชอมโยงกบการพฒนาอยางไร

(2) ขอมลเชงประจกษ เชน ขอมลเชงปรมาณ/สถต 3.ทศทางของการพฒนา เปนสงทบอกวาคนไทยจะไปทาง

ไหน จะเดนไปไดหรอไมอยางไร และเศรษฐกจพอเพยงจะไปไดหรอไมในสงคมไทยทงสามกรอบจะตองผสมกลมกลนกนจงจะเปนวชารฐศาสตร

ปรชญ�เรองก�รพฒน�ปรชญาเปนทศทางททกคนจะเหนรวมกน ปรชญาเร องการ

พฒนาจงตองเปนสากล เพราะมนษยมเปาหมายในชวตเหมอนกน (เกด แก เจบ ตาย) ในทศนะของอาจารยมองวา ปรชญาเรองการพฒนาประกอบดวย

1.ก า ร พ ฒ น า เ ป น เ ร อ ง ข อ ง อ ง ค ร ว ม (Holistic Approach) เนองจากสรรพสงทงหลายเกยวของกนทงส น เปรยบเสมอนสายใยของชวต (The Web of Life) เชน การตดไมทำาลายปาทำาใหโลกรอน การศกษาทำาใหทศนคตของคนดขนซงมผลตอสงคม

2.ก า ร พ ฒ น า เ ป น เ ร อ ง ส ห ว ท ย า ก า ร (Conte disciplinary) เนองจากเปนทกศาสตรในสงคม เชน การศกษา รฐศาสตร จตวทยา วทยาศาสตร แพทยศาสตร เชน ภาวะโลกรอน

อล กอร ไมเคยเรยนวทยาศาสตรมากอนแตสรางภาพยนตรเรอง Inconvenience Truth (ความจรงทไมอยากพดถง) ขนมา ซงทกศาสตรจะตองเกยวของกบเร องนและเกยวของกบการพฒนาดวย แมบชไมเหนดวยกบขอตกลงสารเกยวโตแตกตองรบสภาพความเปนจรงน

(พระพทธเจาสอนพระอานนทวาใหคดเร องความตายทกลมหายใจ เพราะเปนสจธรรมของโลกมนษย แตทกคนไมอยากพดถงความตายเพราะฟงแล วหดห ใจ เปรยบก บอ ลกอรท ต งช อภาพยนตรวาความจรงทไมอยากพดถง เพราะไมรจะแกปญหาโลกรอนไดอยางไร นกวทยาศาสตรบอกวาความรอนจากขวโลกจะทำาใหน ำาแขงละลาย น ำาในมหาสมทรจะเพ มข น โดยเฉพาะในมหาสมทรแปซฟก อกประมาณ 10-20 ป เกาะฟจอาจจะไมมในแผนทโลกอกตอไป)

3.การพฒนาเปน(1) สภาพวตถ (Materials) คอสงทมองเหนดวยสายตา

และสมผสไดดวยประสาทสมผสทง 5 (2) สภาพจต (Mental) เชน เจาชายจกมไมเนนใหภฏาน

ร ำารวยเหมอนอเมรกา แตเนนใหคนในประเทศมความสข หรอการเมองบรสทธและด สภาพทางจตของคนกจะดข นแมไมไดรำารวยกตาม

มารกซบอกวา สภาพวตถเปนตวกำาหนดสภาพจต เพราะคนจะเอาวตถเปนตวตงแลวนำามากำาหนดเปนสภาพความเปนอย เชน คนไทยมงแสวงหาวตถจนไมลมหลมตา เดกบางคนจะผกคอตายเพราะไมไดโทรศพทมอถอทตองการ

วชานจะเก ยวของกบปรชญาและชวต และจะตองท ำาให ปรชญาเปนความจรงขนมาใหได เพราะไมเชนนนคนกจะไมเชอ เดกคนหนงถามอาจารยวาเศรษฐกจพอเพยงของพระเจาอยหวทำาใหประเทศไทยจนจรงหรอไม สาเหตทเดกถามเชนนเพราะถกหลอหลอมดวยวตถมามากพอสมควรจนทำาใหมองไมเหนสภาพความเปนจรง

คว�มหม�ยของก�รพฒน�การเปลยนแปลง (Change) เป นหวใจส ำาค ญของการ

พฒนา การพฒนาเปนการเปลยนแปลงใหดขน/สงขน/เตบโตขน (ทางศาสนาพทธมองวาการเปลยนแปลงคอเกด แก เจบ ตาย ในสมยศตวรรษท 5 ชาวกรกไดนำาแนวคดของพระพทธองคไปใชเกยวกบการพฒนา โดยมองวาทกสงทกอยางมการเสอมสลาย)

1.การเปลยนแปลงตองอาศยกาลเทศะ (Time & Space) เชน ทานหนงออกมาใหขาววา ไทยเราจำาเปนตองสรางรถไฟฟาสายสมวง เพราะทกประเทศจะทำารถไฟฟาสนในจำานวนประชากรเทาน ซงทกคนเหนดวย แตหากพดประโยคเดยวกนเมอ 50 ปทผานมา คนกจะมองวาคนพดบา หรอราน KFC ทเมอกอนขายไมดจนตองปดราน แตปจจบน KFC ขายดจนสามารถตตลาดไกทอดหาดใหญไดสำาเรจ ทงสองกรณไดทำาถกกาลเทศะนนเอง

2.รฐศาสตรมองการเปลยนแปลงวาเกยวของกบ (1) การเปลยนแปลงเชงปฏรป (Reform Change) เชน

ปฏรปการเมอง ปฏรประบบราชการ ปฏรปการศกษาการปฏรปคอการเปลยนแปลงทละนด เปนการเปลยนแปลงท

ไมกระทบตอโครงสราง เพราะเปลยนแปลงแบบคอยเปนคอยไป

กรณ ร ฐบาลท กษ ณจะ โอนคร ไป ให ท องถ น เป นการเปลยนแปลงระบบหรอเปลยนแปลงในเชงโครงสราง ครจงออกมาตอตานเพราะไมมนใจในความมนคง ทงนคณทกษณนำาแนวคดนมาจากอเมรกาแตทองถนของอเมรกามความเขมแขงมากตางจากทองถนของประเทศไทย

(2) การเปลยนแบบปฏวต เชน การปฏวต ฝร ง เศสในปค.ศ.1789 (เปนการเปลยนทงเศรษฐกจ การศกษา และการปกครอง) การปฏวตในจน (เปนการเปลยนจากระบบพระมหากษตรยมาเปนคอมมวนสต)

ทกประเทศจะมการพฒนาและการเปลยนแปลงอยตลอดเวลา เชนเวยดนามปจจบนกำาลงมการเปลยนแปลงอยางรวดเรว จนหลายคนมองวาเวยดนามจะพฒนาลำาหนาไทย ทงๆทหากยอนดอดตแลวจะเหนวาคนเวยดนามอยกบสงครามมาโดยตลอด

เกาหลใตเปนประเทศทพฒนาเมอชวง 30 ปทผานมา สวนญปนเปลยนแปลงหลงสงครามโลกครงทสอง การเปลยนแปลงเหลานจะเกยวของกบการพฒนาในกรอบใหญ โดยการสรางระบบความคดการเปลยนแปลง (นกศกษาสามารถทำาวจยวา ทำาไมเศรษฐกจพอเพยงจงไมสามารถดำาเนนไดอยางทนทวงทในสงคมไทย)

สำาหรบประเทศไทยเรามแผนพฒนาเศรษฐกจแหงชาตฉบบแรกของไทยเกดขนในปพ.ศ.2504 โดยรฐบาลสฤษด ธนะรชต ปจจบนเปลยนชอเปนแผนพฒนาเศรษฐกจและสงคมแหงชาต

ก�รปฏรปก�รเมอง การปฏรปทางการเมองถอเปนการเปลยนแปลงทางการเมอง

ซงประเทศไทยของเรามการเปลยนแปลงทางการเมองในเชงการ

ปฏรปทางการเมองหลายครง ขณะทการเปลยนแปลงแบบปฏวตน นกลาวได วาไมเคยเก ดข นในประเทศไทย แมแตกรณการเปลยนแปลง พ.ศ. 2475 ไมถอเปนการปฏวต เพราะไมมความหมายตรงกบการปฏวตของสากล แตเปนการเปลยนแปลงแบบทมประนประนอมระหวางสถาบนพระมหากษตรยและคณะราษฎร ทำาใหไทยเราไมเสยเลอดเนอแตอยางใด

(ชวงนสญญาณขดของ)ในสมยรชกาลท 5 เปนการปฏรปการเมองคร งสำาคญของ

ไทย (พ.ศ.2435) อาจารยแนะนำาใหนกศกษาไปอานหนงสอชอ เทศาภบาล โดยคณเตช บนนาค เป นหน งสอท กล าวถ ง“ ”

ประวตศาสตรรากเหงาการเมองการปกครองของไทยส�เหตของก�รปฏรปในสมยรชก�ลท 5 สาเหตสำาคญมาจากปจจยภายนอก ไดแก ลทธลาอาณานคม

รชกาลท 5 ทรงจำาเปนตองเสยสละดนแดนบางสวนใหประเทศผลาอาณานคมเพอรกษาเอกราชของประเทศเอาไว(ปอมพระจลทสมทรปราการสรางไวเพอยงเรอของฝรงเศสทจะเขามาในสยาม แตไมสำาเรจ คนไทยถกทำารายจากการลมประวตศาสตร ซ งนกรฐศาสตรจำาเปนจะตองศกษาประวตศาสตรเอาไวมากๆ) สมยนนไทยเรายงถกบบใหเปลยนแปลงเขาสระบบทนนยมอกดวย

รชกาลท 5 จงจ ำาเปนตองปฏร ปการเมองการปกครอง ยกเลกระบบเวยง วง คลง นาแลวเปลยนมาเปนกระทรวง รวมศนยอำานาจไวทกรงเทพ

ปจจยททำ�ใหเกดก�รเปลยนแปลงในปพ.ศ.2475

1.การเปลยนแปลงของระบบกษตรย ยโรปไมมกษตรยอกตอไป อดตคนไทยใชชวตสวนใหญอยก บวดและวง รชกาลท 5 ทรงเหนการเปลยนแปลงทรสเซยจงนำามาปฏรปการเมองไทย

2.ความทนสมยของรฐ (Modernization) เชน ระบบการเมอง ระบบการศกษา ระบบวธคดของคนในประเทศ เทคโนโลย

หลก 6 ประก�รทคณะร�ษฎรใชอ�งเพอสร�งคว�มชอบธรรม

อาจารยแนะนำาใหนกศกษาอานหนงสอชอ การเปลยนแปลง 2475 โดยอ.ชาญวทย เกษตรสร (อาจารยยกตวอยางแค 2 หลก)

1.เศรษฐกจ ปพ.ศ.2475 (ค.ศ.1932) เศรษฐกจตกตำาทวโลกในปค.ศ.1930 ระบบกษตรยจงสนคลอนเพราะถกกลาวหาวาระบบการปกครองแบบรวมศนยอำานาจไมสามารถแกไขปญหาการพฒนาประเทศได และคนจำานวนหนงกเหนพองกบคณะราษฎร

2.การเมอง การสรางความเสมอภาคทางการเมองใหคนไทยทงหมด

(สญญาณขดของ)ก า ร ป ฏ ร ป ท า ง ก า ร เ ม อ ง ถ อ เ ป น ส ว น ห น ง ข อ ง ก า ร

เปลยนแปลงทางการเมองล เ ช ย น พ � ย เ ข ย น ห น ง ส อ Aspects of Political Development (คณลกษณะของการพฒนาทางการเมอง) บอกวาการพฒนาทางการเมองจะตองมลกษณะ

1.The Political Prerequisite of Economic Development: การพฒนาการเมองเป นเง อนไขของการพฒนาเศรษฐกจ กลาวคอ การพฒนาการเมองจะเช อมโยง

เศรษฐกจ ยกตวอยาง สงคโปรเปนประเทศทมความมนคงทางเศรษฐกจตดอนดบในเอเชยตะวนออกเฉยงใต การเมองกไมมป ญหาทงๆทชาวสงคโปรมองวาตนถกลดรอนสทธเสรภาพ เนองจากมพรรคเดนพรรคเดยวคอพรรค PAP (People’s Action Party) ทไดเปนรฐบาลมาโดยตลอด คนสงคโปรจงรสกอดอดกบนโยบายของรฐบาล เชน ตองการเพมประชากร รฐกมนโยบายลดภาษใหคนทมลกหลายคน แตชวงทประชากรมากกจะเกบภาษคนทมลกมาก

กอนเกดวกฤตเศรษฐกจของไทยในปพ.ศ.2540 ไทยเรามรฐบาลชวนเชองชาททำางานไมถกใจประชาชน และรฐบาลบกจวทถกมอบสลม ทายทสดไทยเรากเจอวกฤตตมยำากง ปพ.ศ.2542 ไดมการกอตงพรรคไทยรกไทยขน คนไทยหลายคนมองวาคณทกษณเปนพระเอก ทงๆทคณทกษณไมใชคนทเขามาใหมเพราะอยในวงการเมองมานานแลว ซ งนกเศรษฐศาสตรตางกพากนลมวกฤตเศรษฐกจไปเสยสน

หนงสอชอโศกนาฏกรรมสยาม เขยนโดยชาวฟลปปนสชอวอลเดน เบลโล เขยนขนในปพ.ศ.2544 เปนหนงสอเกยวกบงานวจยและการพฒนา พบวา คนหนมสาวของไทยฆาตวตายมากทสดเปนประวตศาสตร เพราะมคนตกงานเปนจำานวนมาก เชน IBC เอาคนออกจากงานกวารอยคน (หลงจากนนกยบตวไปรวมกบ UBC) ความแรนแคนทางเศรษฐกจเหลานท ำาใหคนไทยรสกไมมนคง สาเหตการฆาตวตายคอการกระโดดตก และการยงตวตาย

คนไทยจงแสวงหาการเมองทตนเชอมนเพราะรฐบาลชดทผานมาเชองชาเหลอเกน พรรคไทยรกไทยจงชนโยบายทรวดเรว Go Inter และมประสทธภาพ สงผลทำาใหพรรคไทยรกไทยไดรบ

การยอมรบเปนอยางมากและกลายเปนพรรคเดนพรรคเดยวในสงคมไทย ซงพรรคไทยรกไทยไมไดเดนจากรฐธรรมนญ 2540 เทานน การมองการพฒนาจงตองมองอยางเปนระบบ ไมสามารถมองแยกสวนได เพราะทกอยางเกยวของกนทงหมด

การเมองจะเก ยวของก บเศรษฐกจ และเศรษฐก จก จะเกยวของกบจตวทยาและความเปนอยของคน ซงมผลกระทบตอการพฒนาการเมอง

2.The Politics Typical of Industrial Society: การพฒนาตองเปนการเมองในสงคมอตสาหกรรม กลาวคอ การเมองเปนแบบแผนของสงคมอตสาหกรรม เชน แผนพฒนาเศรษฐกจแหงชาตฉบบแรกมาจนถงฉบบท 10 ทำาใหสงคมไทยกลายเปนส งคมอ ตส าห กรร ม ซ งแ ผ นฯฉ บ บ ท 1-4 ยง เ ห นส ง คมเกษตรกรรมในเมองไทยบาง แตปจจบนอตสาหกรรมไปกระจกอยแคบางแหง เชน สมทรปราการ และเรากไดเหนความเสอมโทรมของอตสาหกรรม เพราะเปนการพฒนาทไมไดมการวางแผน

อตสาหกรรมเกยวของกบการพฒนาอตสาหกรรมเปนการผลตสมยใหม เชน -เทคโนโลย การปฏวตอตสาหกรรมในองกฤษเปนตวเปด

เทคโนโลยเปนครงแรก -การศกษา เชน การศกษา IT การรบรการเปลยนแปลง

ทางการเมอง ซงการศกษาเปนหวใจของการฝกอบรมของคน การผลตสมยใหมจะสงผลไปทคน เพราะ-ทำาใหฐานชนบทกลายเปนเมอง คนในชนบทตางกอพยพไป

ทำางานในเมองหรอไปทำางานตางประเทศ ภาคเกษตรกรรมจงลำาบากมากขนโดยเฉพาะประเทศกำาลงพฒนา

-การสอสาร อตสาหกรรมจะครอบคลมถงการทองเทยว การศกษา ซงล

เชยน พาย มองวา มหาวทยาลยจะเกยวของกบการพฒนา เพราะทำาใหคนไดเรยนรมากขน

อ .เอนก เหล าธรรมท ศน เขยนหน งสอช อ สองนคราประชาธปไตย มขอความหนงเขยนวา คนชนบทตงรฐบาล คน“กรงเทพฯลมรฐบาล คนชนบทคอคนทมฐานเศรษฐกจสวนใหญ”กบการเกษตรกรรม การศกษาคอนขางลำาบาก วธคดทางการเมองจงแตกตางจากคนในเมอง คนชนบทเปนคนสวนใหญของประเทศจงเปนผตงรฐบาล นกการเมองจงพยายามเอาชนะหวใจคนชนบทใหได เชน ชนโยบายประชานยม

คนชนบทเปรยบเสมอนสาวงามชวงการเลอกตงเพราะมจำานวนมาก แตคนกรงเทพฯลมรฐบาล เพราะเปนคนทกมกลไกของสอทเขาไปเขยารฐบาลทกวน คนจะมอ ำานาจไมเทากนหลงหยอนบตร คนมเงน มยศ และมการศกษา จะมผลตอการเมองสงกวา และเมองกเปนทมาของการศกษา ดงนน เมองจงเปนศนยรวมของอำานาจ

ลเชยน พาย ถอวาการเมองอยในสงคมอตสาหกรรม เพราะอตสาหกรรมเปนทรวมของคนมการศกษา ระบบประชาธปไตยสมยใหมจงเปนระบบของคนทรเทาทน คอตองมการศกษาพอสมควร ไมถกชกจงงาย การพฒนาการเมองและการพฒนาการศกษาจงเปนของคกน ยงมการศกษาทถกตองมากเทาไหรกจะทำาใหคนรเทาทนนกการเมองมากเทานน เชน บชชนะการเลอกตงเมอ 3 ปทผานมา คนมการศกษาอพยพออกนอกประเทศมากขน

เพราะรเทาทนวาบชไมนาจะเปนประธานาธบดแตทำาไมคนอเมรกนยงเลอกเขาอย

ลเชยน พาย กลาววา การเปนอตสาหกรรมไมไดหมายถงเฉพาะอตสาหกรรม แตหมายถงคนทเขาไปผกพนกบการพฒนาเศรษฐกจและอตสาหกรรมดวย

การพฒนาเมอง การพฒนาคน และการพฒนาการศกษา ลวนทำาใหเกดการพฒนาการเมองและประชาธปไตย เพราะคนมการศกษายอมไมยอมใหใครมาปยปยำาสงคมของตนเอง วชา PS 712 เปนวชาทวาดวยการมสวนรวมของภาคประชาชน ซงการมสวนรวมของประชาชนดานการพฒนานน คนจะตองรเทาทน และการศกษาจะทำาใหคนรเทาทนตอขอมลทไดรบมา ปจจบนตาสตาสาคงไมรวาทำาไมทหารจงนำาเงนหลายพนลานไปซอรถถงกวา 100 ชนด หรอถงรกไมเขาใจ แตคนในเมองจะรวามคอมมสชนเกดขนและหลายคนกเกรงวาจะนำาไปสความแตกแยก และอาจเปนเหตผลหนงททำาใหพลเอกบรรณวทยถกเตะออกจากกระปอง สงทกลาวมานลวนเกยวของกบการพฒนาทงสน เพราะการพฒนาไมไดเกยวกบคนกลมใดกลมหนง ในสงคมประชาธปไตย การพฒนาจะเกยวกบคนสวนใหญทเขามามสวนรวม

3.Political Modernization: การเมองททนสมย กลาวคอ การพฒนาทางการเมองเปนเร องของความทนสมย เชน การเมองไทยทนสมยกวาพมา เพราะมรฐสภาทเปนตวแทนของประชาชน มองคกรอสระคอยตรวจสอบ มรฐธรรมนญทเปนกฎหมายสงสดของประเทศ

อาจารยแยงวาไทยเรากำาลงเดนไปเปนความทนสมยแตไมพฒนา (Modernization without Development) เพราะ

ไทยมทกอยางเหมอนทประเทศพฒนาม แตไทยเราไมพฒนา เพราะมนกการเมองทตามผร ำารวยโดยไมมจตสำานกทเปนผแทนของประชาชน มนกการเมองนำาเนาทแยงอำานาจกนแมปจจบนยงไมไดตงเปนพรรคการเมองกตาม มนกการเมองทโกหกคนทงประเทศวาคนเวยดนามมาขดอโมงกใตม .ธรรมศาสตร มคร อาจารยทสอนหนงสอผดๆถกๆ มคนนงรถเบนซราคาแพงแตทงเปลอกเงาะบนถนน

**ขอมลเพมเตม**-การศกษาในเมองไทยตองเปนการศกษาแบบตลอดชวต

เพราะเกรดหรอใบปรญญาไมไดชวยอะไรมาก ผทสนใจการศกษาจะประสบความสำาเรจในอาชพการงาน

-NIDA (National Institute Development Administration) เปนสถาบนการบรหารและการพฒนาของชาต เกดขนชวงจอมพลสฤษด เกดขนครงแรกในม.ธรรมศาสตร ปจจบนแยกมาตงสถาบนอยแถวบางชน

-พระพมาทมรณภาพในปจจบนคอรปทตอตานองกฤษมากอน ซงพระไดนำาการเปลยนแปลงมาใหพมาเปนอยางมาก

-หลงเหตการณ 9/11 บชใชนโยบายประชาน ยม War President (ประธานาธบดแหงสงคราม) สงผลทำาใหเขาชนะการเลอกตง เมอ 3 ปกวาทผานมา เขาไดนำาเสนอภาพของบลลาเดน เพอใหคนอเมรกนเหนวาบลลาเดนยงมชวตอยและจะกลบมาเลนงานอเมรกาอก สงผลทำาใหบชชนะการเลอกตงอกครง

-อดตประธานาธบดโจเซฟ เอสตราดา ของฟลปปนส ถกศาลสงตดคกเมอเดอนทผานมา เขาสรางนโยบายประชานยมดวยการ

เปนดาราภาพยนตร เหมอนคณสมบต เมทน ทไดเปนส.ว. เพราะอาศยการเปนดาราภาพยนตรเหมอนกน

-เศรษฐกจพอเพยงเปนปรชญายคใหมททำาใหคนไมตกเปนทาสของนายทนและเปนทาสของอตสาหกรรมทเนนวตถ

*********************อาจารยแนะนำาใหนกศกษาอานหนงสอชอ The End

of Poverty: How we can make it happen in our lifetime (การสนสดความยากจน: เราจะทำาใหมนเกดขนในชวงชวตของเราไดอยางไร) โดย Jeffrey Sachs เขยนคำานำาโดย Bono (นกดนตรเพลงรอคทตอตานบชกรณสารเกยวโต) เปนหนงสอทมเนอหาเกยวกบการพฒนา

****รถไฟใตดนของมอสโควทสรางมานานมคณภาพดกวารถไฟใตดนในนวยอรกในปจจบน

คำ�บรรย�ยวช� PS 704 แนวคดและนโยบ�ยก�รพฒน�ประเทศไทย

Concept and Policy of Development in Thailand

รศ.ดร.ชยชนะ องคะวต วนท 6 ตล�คม พ.ศ. 2550 ภ�คเช�

ชวงแรกอาจารยคยกบนกศกษาวา คนไทยไมไดเปนทาสของฝรง เราจงตองรเทาทนใหได รฐบาลทกษณเนนใหไทยเปนสงคมแหงการเรยนร และอาจารยกเหนดวย

ทศทางการพฒนาเปนเร องทกวางใหญไพศาล อาจารยมองวา รายละเอยดเกยวกบการพฒนาสามารถอานทไหนกได สง

สำาคญคอการสรางความคดความเขาใจในปญหาทเกดขนในโลก ซงนกศกษาจำาเปนตองรทฤษฎทใชในการอธบาย

การพฒนาไมไดเปนเร องของรฐศาสตรอยางเดยว แตจะเกยวของกบทกศาสตร ทฤษฎ/แนวคดทางรฐศาสตรจะเนนเร องการเมอง ซงศนยกลางพฒนาอยทคน เพราะสงทสรางมาลวนทำาใหคนมความสขและมชวตทดขน แผนพฒนาฯฉบบท 10 ของไทยกไดเนนเรองนดวย

การเมองเปนหวใจของปญหาตางๆ เพราะการเมองเปนเรองของผลประโยชน แมแตยารกษาโรคเอดสกยงกลายเปนการเมอง

(สญญาณขดของ)

**เขาสเนอหาการบรรยาย**The Concept of Political Developmentชวงนขอทบทวนถงงานเขยนของลเชยน พ�ย ในหนงสอชอ

Aspects of Political Development (คณลกษณะของการพฒนาทางการเมอง) มาเปนประเดนการศกษา 10 ประเดน โดยดงขอมลทางประวตศาสตรการเมองของไทยมาเปนหลก ดงน

1.The Political Prerequisite of Economic Development: การพฒนาการเมองเป นเง อนไขของการพฒนาเศรษฐกจ กลาวคอ การเมองและเศรษฐกจเปนปญหาทเชอมโยงกนอยางแยกไมออก เพราะการเมองและเศรษฐกจเปนวถชวตของคนในสงคม ในประเทศ และในโลก เชน เหตการณในพมา ทำาใหตวแทนสหประชาชาตชาวไนจเรยตองเดนทางไปพมา เพราะโลกปจจบนเชอมโยงกนทงหมด

อดต วชาเหลานเปนวชาเดยวกนทงหมด ม.ร.ว.คกฤทธ ปราโมช (จบจากออกฟอรด, องกฤษ) ทานจะไดเรยนทกวชา

ตงแตเศรษฐกจ การเมอง ปรชญา การศกษา ซงเปนองครวมของความร ท งหมด ท านจงสามารถเรยนร ได ทกเร อง ภายหลงรฐศาสตรไดแยกตวออกเปนเศรษฐศาสตรและการศกษา ทำาใหเกดการแยกสวนและมองปญหาแบบตางคนตางทำา เชนเดยวกบการสรางถนนในกรงเทพฯ พอสรางเสรจกตองขดเพอวางทอประปาใหม ชาวกรงเทพฯจงไดรบความเดอดรอน แตสงเหลานเปนสงทมองเหนได สงทมองไมเหนแตทำาใหคนมองแตกตางกนคอการศกษา เพราะระบบการศกษาทำาใหคนแปลกแยกดานความคด

2.The Politics Typical of Industrial Society: การพฒนาตองเปนการเมองในสงคมอตสาหกรรม เนองจากลเชยน พาย เปนนกวชาการชาวอเมรกน ซงอตสาหกรรมเปนผลพวงของการพฒนาในประเทศตะวนตก ประเทศทประสบความสำาเรจดานอตสาหกรรมของโลกคอ G8

ลเชยน พาย มองวาอตสาหกรรมทำาใหเกดการเปลยนแปลงในสงคม เชน เกดมหาวทยาลย เกดสอมวลชนสมยใหม และเกดชนชนกลางขนในสงคม ตงแตสมยอรสโตเตลมาจนถงปจจบนไดยอมรบวา ชนชนกลางเปนชนชนทใกลชดกบขอมลขาวสาร และมอำานาจททำาใหเกดการเปลยนแปลงมากกวาชนชนอนๆ

อตสาหกรรมในสายตารฐศาสตรไมไดมองทโรงงาน แตจะมองคนทไดรบผลกระทบจากระบบอตสาหกรรม ซง G8 ลวนเปนประเทศทอยในศนยกลางระบบความรของโลก เชน สหรฐอเมรกา องกฤษ ออสเตรเลย แคนาดา ฝรงเศส อตาล รสเซย และญปน ดงนน การเมองจงตองเปนแบบแผนหนงของสงคมอตสาหกรรม

ลเชยน พาย มองวา สงคมเกษตรกรรมยงมการศกษาดอยอย อาจารยจงทาทายลเชยนวา ทำาอยางไรจงจะทำาใหคนมความร

และอยภาคเกษตรไดอยางมความสข หากเมองไทยท ำาไดกจะสามารถสรางสงคมเกษตรทแขงแกรงไดโดยไมตองกาวไปเปนสงคมอตสาหกรรมกได

3.Political Modernization: ตองมความสมยทางการเมอง กลาวคอ การเมองมงเนนสงดงน

(1) สถาบนพรรคการเมอง สงคมไทยพยายามสรางสถาบนพรรคการเมองทเขมแขงและประชาชนสามารถพงได

(2) สถาบนรฐสภา ไทยเรามรฐสภามาตงแตปพ.ศ.2475 อาจารยตงคำาถามวา ปจจบนสถาบนรฐสภาเปนอยางไร

(3) สถาบนบรหาร นตบญญต และตลาการ อาจารยตงคำาถามวา ปจจบนสถาบนเหลานของไทยทำางานเปนอยางไร นายกรฐมนตรกำาลงถกเลนงานหลายเรอง เพราะทำาตวเปนหน แทนทจะกระโดดลงไปจดการปญหาตางๆ

(4) มหาวทยาลย ไทยถกวจารณดานสถาบนการศกษาอยางเตมท เพราะทกคนมงสปรญญา เพราะปรญญาเปนใบเบกทางมงเขาสระบบราชการ โดยไมไดมองทความสามารถของคน

ลเชยน พาย จะมองการพฒนาในแงของสงทจบตองได ทงนตะวนตกจะเขาใจวาการพฒนาจะเปนทงคณภาพและปรมาณ

4.The Operation of a Nation State: ต อ ง อ ย ใ นกรอบของความเปนรฐ-ชาต กลาวคอ การพฒนาทงหมดจะอยในกรอบของความเปนชาต

ชาต ณ ทนหมายถงประชาชน ซงคนในสงคมจะมหลากหลายเชอชาต เปรยบเสมอนดอกไมหลากส สวนรฐ มเงอนไข 4 ประการคอ ขอบเขตดนแดน รฐบาล ประชาชน และอ ำานาจอธปไตย

(Sovereignty) ซงอำานาจอธปไตยเปนศกดศรของประเทศ หากใครมาลบหล คนในประเทศกจะไมยอม

การทคนหลายชนชาตเขามาอยในรฐเดยวกน ซ งไทยเปนประเทศทใจกวางยอมรบคนทกชนชาตจนไมรวาจรงๆแลวคนไทยคอใคร กรณสามจงหวดชายแดนภาคใตทมปญหาอยกเพราะเรองน เนองจากรฐชาตไดตดขาดความเปนชนชาตไป ทำาใหคนในภาคใตรสกวาตนเองถกเบยดเบยนจนทำาใหเกดปญหาขน บางพนทจงใหอสระในการเมองการปกครอง

วชารฐศาสตรมคำา 2 คำาทเกยวกบเรองน ไดแก(1) การปกครองตนเอง (Autonomy) คอการใหอสระใน

การปกครองตวเอง เชน เลอกผนำาเอง บรหารจดการภายในเอง แตตองอยในกรอบของความเปนรฐชาตเดยวกน เชน ฟลปปนสตอนใต (แถบมนดาเนา) ประชาชนสวนใหญเปนชาวอสลาม แตรฐบาลในกรงมะนลาเปนครสตนกายคาทอรก เมอไดเปนรฐชาต คนทางตอนใตจงไมอยากเปนพวกเดยวกบคนในมะนลา เพราะรสกวาถกเอารดเอาเปรยบ คนทางตอนใตจงจบอาวธมาตอสนานกวา 300 ป รฐบาลฟลปปนสจงใหแถบมนดาเนาเลอกผวาเอง ทำาใหแถบนยตการใชอาวธ ทงนพวกอาบซายาฟยงไมเชอรฐบาลและไดจบอาวธมาตอสเปนครงคราว แตปจจบนเราไมไดยนขาวนอกแลว

กรณประเทศไทย คนไทยยอมรบการปกครองตนเองไมได เพราะมองวาจะตองเปนอาณาจกรเดยวกน อาจารยฝากขอคดไววา ผวาราชการจงหวดทมาจากกรงเทพฯกลบไมรเร องในจงหวดยะลา ปตตาน หรอนราธวาสเลย (การขดคอคอดกะ บางคนอางวาจะเปนการแบงแยกประเทศ แตอาจารยเหนวาฟลปปนสมเกาะกวา 7,000 เกาะ สวนอนโดนเซยมเกาะมากกวา 10,000 กวาเกาะยง

ไมแบงแยกกนเลย ซงคนทพดเอาความเปนอวชามาหลอกคนไทยเทานน เพราะคนไทยกยงอยากเปนคนไทยอย วธคดแบบนจงเปนวธคดของคนไรภมปญญา)

(2) การแยกประเทศ เชน ตมอรตะวนออกแยกประเทศออกมาเพราะไมเคยเปนเมองขนของอนโดนเซย แตเคยเปนเมองขนของโปรตเกส ขณะทฝ งตะวนตกเปนเมองขนของเนเธอรแลนด ป พ .ศ.2518 โปรตเกสปล อยใหต มอรตะวนออกเป นอ สระ อนโดนเซยจงเขามาทำาการคาและนำาทหารเขามา Take Over เปนเวลาเกอบ 30 ป ซงสหประชาชาตกทำาเปนมองไมเหนเพราะเปนเร องของผลประโยชน จนในทสด ตมอรตะวนออกกสามารถแยกออกเปนประเทศเอกราชในปค.ศ.1999

ลเชยน พาย กลาววา การทจะพฒนาไดตองมความเปนรฐชาต เพราะรฐชาตเปนสงคมสมยใหม (พมามปญหารฐชาตทนาสงสารมาก ชนกลมนอยจะมกองกำาลงเปนของตวเอง หากชนกลมนอยรวมตวกนกจะมจำานวนคนมากกวาคนพมาจรงๆ หมองเอจงรบสะสมอาวธเพอปราบชนกลมนอย ทงนพมาตองรวมตวกนเปนรฐชาตไดไมวนใดกวนหนง ไทยเราทะเลาะกนเองจงหนกกวาพมา โดยเฉพาะเหตการณในวนท 6 ตลาคม พ.ศ.2519)

5.Administrative and Legal Development: เปนการพฒนากฎหมายและการบรหารทถกตอง ปจจบนไทยเราพฒนากฎหมายสงสดแลว แตตองเอาเนอหาในรฐธรรมนญมาปฏบตจรงดวย ซงรฐธรรมนญฉบบนกลาวถงประชาธปไตยภาคประชาชนไวดมาก โดยเฉพาะการใชสทธโดยตรงของประชาชน 3 เรอง ไดแก

(1) ประชาพจารณ เช น การท ำาประชาพจารณ เ ร องรฐธรรมนญ ซงไมมประเทศใดในโลกทำาเร องน เพราะรฐธรรมนญมเนอหามากและเขาใจยาก ตางประเทศจะทำาเฉพาะเรองทงาย เชน จะเอาทางดวนหรอไม กรณประเทศไทย คมช.ตองการใหประชาชนเหนวา ทหารทำาเพอประชาชนจงใหประชาชนเขามามสวนรวม

(2) การถอดถอนเจ าหน าท ร ฐด วยการลงลายมอช อ 20,000 ชอ เชน เสธ.หนน ถกถอดถอนจากตำาแหนงดวยการลงลายมอชอของประชาชน 50,000 ชอ (ตามรฐธรรมนญ 2540)

(3) การรเรมกฎหมายดวยภาคประชาชน ไทยเรารบแนวคดนมาจากอเมรกา ซงอเมรกามรฐธรรมนญ

2 ฉบบคอ รฐธรรมนญแหงชาตและรฐธรรมนญของแตละมลรฐ บางรฐจะมการมสวนรวมของประชาชนทงสามขอ แตบางรฐกไมมแมแตขอเดยว

ปจจบนไทยเรามการเปลยนแปลงกฎหมาย สงสำาคญคอจะตองมการบรหารจดการตามมาดวยจงจะสมบรณ และสามารถนำาไปสการพฒนาทโปรงใสตามทคนไทยตองการ

6.Mass Mobilization and Participation: มวลชนตองมสวนรวม Mobilization คอการระดมความคดของคนทงหมด และ Participation คอการมสวนรวมทระดมความคดทงหมดไวดวยกน การศกษาการพฒนาจะตอง Mobilize คนหลายๆสวน การกระจายอำานาจสทองถนเพราะตองการใหคนเขามามสวนรวม แตอำานาจกลบไปกระจกตวทอบต. อบจ. หรอผทเลนการเมองมากไปหนอย ประชาชนจงไมรเร องอะไร

ประชาชนในระบอบประชาธปไตยตองเปน Active Citizen ทเอาจรงเอาจง ไมใชเปนปลาตาย เพราะทายทสด การพฒนาทง

หลายจะมคนเปนศนยกลาง การพฒนาคนจงมความสำาคญ โดยใชความรทถกตองแกคนและสอนใหคนเหนความเปนจรงของโลก

มวลชนคอคนแตละคนมารวมตวกน หากคนมคณภาพมารวมตวกน ความเปน Mass Mobilization กจะเกดขน และกจะ Participation กนดวยปญญา

7.Building of Democracy: สรางประชาธปไตยในชาต ไทยเรากำาลงมงมนสรางประชาธปไตยในชาต เพราะประชาธปไตยเปนทางออกทดของการพฒนา กรกโบราณใชค ำาวา Demos (ประชาชน) ประชาธปไตยจงเปนการระดมคนใหมอสรเสรภาพ แลวคนกจะนำาความคดทไดจากอสรภาพมาสรางชาต เพราะคนทเปนอสระจะมความคดในการสรางนวตกรรม (Innovation)

คณทกษณพยายามสรางนวตกรรมในชมชนดวยการกระตนนโยบาย OTOP โดยเชอวาหากคนชวยกนคด ผลตภณฑนนกจะ Go Inter แตคณทกษณท ำาไมครบวงจร เพราะต องการให นวตกรรมนอยในพรรคการเมองของทานเอง ซงคณทกษณเกอบจะไดเปน State Man เพราะเปนนายกรฐมนตรคนเดยวของไทยทได รบความนยมจากประชาชนมากทสด หากทานเปลยนผลประโยชนของครอบครวมาเปนผลประโยชนของประเทศชาต ทานกจะไดเปน State Man จรงๆ

8.Stability and Orderly Change: ตองเปลยนแปลงในระบบอยางมนคง สงคมประชาธปไตยตองการ Stability หลงเหตการณ 19 กนยายน พ.ศ.2549 ไทยเราถอยหลงลงไปมาก เพราะไมมเสถยรภาพทางการเมอง ปจจบนทหารถกมองวาไมไดเปนวรบรษของสงคมอกตอไป เพราะหลายอยางททหารทำาเพอ

ตนเอง อาจารยแนะนำาใหนกศกษาเชอในความถกตองมากกวาเชอในตวบคคล เพราะบคคลจะเปลยนแปลงไปได

ลเชยน พาย บอกวาตองมการเปลยนแปลงตามระบบ เชน เมอหมดวาระกเลอกตงคนใหมเขามา รฐธรรมนญของอเมรกากำาหนดใหประธานาธบดอยไดไมเกน 2 สมย เพราะกลวเกดระบบกษตรยทสบทอดอำานาจยาวนานขน แตประเทศทปกครองระบบรฐสภาไมไดก ำาหนดวาระของนายกรฐมนตร โทน แบลรขององกฤษจงอยในตำาแหนงนานถง 13 ป หรอมหาธร มฮมหมด ของมาเลเซยอยในตำาแหนง 21 ป (ระบบรฐสภา สภาจะเปนผเลอกนายกร ฐมนตร ในอ เมร ก าจ ะแยกระบบร ฐสภาอ อกจากประธานาธบด ทำาใหประธานาธบดมาจากการเลอกตงโดยตรง สภาจงไมสามารถถอดถอนประธานาธบดได)

9.Mobilization and Power: ระดมพลงอำานาจในสงคมเพอการพฒนา ทศนะของอาจารยคอ การพฒนาเปนการระดมกำาลงทงหมดเขาดวยกน

10.One Aspect of a Multi-Dimensional Process of Social Change: ต อ ง ส ร า ง ก ร ะ บ ว น ก า ร ข อ ง ก า รเปลยนแปลงสงคมรวมกน คอการมมตรวมกนทงประเทศ ซงมตนนตองมความหลากหลาย รฐศาสตรมองวาเปนการเปลยนแปลงทสำาคญมากทสดทางการเมอง เพราะประชาชนจะตองมารวมกบการเมอง และเปนการเปลยนแปลงของสงคมทงระบบ

ก � ร พ ฒ น � ก ร ะ แ ส ห ล ก (Mainstream Development)

โลกเรามการพฒนาเปนกระแสหลกเหมอนลำานำาขนาดใหญ ซงเราทกคนลวนอยในกระแสหลกของการพฒนาทงสน กระแสหลกของการพฒนาของไทยไดแก

1.แผนพฒนาเศรษฐกจฉบบท 1 (พ.ศ.2504-2509) ไทยเปนประเทศเกษตรกรรม (เพลงผใหญลกบนางมาเปนภาพสงคมและวฒนธรรมของไทย) แผนพฒนาฯฉบบท 1 เกดจากเงนสนบสนนของสหรฐอเมรกา เพราะอเมรกาเหนวาไทยอยใกลเวยดนาม ลาว และกมพชาทกลายเปนคอมมวนสต และอเมรกากเชอวาคอมมวนสตจะเขาไมถงประเทศทมการพฒนา ซงอเมรกามนโยบายเขาไปในประเทศทมปญหาเรองประชาธปไตย โดยเฉพาะเพอรกษาผลประโยชนแหงชาตของตนเองเอาไว และใชนโยบายเศรษฐกจเสร เพอใหอเมรกาเขาไปในประเทศทรบการชวยเหลองายขน (นดาตงขนจากเงนของอเมรกาทงหมด และอเมรกากใชนดาเปนเครองมอฝกอบรมขาราชการไทย เพราะอดต ขาราชการจะไปเปนนายของประชาชน สวนถนนมตรภาพเกดจากอเมรกาใชเปนทางใหรถถงขบผานไปสนามบนอดรธานเพอไปรบในสงครามเวยดนาม ไมไดมเจตนาเพอใหประชาชนใช)

จอมพลสฤษดอยากเหนประเทศพฒนาจงตองทำาแผนพฒนาเศรษฐกจตามคำาแนะน ำาของอเมรกา และก อตงสภาพฒนาเศรษฐกจแหงชาตขน ซงเปนองคกรทเชอมโยงกบนายกรฐมนตรโดยตรงเพราะเนนความรวดเรวตามแบบของอเมรกา

2.การพฒนาเขาสความทนสมย (Modernization and Development) อเมรกาและองกฤษเชอเร องการพฒนา โดยเหนวาการพฒนาเรมจากสงคมทแตกตางกนคอ สงคมภาคเกษตรและสงคมทนสมย ทายทสดกเกดชองวางระหวางเมองและชนบท ซงหลายคนไมเหนดวยกบทฤษฎการพฒนากระแสหลก เชน ลทธมารกซ

การพฒนาเขาสความทนสมยของไทย คอ

(1) การคาเสร หลงปพ.ศ.2475 คณะราษฎรคาขายไมเปนเพราะเปนขาราชการ การคาเสรจงอยในกลมคนจนในไทยซ งเชยวชาญเรองการคามากกวา คนจนจงตอสายพฒนาเศรษฐกจมาเร อยๆ หลงพ.ศ.2504 ไทยเกาะตดกบกระแสการพฒนาการคาเสรทนนยมและประชาธปไตยควบคกนไป

(2) รฐบาลประชาธปไตย ไทยเราจะสกนดวยการแยงอำานาจมาโดยตลอด ขณะทคนจนกมงแตการคาขาย ซงอดตคนจนจะเกรงใจการเมองมาก แตภายหลงคนจนหนมาเลนการเมองเอง

**ชวงตอบคำ�ถ�ม**ศรสะเกส1.กระบวนการทางการเมองทด อยพฒนา ในทศนะของ

อาจารยมองอยางไรบาง และจะมแนวทางทำาใหเกดการพฒนาทดอยางตอเนองไดอยางไรบาง

ตอบ ขอสรปของ Jeffrey Sachs ในหนงสอชอ The End of Poverty ทเกยวกบประเทศดอยพฒนาคอ

(1) เกดจากการขดรดของลทธลาอาณานคม เดมแตละประเทศจะตางคนตางอยและอาจมการคาขายกนเลกนอย แตการเดนเรอไดนำามาสลทธการลาอาณานคม หลายประเทศจงตกเปนเมองขน เชน ฟลปปนสตกเปนเมองขนของสเปน ลาวเปนเมองขนของฝร งเศส พมา อนเดย และมาเลเซยตกเปนเมองขนขององกฤษ

ตะวนตกมองวา การพฒนาคอยๆเร มจากจดเลกๆ คอเร มจากคนทมความคดเสรภาพและคอยๆพฒนาใหใหญขนจนกลายเปนการพฒนาระดบประเทศ เชน การปฏวต อตสาหกรรมใน

องกฤษ องกฤษจงเปนแหลงแรกของการทอผา (พอของเฮเกลเปนเจาของโรงงานทอผาในแมนเชสเตอร) และมรถไฟไอนำาเปนแหงแรกในโลก (รถไฟไทยมตงแตสมยรชกาลท 5 แตปจจบนการรถไฟไทยยงไมพฒนาไปถงไหน)

แตประเทศดอยพฒนาแยงวา ความดอยพฒนาเกดจากประเทศตะวนตกมาขดรด แนวคดนเกดขนในทศวรรษท 1970 โดยองเดร กลเดอร แฟรงค นำาเสนอทฤษฎการพงพงขน ไทยเราไมเป นเมองขนใครแตก ถกเอารดเอาเปรยบหลายรปแบบ เชน อเมรกาใชประโยชนจากเมองไทยในการทำาสงครามกบประเทศเพอนบาน พอสงครามยต ทกอยางกยตดวย

(2) การดอยพฒนาเกดจากขอจำากดดานภมศาสตรแตกตางกน เชน ไทยเปนแหลงอาหารทสำาคญของโลกโดยทไมจำาเปนตองพงพาประเทศอน ซงพระเจาอยหวทรงเหนจดเดนนจงพระราชทานเศรษฐกจพอเพยงให แตคนไทยกฟมเฟอยและชอบซอของทดทสดในโลก ขณะทประเทศแอฟรกามโรคภยไขเจบเยอะมาก สาเหตเพราะความยากจนและความลำาบาก บล เกตต จงบรจาคเงนใหแอฟรกาปละเปนแสนๆลานบาท

ดไบคาขายนำามนจนรำารวย แตปจจบนนำามนเร มหมดไป ดไบจงหนไปเปนศนยกลางการคาสำาหรบคนทร ำารวยแทน ในอนาคต หากนำามนหมดไปจากโลก ประเทศในตะวนออกกลางกจะลำาบาก ไทยเราเปนศนยกลางอาหารกควรรกษาเอาไวใหดทสด

ป ค.ศ.1989 สหภาพโซเวยตตองเปลยนการเมองการปกครอง เพราะชวงสงครามเยน สหรฐฯทเปนระบบทนเสรจงมลกคามาก ขณะทสหภาพโซเวยตไมมตลาดเลย ทายทสดสหภาพ

โซเวยตกตองยอมแพ ปจจบนรสเซยเปดประเทศและเขาสกลไกตลาดโลก นกศกษาควรจบตามองรสเซยใหด

(3) ความดอยพฒนาเกดจากการเมองทช วราย เพราะการเมองเปนเบองหลงของนโยบายทงหมดและเปนปศาจรายททำาใหเกดการดอยพฒนา

อเมรกามการเมองทองถนก อนมรฐธรรมนญแหงชาต การเมองทองถนจงเปนฐานรากการเมองของอเมรกา อเมรกาจงเจรญจากคนในประเทศและปฏบตตามพทธศาสนาแมไมไดนบถอศาสนาพทธกตาม เชน ความอดทน ความขยนหมนเพยง

อาจารยเรยนเร องลทธมารกซจากอเมรกา ซงเปนประเทศทเกลยดลทธมารกซมากทสดในโลก แตอเมรกากไมปดกนและปลอยใหงานเขยนของมารกซมอยในหองสมด ขณะทคนไทยจะเผาตำาราทงหมด หองสมดแหงชาตจงไมมงานเขยนดๆทวจารณรฐบาลในสมยกอน เชน ส.ธรรมยศวจารณสมยรชกาลท 4 หองสมดจงไมเอาหนงสอของเขา ปจจบนสหประชาชาตยกยองงานของคณจตร ภมศกด วาเปนวรรณกรรมของโลก แตคณจตรกถกยงตายในสมยจอมพลสฤษด และ CIA กใหรางวลคนทยงคณจตรดวยการพาไปเทยวอเมรกา

2.อาจารยมความคดเหนอยางไรเกยวกบการรฐประหารในปพ.ศ.2549 และคดวาจะมการรฐประหารอกหรอไม

ตอบ จากขอมลทเหน หลงการทำารฐประหารในวนท 19 กนยายน คนไทยกเอาดอกไมไปใหทหาร จากการทำาโพลพบวาคนไทยกวา 80% เหนดวยกบการทำารฐประหาร สาเหตททำารฐประหารม 4 ขอ ภาษารฐศาสตรเรยกวาเปนการสรางความชอบธรรมในการกระทำา (Justification) การทำารฐประหารจงไดรบการยอมรบ

จากประชาชน (บชบกอรกเพราะสราง Justification ใหชาวโลก 2 เรองคอ ผนำาอรกเปนเผดจการ และอรกมอาวธราย)

ผทไมเหนดวยกบการรฐประหาร เชน นกรฐศาสตร เพราะตองการใหการเมองเปนไปตามกลไกทถกตอง แตทหารกแยงวากลวประชาชนยกทพมาตกน สงสำาคญอกประการหนงทคนไทยเหนดวยคอ การหมนสถาบนของรฐบาลชดทผานมา แตหนงปทผานมา คณะปฏวตกไมไดทำาใหเกดการเปลยนแปลงทง 4 ขอเลย ซงเปนการทำารฐประหารทไมเหมอนประเทศใดในโลก อยางพมาททหารปฏวตกใชอำานาจของตนอยางเตมท

อาจารยมองวา การทำารฐประหารเพอตองการ Clear Up คณทกษณกตองทำาอยางจรงจง แตปจจบนไมไดทำาจงถอเปนความลมเหลวอกจดหนงของเมองไทย รฐธรรมนญไทยมถง 18 ฉบบและไทยเรามรฐบาลพลเรอนนอยมาก สวนใหญเปนรฐบาลทหารทมาจากการยดอ ำานาจ อาจารยเช อวาไทยเราอาจจะม รฐธรรมนญฉบบท 19-20 อก หากไทยเรายงไมเปลยนหวใจสำาคญของการพฒนาการเมองเสยกอน (ปจจบนทหารเร มซอรถถง คนไทยจงไมควรปลอยใหเหตการณนเกดขน ซงคณบรรณวทยไดออกมาพด แตคนไทยกไมกลารบความจรงและมองวามเบองหลงซอนอย ทงนตองมองวาคณบรรณวทยมจรยธรรมจงกลาออกมาพด)

3.ววฒนาการ การพฒนาการเมองไทยตงแตปพ.ศ.2435-2475 มาจนถงปจจบน ทำาใหไทย เวยดนาม …(อานคำาถามไมจบ)

ตอบ อาจารยจะยกตวอยางพฒนาการทางการเมองของประเทศในเอเชยตะวนออกเฉยงใต เชน มาเลเซยตกเปนเมองขนขององกฤษ สลตานตองอยภายใตรฐบาลขององกฤษ เม อ

มาเลเซยไดรบเอกราชในปค.ศ.1965 คนจนและคนมาเลยกยกพวกตกนจนกลายเปนสงครามการเมอง คนจนรสกนอยใจทตนอยในแหลมมาลายมานานแลว ขณะทคนมาเลยกอางวาตนกอยมานานเหมอนกน ทายทสดคนจนสไมไดจงไปอยพรรคคอมมวนสตของมลาย

มาเลเซยมคน 3 ชนชาตคอ คนมาเลย คนจน และคนอนเดย มาเลเซยจงแกปญหาดวยการสรางกลไกทางการเมอง โดยนำาพรรคการเมอง 14 พรรคมารวมกนเปนพรรคอมโน และเขยนในรฐธรรมนญวา คนมาเลยเปนภมบตร ซงคนจนไมคอยพอใจนก (คนจนไมสรางพรรคการเมองแตจะตงสมาคม เพราะตองรวมตวกนเพอปกปองผลประโยชนของตนเอง เชน สมาคมองยในสมยรชกาลท 5) คนจนในมาเลยจงไมมโอกาสไดเปนนายกรฐมนตร พรรคการเมองของจนสวนใหญจงเปนฝายคาน คนมาเลเซยจงเลกทะเลาะกนตงแตนนเปนตนมา

สงคโปรเปนเกาะเลกๆและไมมทรพยากรอะไรทงสน แตเมอ 50 ปทผานมา สงคโปรเปนแหลงสงออกดบกทสำาคญทสดในโลก เพราะนำาดบกจากภเกตไปสงออก ปจจบนนำามนของไทยกไปผกราคาไวกบสงคโปร ซงถอวาสงคโปรเปนประเทศนายหนา ลกวนยกอตงพรรคการเมอง PAP ขนและเปนพรรคเดนพรรคเดยวทไดเป นรฐบาลมาตลอด ฝายคานมแค 2 คนเทานน ซ งสงคโปร สามารถควบคมคนในประเทศไดทงหมด

เวยดนามเปนประเทศทอยในสงครามมาโดยตลอด เพงพนสงครามมาตงแตปพ.ศ.2518 เทากบเวยดนามเพงฟ นฟประเทศมาได 32 ป เวยดนามเปนประเทศเดยวสองระบบเหมอนจน และไดเซนสญญาการคากบบล คลนตน การศกษาเปนหวใจสำาคญของ

การพฒนา ซงเวยดนาม สงคโปร และมาเลเซยใหความสำาคญกบการศกษาเปนอนดบหนง ขณะทกระทรวงการศกษาของไทยกลบอยปลายแถว

ฟลปปนสน ายกยองเร องการเมองเปนอยางมาก เพราะสามารถจบผนำาไปขนศาลได ถอวาเปนการทำาความสะอาดการเมองทสำาคญ

4.พ.ร.บ.ระเบยบบรหารราชการแผนดน พ.ศ.2520 ทอานโดยคณหญงทพาวด เมฆสวรรค รฐมนตรประจ ำาส ำานกนายกรฐมนตร โดยใหจงหวดสามารถตงงบประมาณบรหารเอง และใหผวาราชการจงหวดทำาหนาทเปนประธานบรหารงบประมาณ เพอหลกเลยงการแอบอางของส.ส. นกศกษามองวาเปนการยดอำานาจไวในสวนภมภาค และสรางอำานาจใหขาราชการ รฐบาลไมจรงใจในการกระจายอำานาจสทองถน อาจารยมความคดเหนอยางไร

ตอบ คณหญงทพาวดเปนตวแทนของราชการ รฐบาลขงแกทกำาลงจะหมดอำานาจจงวางระเบดสำาหรบนกการเมองเอาไว แตเปนดอกไมสำาหรบพวกราชการ คณหญงมองวากลวนกการเมองจะเขามาแบงเคกกนเอง แตลกๆแลวคณหญงยงมองวาราชการยงเปนใหญในแผนดนอย (อำามาตยาธปไตย) ผทมาจากการเลอกตงจงเปนตวรอง

5.อาจารยคดวานโยบายของพรรคการเมองไทยในปจจบน จะมผลตอทศทางการพฒนาประเทศอยางไร

ตอบ พรรคการเมองจะมหนาทคดสรรคนดเขามาสระบบการเมอง ประชาชนกจะเลอกคนดเขามาทำาหนาทนตบญญตและบรหารประเทศ นโยบายของพรรคการเมองเปนสญญาประชาคมทใหกอนหาเสยง แลวประชาชนกจะดทนโยบายกอนเลอกตง ซงคน

ไทยไมไดเลอกทนโยบายแตเลอกทตวบคคล คนไทยผกตดกบบคคลและบารมของบคคล (คนมเงน) เหนชดในพรรคไทยรกไทย

วถของนกการเมองไทยคอการหาเงน การทจะหาเงนไดคอการเปนผบรหาร นกการเมองไทยจงไมอยากเปนส.ส.ธรรมดา แตอยากเปนรฐบาล เพราะคนไทยยงนยมระบบอปถมภอย

**ขอมลเพมเตม**-G8 (Great 8) คอความยงใหญของ 8 ประเทศ ซงรสเซย

ไมอยากเขารวมกลมดวยเพราะเพงหลดจากประเทศสงคมนยมมาไมนาน แตประเทศพฒนาแลวไดดงรสเซยเขามารวมบรหารโลกดวยกน และญปนเปนประเทศเดยวในเอเชยทไดเขากลมน

-ปค.ศ.1960 ญปนเป นประเทศแรกในภมภาคเอเชยทสามารถกาวทนตะวนตก ญปนพฒนาอตสาหกรรมเพยงไมกป (ประมาณ 62 ป) นายพลแมคอาเธอรไดเขาไปรางรฐธรรมนญใหญปนเพอใหใช 10 ป (แตคนญปนกขยาดสงครามเพราะทำาใหคนตายเปนจำานวนมากจงใชรฐธรรมนญนมาจนถงปจจบน) เพยงเวลาไมกป ญปนกสามารถสรางประเทศไปอยเคยงขางประเทศพฒนาได ซงญปนเปนประเทศตวอยางของการพฒนาทชดเจน ทงนเพราะคนญปนไมสนใจปญหาในชาต แตจะมงรกชาต รกประชาชน และชวยกนพฒนาชาตมากขน เชน รฐมนตรคนหนงในรฐบาลอาเบะฆาตวตายเพราะเขาละอายตอปญหาทเกยวกบเงนทองทหายไป ซงเร องนสำาคญมาก คนไทยนกถงตนเองมากกวาสงคมสวนรวม ซงคนไทยจำาเปนจะตองหนกลบมาคดใหม

-เกาหลใตใชเวลาพฒนาประเทศเพยง 30 ป จากประเทศทยำาแยจากสงคราม ปจจบนกลายเปนประเทศทพฒนามากขน ยอนกลบมาดประเทศไทย ตงแตสมยสโขทยเปนตนมา (กวา 700 ป) ไทยเราแทบจะไมทำาสงครามเลย แมจะรบกบพมาบางกใชเพยงดาบเทานน ชวงสงครามโลกครงทสอง กลมเสรไทยกทำาใหประเทศไทยสามารถเขาไปอยกบฝายพนธมตรได ซงไทยเราไมเคยถกทำารายเลยนอกจากคนไทยทำารายตวเอง

-เวยดนามอยในสงครามตงแตสมยฝร งเศส ญปน และอเมรกา โดยเวยดนามเลกคบกบคนทงโลกไปกวา 20 ป จนกระทงปค.ศ.1994 บล คลนตน ไดบนไปเซนสญญาคาขายระหวางประเทศกบเวยดนาม อาจารยไปเวยดนามและไดเรยนรวา คนเวยดนามรกโฮจมนหมาก โดยเฉพาะคนรนใหมจะนกถงลงโฮทงสนดวยรจกจากประวตศาสตร ขณะเดยวกน ประวตศาสตรของไทยกสะเปะสะปะ บางครงกผดบางถกบาง อาจารยมองวาการศกษาเปนสงสำาคญ หากคดจะชวยกนยกระดบกตองใหการศกษาอยางจรงจง

-หวหนาพรรคการเมองคนหนง ไดรบการนยมมากเพราะเปนอดตผวากทม. คนไทยขาดความเขาใจทางการเมอง ชอบแคคนทพดจาฟงดสนก ทอลกโชวทมาลงการเมองจงไดรบการเลอกตง คนไทยจะตองแยกแยะใหออกระหวางสงทสรางความสนกใหเรากบส งท ท ำา ใหก บประ เทศ เพราะหากแยกแยะไมออกก จะ เป นภาพลวงตาทมองไมเหนความจรง ซงคนไทยจะตองยกยองคนทร จรง เชน คณประยงคทอยปกษใต ฟลปปนสมอบรางวลแมกไซไซใหเพราะเหนวาคณประยงคมความร

******************

คำ�บรรย�ยวช� PS 704 แนวคดและนโยบ�ยก�รพฒน�ประเทศไทย

Concept and Policy of Development in Thailand

รศ.ดร.ชยชนะ อ งคะวต วนท 6 ตล�คม พ.ศ. 2550 ภ�คบ�ย

เศรษฐกจพอเพยงเศรษฐกจพอเพยงเปนปรชญาทพระบาทสมเดจพระเจาอยหว

ทรงมพระราชดำารสชแนะแนวทางการดำาเนนชวตแกพสกนกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกวา 25 ป (เรมพ.ศ.2517) ตงแตกอนเกดวกฤตการณทางเศรษฐกจ

อดต คนไทยมพนฐานแบบเศรษฐกจเพยงคอ ไมมหนสน มนอยใชนอย และมการอดออมตามหลกสอนของพระพทธเจา 4 หลก ดงน

1.เกบไวใชจายตามปกต2.ทำาบญทำาทาน เผอแผผอน3.เผอสญหายหรอถกโกง4.เกบออมคณทกษณไมเหนดวยกบเศรษฐกจพอเพยง เพราะคดวา

ตองใชจายอยางเตมทจงจะมงคง คนไทยจงสนกกบการใชจายแนวคดก�รพฒน�ประเทศต�มหลกเศรษฐกจพอเพยงเปาหมายสำาคญคอการดำารงอยของคนในประเทศ และการ

ปฏบตตนของประชาชนทกระดบ ตงแตครอบครว ชมชน และรฐ ทงในการพฒนาและการบรหารประเทศใหด ำาเนนไปในทางสาย

กลาง โดยเฉพาะการพฒนาเศรษฐกจเพอใหกาวทนตอยคโลกาภวตน

พระเจาอยหวทรงเหนวาคนเปนศนยกลางการพฒนา ทางสายกลางคอคนมมากกใชมาก เชน ใครจะซอรถเบนซขบกไดหากมความสามารถพอ ซงเศรษฐกจพอเพยงเปนเร องทนสมยในยคโลกาภวตน และเศรษฐกจพอเพยงไมไดท ำาใหคนจน แตทำาให คนรวยขน เชน ประเทศในแถบสแกนดนเวย (นอรเวย สวเดน เดนมารก เนเธอรแลนด) เปนประเทศทมงคงทสดในโลก เพราะคนแถบนประหยด และรฐกจะใหสวสดการสงคมตงแตอยในทองไปจนถงอยในหลมฝงศพ

หลกก�รของเศรษฐกจพอเพยงความพอเพยง หมายถงความพอประมาณและใชเหตผลอยาง

มปญญา รวมถงการมภมคมกนในตวทดพอ (ปญญา) ตอผลกระทบของการเปลยนแปลงทงภายในและภายนอก หากไทยเรามเศรษฐกจพอเพยง วกฤตเศรษฐกจป 40 อาจจะไมเกดขน หรอหากเกดขน เรากไมไดรบความเดอดรอนอะไร เพราะเรามภมคมกนทด เชน คนในบานปวย แตเรามเงนในธนาคารโดยไมตองไปหยบยมจากใคร

เงอนไขพนฐ�นในระดบประเทศ เราตองอาศยความรอบรและรอบคอบ และม

ความระมดระวงอยางยงในการนำาวชาการตางๆมาวางแผนและการดำาเนนการทกขนตอน ขณะเดยวกนกตองเสรมสรางพนฐานดานจตใจของคนในชาต โดยเฉพาะเจาหนาทของรฐ นกทฤษฎ และนกธรกจในทกระดบใหมสำานกในคณธรรม ความซอสตยสจรต และใหมความรอบรทเหมาะสม ดำาเนนชวตดวยความอดทน ความเพยร ม

พอประมาณ

มภมคมกนในตวทดมเหตผล

สต ปญญา และความรอบคอบ (ความอดทน (Toleration) หรอขนตถอเปนคณสมบตของคน)

ผลทไดรบทำาใหคนเกดสมดลและพรอมตอการรองรบการเปลยนแปลง

อยางรวดเรวและกวางขวาง ทงดานวตถ สงคม สงแวดลอม และวฒนธรรมจากโลกภายนอกไดเปนอยางด

ปรชญ�เศรษฐกจพอเพยงทางสายกลาง คอแนวทางการดำารงอย การปฏบตตนในทก

ระดบ ตงแตครอบครว ชมชน รฐ ในการพฒนาบรหารประเทศ

(สญญาณขดของ)พนทของเศรษฐกจพอเพยงในประเทศไทยปพ.ศ.2515 คณธรยทธ บญมออกมารณรงคตอตานสนคา

ญปนทไทยแดมาร พลเอกประพาสชมวาผน ำานกศกษาเปนคนดเพราะรกประเทศชาต แตอกปตอมา คณธรยทธตองหนหวซกหวซนเพราะไปขดแยงผลประโยชนของผนำา ในปนคนไทยตองยนเรยงแถวซอขาว เพราะไมมขาวกนเนองจากรฐสงขาวออกทงหมด

ปพ.ศ.2517 พระเจาอยหวตรสเรองเศรษฐกจพอเพยงเปนครงแรก เพราะพ.ศ.2516 เกดวกฤตนำามนทวโลก พระเจาอยหวทรงเหนโลกาภวตนและเหนวกฤตของโลก และพระองคกทรงเปนหวงเรองปากทองของประชาชนในชวงนน

ท�งเลอกของก�รพฒน� (เศรษฐกจ) (Alternative Development)

ปพ.ศ.2504 มาจนถงปจจบน กระแสพฒนาของไทยเปนเศรษฐกจแบบไมพอเพยงและเปนทนนยมสามญ (ลาหลง) เพราะเอาประโยชนโดยไมมกตกาใดทงสน ผลกระทบตอสงคมไทย ไดแก

1.ความแตกตางระหวางเมองและชนบท ความรวยไปกระจกทสงคมเมอง ขณะทความจนกระจายอยในชนบท อ.เอนก เหลาธรรมทศน จงเขยนหนงสอชอสองนคราประชาธปไตยขนมา ความแตกตางนทำาใหคนไทยมองสภาพการเมองในลกษณะทเชอผน ำาชาตพนภย หรอมองวาเขาจะไดประโยชนจากกลไกอะไรบาง เศรษฐกจจงเกยวของกบสงเหลานทงสน

2.เศรษฐกจกระแสหลกจะกระตนระบบการแขงขนมากกวาระบบของการอยรวมกน การเอามหาวทยาลยออกนอกระบบเปนผลพวงหนงของการแขงขน ในอเมรกาจะใหมหาวทยาลยแขงขนกนดานความสามารถของนกศกษา ซ งม 2 ทางคอ จ ำานวนนกศกษาทเขาไปในตลาดแรงงานและสามารถสรางชอเสยงได อธการบดมาจากการคดเลอกและเปนผน ำาในการหาเงน ซ งมหาวทยาลยในอเมรกาจะหาเงนจากการสนบสนนมากกวาหาเงนจากคาหนวยกจ (การแกปญหาดานการศกษาของไทยตองเร มทมหาวทยาลยในการแกไขความเขมแขงเชงวชาการ โดยอาศยความร ความสามารถ และความตรงไปตรงมาของอาจารยผสอน)

ปพ.ศ.2504-2550 ไทยถกครอบคลมดวยระบบทนมามาก ทางเลอกของเศรษฐกจพอเพยงทจะสามารถแทรกซมเขาไปในสงคมไทยได ไดแก

1.แกไขปญหาการเมอง โดยสรางนกการเมองทมอดมการณอยากเหนเศรษฐกจพอเพยงในประเทศ เพราะขาราชการยงไมมงมนเอาเศรษฐกจพอเพยงมาใชในประเทศไทย มเพยงพระเจาอยหว

เทานนทโดดเดยว และพระองคกตรสวาพดกบดอกเตอรแลวไมเขาใจ

2.นกการเมองตองเปนตนแบบของเศรษฐกจพอเพยง โดยเฉพาะผนำาและพรรคการเมองจะตองเปนตนแบบทด คณอภสทธ ถกหลอหลอมมาใหสมถะ เมอไดเปนนายกรฐมนตร หลายคนมองวาจะสกบกระแสรฐบาลผสมทนกการเมองแตละคนใสเสอสทหรไดหรอไม ซงประชาธปตยจะตองเปลยนภาพลกษณใหม เชน ยกเลกการประชมทโรงแรมหร เพอเปนตวอยางใหพรรคการเมองอนเหน

คณทกษณยบสภาเพอใหมการเลอกตงใหม เพราะมคนพบวาทานขายหนแลวไมจายภาษ ซงเปนปญหาสวนตวของทานแตกลบเอามายงกบสภา และสภาของไทยกเหนดเหนงามดวยเพราะเชอวาถงอยางไรคณทกษณกจะไดกลบมาแนนอน ชวงเวลาเดยวกน นายกรฐมนตรโคอสมของญปนกยบสภา เพราะสภาไมเหนดวยกบนโยบายเอาธนาคารออมสนไปทำาธรกจเพอกระตนเศรษฐกจของญปน โคอสมจงยบสภาเพอใหประชาชนเปนฝายเลอกวาจะเอานโยบายนหรอไม หลงจากนนเขากไดรบการเลอกตงดวยคะแนนทลนหลาม พอไดเปนนายกรฐมนตร โคอสมกประกาศวาจะลาออกจากตำาแหนงตอนสนป พอถงสนปเขากทำาตามทประกาศไวและใหอาเบะเปนนายกรฐมนตรแทน

ผน ำาจะตองมสปรต เปนตวอยางของจรยธรรม และเปนตวอยางของเศรษฐกจพอเพยง หากผน ำาเปนตวแบบทดแลว ประชาชนกจะปฏบตตาม ซงเศรษฐกจพอเพยงเปนไดเพยงบางสวนเทานน เพราะหากไทยเปนเศรษฐกจพอเพยงทงประเทศ โรงงานจะอยไมได พระเจาอยหวกทรงสอใหเหนวา ไทยเราตองคอยๆทำาไป โดยสรางปรชญาใหคนไทยเหนวานคอทางรอดของ

ประเทศ เชน รจกใชเงน รจกใชชวตในยคโลกาภวตน (การศกษาจะตองชวยกนใหความรเกยวกบเศรษฐกจพอเพยงแกคนในสงคม แตการศกษาไทยยงไมใหความส ำาคญกบเร องนมากนก ยกเวนม.รามคำาแหง)

**ชวงตอบคำ�ถ�ม**1.ประเทศไทยจะเปนประเทศอตสาหกรรมใหมไดหรอไมตอบ กอนปพ.ศ.2540 หลายประเทศมองวาไทยจะเปนเสอ

ตวท 5 (สงคโปร ฮองกง ไตหวน เกาหลใต และไทยตามลำาดบ) คอไทยจะมอตสาหกรรมทเขมแขง แตเสอตวทหากลมฟบไปดวยวกฤตเศรษฐกจในปพ.ศ.2540 ไทยเราจงไมสรางกาวไปถงจดการเปนอตสาหกรรมใหมได

ห น ง ส อ ช อ Stages of Economic Development ของ Walt Rostow กลาวถงขนตอนการพฒนาของเศรษฐกจ และพฒนาการระบบการผลตของโลก ดงน

(1) การเกษตร เปนอาชพพนฐานของมนษยชาต ตนทนทสำาคญคอทดน อดตองกฤษจะสงอศวนไปเปนเจาผปกครองนครเพอดแลทดน ผททำาการผลตคอแรงงานชาวบานหรอทาส ผลผลตทเกดขนจะทำาใหเกดความมงคง และความมงคงกทำาใหเกดอำานาจทางการเมองขน

ขนนางซงเปนเจาของทดนจงตองเสยภาษ (Taxation) ในอตราทสง ขนนางจงลกฮอขนมาตอรองกบกษตรยวา หากตนไมมผ แ ท น ใ น ส ภ า ก จ ะ ไ ม จ า ย ภ า ษ (No Taxation without Representation) สงผลทำาใหองกฤษมสภาขนนางทสบทอดตำาแหนงมาจนถงปจจบน

(2) อตสาหกรรมใหม เกดจากการปฏวตเทคโนโลย องคประกอบของอตสาหกรรมใหมทางเศรษฐศาสตร ไดแก

-ทน คอทดน-แรงงาน คอคน จนและอนเดยเปนอตสาหกรรมใหมเพราะม

แรงงานราคาถก -การประกอบการ เชน การบรหารรฐกจ การบรหารจดการ

อเมรกาเปนประเทศทมการศกษาการประกอบการมากทสด-เงนปจจบนคาแรงของคนไทยสงขนในระดบหนง และแรงงานก

ไมยอมทำางานระดบตำาจนทำาใหแรงงานตางดาวเขามา ไทยเราเปรยบเปนเครองบนทยกตวไมขนจนตองตกลงมา เศรษฐกจของไทยกพงพาตางประเทศ ปจจบนการเมองไทยไมน ง ตางชาตบอกวาหากการเมองไทยนงแลวจะกลบมาลงทนอก การทจะเปนอตสาหกรรมใหมจะตองดหลายปจจย เชน การศกษา คาแรง อาจารยมองว า ไทยเราน าจ ะมทาง เล อกอ นแทนท จ ะ เป นอตสาหกรรมใหม เชน ใชเศรษฐกจพอเพยง

2.การเลอกตงส.ส.และส.ว.เปนการยอนหลงนำารปแบบเดมมาใชหรอไม

ตอบ ชวงเชาอาจารยกลาวถงระบบพฒนาการทางสงคมไทย พอคานายทนของไทยมาจากกลมคนจนในประเทศ ขณะทคนไทยมวแตเปนขนนางและ CEO

พฤฒสภา คอส.ว.ทเกดจากขนนางเกา พอคาเขามาเปนส.ว.มากกวาคร งหลงเหตการณพฤษภาทมฬ คณบรรหารเอาพอค าเขาสภามากเพราะธ รก จมพล งมากข น ป พ .ศ.2540 กฎหมายรฐธรรมนญไดเปดโอกาสใหเลอกตงส.ว.ทวประเทศ

พอคาจงมบทบาทตงแตระดบทองถนมาจนถงระดบชาต คณทพาวดจงพยายามดงบงเหยนใหราชการมพลงเหมอนเดม ไมเชนนนแลว หลงเลอกตง ราชการกจะตกอยในมอของพอคาอก

คณทกษณจะเปนผนำาตอจากคณบรรหารทใชพลงของระบบทนในการเมอง ทายทสด ประชาธปไตยของไทยกจะหนไมพนระบบธรกจ ระบบราชการกจะไมมพลงเทาหากระบบเศรษฐกจไทยดำาเนนไปอยางนเรอยๆ

เศรษฐกจใหมเปนเศรษฐกจทางดวนแบบคณทกษณ คอการเลนกบเงน มอถอ หรอสงทอยในตลาดหนซงจะรวยกวาพวกเสอผนหมอนใบในอดต ซงการเมองจะตดตามกลไกแบบกาวกระโดดเหลานไมทน

3.ทำาไมประเทศไทยจงไมจดทำาแผนพฒนาเศรษฐกจและสงคมตามบรบทของคนไทย

ตอบ อาจารยตองตงคำาถามวา บรบทของคนไทยคออะไร ซงคนทรางแผนพฒนาเศรษฐกจกเปนคนไทย และลวนเปนหวเหดทงนน อาจารยจงตอบขอนไมไดหากไมไดกำาหนดบรบทของคนไทยเอาไว แมแตคนทไมเคยไปตางประเทศกยงนำาเศรษฐกจของตางชาตมาใช มเพยงพระเจาอยหวเทานนทอยากใหคนไทยอยากกลบไปใชเศรษฐกจพอเพยง

ขอนแกน1.เหตการณทรฐมนตร 5 คนของรฐบาลสรยทธลาออก เพ

ราะคมช.ตรวจสอบพบวามหนเกน 5% อาจารยมองวาเปนจดเรม

ตนของคณธรรมจรยธรรม หรอเปนจดเร มการพฒนาการเมองไทยไดหรอไม

ตอบ รฐมนตรทลาออกเปนคนแรกเปนผบรหารมหาวทยาลย เป นนกธรกจทมสปรต ขณะทขาราชการบางคนเหนยวเกาอ อาจารยมองวาเปนจดเร มตนทดของจรยธรรม เพราะคนเราตองรจกละอายตอบาป หากกฎหมายระบไวและตนทำาไมถกตองกควรลาออกไป แลวประชาชนกจะใหความยกยองเอง ซงผน ำาควรเปนตวอยางทด แตนกการเมองไทยกลบเปนผทละเมดกฎหมายมากทสด เปนสงทควรละเลกเสย

2.อาจารยคดวา หวหนาพรรคการเมองคนใดเหมาะสมทจะเปนนายกรฐมนตร

ตอบ อาจารยตอบไมไดเพราะจะกลายเปนความชอบหรอไมชอบ คำาตอบอยทประชาชนวาจะเลอกใชระบบใด ชอบเผดจการแบบพมา อยากกลบไปใชระบอบกษตรยเหมอนอดต หรอชอบเผดจการพลเรอน

เผดจการรฐสภา เชน หลงปค.ศ.1930 (หลงสงครามโลกครงท 1) เศรษฐกจตกตำาทวโลก การเมองกเร มเป ในเยอรมนมการเลอกตงทก 6 เดอน สภาจงบรหารประเทศไมได เชนเดยวกบอตาล ทายทสดอดอลฟ ฮตเลอร กตงพรรครวมชาตชอนาซ คนเยอรมนจงเทคะแนนใหเพราะเหนวาการเมองทเปลยนแปลงมากๆ สงคมจะพฒนากาวหนาไมได ฮตเลอรจงไดเปนผนำาประเทศ

ฮตเลอรจงตดเศรษฐกจ SME ออกทงหมดและเอาเฉพาะเศรษฐกจยกษใหญ เชน โฟลกสวาเกน และดงบรษทยกษใหญมารวมกบระบบการเมอง (รฐและบรรษทรวมกน) มสโลลนของอตาล

กเดนตามเยอรมน และในทสดกทำาใหเกดสงครามโลกครงทสองขน

Quizมผกลาววา ระบบอปถมภ สงผลตอการพฒนาการเมองใน“ ”

ระบอบประชาธปไตย ใหนกศกษาวเคราะหกลไกระบบอปถมภกบอนาคตการเมองไทย พรอมยกตวอยาง

*********วช� PS 704 แนวคว�มคดและนโยบ�ยในก�รพฒน�

ประเทศไทยConcept and Policy of Development in Thailand

รศ.ดร.สมหร� จตตลด�กร วนท 19 ตล�คม พ.ศ. 2550

นกศกษาจะตองสงรายงานในสปดาหน เทาทอาจารยดหวขอรายงานแลวพบวาคำาสงไมตรงกนกบอก 4 ศนย ซงทง 4 ศนยมหวขอรายงานตรงกนคอ

1.ระดบการพฒนาตวเอง เชน พฒนาบคลกภาพ พฒนาศกยภาพของตนเอง

2.การพฒนาระดบชมชนทน กศกษาเป นสมาชกอย เชน พฒนาสมาคมพอคา

3.การพฒนาระดบสถาบนหรอประเทศโดยใหนกศกษาระบตวชวดในการพฒนาดวย แตศนยนจะ

เนนเฉพาะการพฒนาการเมองเทานน ซงอ.สมหราใหนกศกษาทำาตามทอ.ชยชนะบอกโดยไมตองแก

ขอสอบม 4 ขอใหทำาทกขอ นกศกษาจะตองอานคำาถามใหชดเจน แลวตอบใหตรงคำาถาม ยกตวอยางขอสอบทเคยออกมาแลว

1.“หลงสงครามโลกทำาใหมการเปลยนแปลงทางเศรษฐกจ สงคม และการเมองเพอใหเกดความทนสมย ใหวเคราะหวาการปฏรปทางการเมองหรอการพฒนาทางการเมองของประเทศทกำาลงพฒนาอยางไทยควรเปนไปในรปแบบใด การพฒนาและการ”ปฏรปไมเหมอนกนสำาหรบประเทศกำาลงพฒนาอยางเรา ประโยคทแฝงอยในคำาถามนคอ Modernization without Development (ทำาการเมองใหทนสมยโดยไมตองพฒนาการเมอง) หลงสงครามโลก ทกประเทศมงใหมการเปลยนแปลงโดยเนนใหทนสมย กรณการเปลยนแปลงในประเทศไทยถอเปนการพฒนาการเมองหรอปฏรปการเมอง กอนตอบ นกศกษาตองกลบไปดความหมายของคำาวา Modernization, Development และ Reform เสยกอน

2.“กระแสโลกาภวตน (Globalization) กบกระแสทองถนน ยม (Localization) ท งสองหล กจะใชพฒนาประเทศอยางดลยภาพไดอยางไร คำาถามนมความหมายวา แนวคดเร องทอง”ถนกบโลกาภวตนไปดวยกนไดหรอไม (หากเปนขขาโลกาภวตนมากกจะเปนหนสน แตหากปฏเสธทงหมดกอยไมได) นกศกษาไมควรตอบ Yes หรอ No ดานใดดานหนงดานเดยว แตสามารถตอบไดหลายมตและใหเหตผลประกอบจงจะไดคะแนน เชน เหนดวยหรอไมเหนดวยในดานความทนสมย และเหนดวยหรอไมเหนดวยในดานการพฒนา

3.อ.สรพลมกถามเพอใหน กศกษาตอบดานใดสดขว เชน การเปลยนแปลงทางการเมองในวนท “ 19 กนยายน 2549 อาจ

เปนการปฏวต (Revolution) ทานเหนดวยหรอไม ” (อ.สรพลจะมคำาถามสนๆ เชน การเมองไทยมการพฒนาหรอไม ทำาไม) คำาตอบของนกศกษาคอ Yes หรอ No แลวมเหตผลประกอบ แตหากนกศกษาตอบเชนนกบคำาถามของอาจารย นกศกษาจะไดคะแนนแค ¼ คะแนนเทานน คำาตอบของอ.สมหราตองใหเสนอใหม เชน แทจรงแลววนท 19 กนยายน ถอเปนการปฏวต (Reform) โดยใหเหตผลชแจงวา Revolution เปนอยางไร และ Reform เปนอยางไร แลวนำามาโยงกบคำาตอบของนกศกษา ซงนกศกษาบางคนอาจบอกวาไมไดเปนทงสองอยางแตเปนการเปลยนแปลง (Change) กได

ยกตวอยางวธตอบหากคำาถามถามวาจะหาความสมดลระหวาง X และ Y ได

อยางไร เชน หาความสมดลระหวางโลกาภวตนและทองถ นนยม (Means คอมรรค หนทาง วธการ สวน Ends คอเปาหมาย ตอนจบ)

โลกาภวตนและทองถนนยมถอเปน Means เพราะเปนวธการปฏบตไปสเปาหมาย ประเดนในการเปรยบเทยบคำาสองคำานตองอยบนฐานเดยวกน เชน

(1) วฒนธรรม ตวช วดเชน ภาษา วถ ชวต โลกาภวตนจะแขงขนและตอส สวนทองถนนยมจะเรยบงาย ชวยเหลอกน ไมแขงขนกนแบบเอาเปนเอาตาย

(2) แนวความคด ตวชวดเชน การเมอง การศกษา จรยธรรม (3) การผลตทางเศรษฐกจ (4) คณภาพชวต(5) สงแวดลอม

ในแตละประเดน นกศกษาตองวเคราะหวาโลกาภวตนเปนอยางไร และทองถนน ยมเปนอยางไร เม อเปรยบเทยบแลว นกศกษากเอาสงทด ของแตละอยางมาใชรวมกนเพอใหเก ดดลยภาพ เชน การแตงกาย โลกาภวตนจะแตงตามแฟชน สวนทองถนนยมจะแตงแบบทองถน/เชอชาต/เผาพนธ จากนนกนำาลกษณะการแตงกายทงสองแบบมาประยกตใชรวมกน หรอดานการเมอง การเมองตามกระแสโลกคอลทธประชาธปไตยทมนกวชาการหรอผมความรเปนผนำา สวนทองถนนยมมแนวคดแบบคนนยม ยดตดตวบคคล เชอถอเรองเครอญาต และผอาวโสในชมชน จากนนนกศกษากวเคราะหวาจะทำาใหเกดความสมดลดานการเมองระหวางโลกาภวตนและทองถนนยมไดอยางไร

คำาถามนเคยออกขอสอบประมวลผลมาแลวและยงไมลาสมย จงอาจจะกลบมาเปนขอสอบไดอก ลกษณะคำาตอบเปนสหวชา นกศกษาตองประมวลความรจากหลายวชามาตอบ และนกศกษาตองจำาใหไดวานกวชาการทางดานการพฒนาของไทยและตางประเทศมใครบาง

ขอความทไมควรเขยนในคำาตอบ เชน ถงแมกระนน อยางไรกตาม หรอคำาฟมเฟอยเกนความจำาเปนอน เพราะจะทำาใหนกศกษาเสยเวลา การตอบใหใชหลกการและทฤษฎ หากคำาถามไมไดถามความคดเหน นกศกษากไมตองตอบวา ตามความคดเหนของ“กระผม เพราะระดบปรญญาโทตองการใหนกศกษาแมนในทฤษฎ”

เทปทอาจารยใหดไมเปนขอสอบ Quiz แตอาจจะออกเปนขอสอบไล (ไมไดอดเทปไปใหนะคะ) เปนเทปเกยวกบการพฒนาชมชนแบบพงตนเองทสอใหเหนวา ผลทไดจากการพฒนาคออะไร ป ญหาของช มชนค ออะไร ผลล พธและผลกระทบจากการ

เปลยนแปลงเปนอยางไร ทำาไมชมชนนจงสามารถลดหนไดเปนจำานวนมาก ขอสอบไลของอาจารยมแนวโนมจะใหเลอกวาจะทำาขอ ก. หรอ ข.

วธการตอบขอสอบของอาจารยคอตอบเปนขอๆ โดยเขยนคำาทเปนกญแจสำาคญกอน (Key Word) แลวคอยขยายความทหลง คำาขนตนประโยคตองเปนคำานามเสมอ เชน การควบคมการบรหาร นกศกษาไมควรเขยนไปเร อยๆเหมอนนวนยาย หากใครสามารถเขยนเปนสมการไดกจะดมาก เชน เขยนผงการเชอมโยงของ a-c แลวอธบายความสมพนธของแตละตว

**เขาสเนอหาการบรรยาย**บทท 1 (เอกสารประกอบการบรรยายหนา 111)คำ�นย�มของก�รพฒน� (Development)คำาศพททเกยวของกบการพฒนาม Key Word สำาคญไดแก1.Growth คอการขยายตว/เพมขนทงในเชงปรมาณและนำา

หนก2.Progress คอการเปลยนในทางทดขนดานเดยว3.Expansion คอการขยายออกทกทศทกทาง เชน การระบาด

ของโรค4.Transformation ค อการเปล ยนร ปร างภายนอก หรอ

เปลยนหนาท5.Evolution สวนใหญใชกบสงมชวตทคอยๆเปลยนไปทละ

เลกทละนอย 6.Revolution คอการเปลยนอยางรวดเรวจากหนามอไปหลง

มอ การเปลยนแปลงการปกครองในวนท 24 มถนายน พ.ศ.2475

ไมไดเปลยนจากหนามอไปหลงมอ เพราะรชกาลท 6 ทรงทดลองการปกครองในรปแบบใหมแลว หลงเปลยนการปกครอง อำานาจกตกอยท คณะบคคลเหมอนเดม (กลมคณะปฏวต กลวสมเดจพระเจานองยาเธอกรมเจานครสวรรควรพนจพระอนชาของรชกาลท 5 มากทสด องครกษทพระองคป นมากบมอไปยดวงและจเอวของพระองคเปนพระองคแรก สรางความแปลกใจใหพระองคเปนอยางมากจงตรสถามวา มงกเอากบเขาดวยเหรอ“ ”) กรณนอาจารยจะตอบวาไมใชการปฏวต ค ำาตอบของนกศกษาตองให เหตผลทงดานทมองวาเปนการปฏวตและดานทมองวาไมเปนการปฏวต

7.Reformation คอการเปลยนรปแบบหรอวธปฏบต 8.Innovation คอนวตกรรมหรอสงทมนษยคดคนขน โดยไม

จำาเปนตองเปนวตถอยางเดยวเทานน แตอาจจะเปนวธทำากได เชน การรวมกลมสหกรณ

9.Modernization คอการเลยนแบบตะวนตก เชน ไทยเราเปนเมองรอนแตใสกางเกงยนส ซงสงคมเอเชยตะวนออกเฉยงใตเปนสงคมทใสโสรงเพอระบายความรอน พอเปลยนมาใสกางเกงยนสจงเปนโรคผวหนงไปตามๆกน

10.Civilization ตรงขามกบคำาวา Uncivilization 11.Development การพฒนาทแฝงดวยคานยม12.Change การเปลยนแปลงทไมมคานยม อาจารยนยมใชคำา

นมากกวา Development เพราะไมมคานยมแฝงอยเฟรด รกส เปน Professor ทเคยเขามาศกษาการบรหารการ

พฒนาในประเทศไทยอยางแนบแนนหลายสบป เขาไดบญญตคำาวา อมาตยาธปไตย (Bureaucratic Polity) เพราะการเมองไทยเดนได

ดวยขาราชการ ซงขาราชการจะเปนใหญในแผนดน แลวปรามาสวาสงคมไทยเปนแบบ Loosely Structure (โครงสรางหลวม) โดยสงเกตพฤตกรรมของนกศกษาธรรมศาสตรทไมสำารวมกรยาเวลาไมไดอยตอหนาอาจารย แตพอเจออาจารยกลบทำาตวเรยบรอย สรปวา คนไทยไมมวนยในตวเอง และรอใหภายนอกมาก ำาหนดพฤตกรรม เชน กลวครบาอาจารยหรอตำารวจจงทำาตวเรยบรอย แตกตางจากคนญป นท มกฎกตกาในตวเอง พฤตกรรมจงสมำาเสมอโดยไมตองรอกฎจากภายนอก ประเทศไทยจงตองออกกฎมาเร อยๆเพอควบคมพฤตกรรม แทนทคนไทยจะสรางวนยในสงคมเพอควบคมดแลพฤตกรรม การเปลยนแปลงของไทยจงตองอาศยพลงจากภายนอก เพราะหากรอใหเปลยนแปลงเองจะไมสำาเรจ ไทยเราจงมปฏวต/รฐประหารมาตลอด

จากการศกษาประเทศกำาลงพฒนาหลายสบประเทศ รกสสรปวาลกษณะของการเปลยนแปลง (Change) หรอการพฒนาในประเทศเหลานประกอบดวย

1.การเจรญเตบโต (Growth)2.กระบวนการพฒนา (Development)3.กระบวนการแปลงรป (Transformation) ศ�สตร�จ�รย ดร.อมร รกษ�สตย อธบายสถานการณของ

ประเทศไทยไววา 1. Growth involves changes in performance level2. Development is change in the system which performs3. Transformation change in environment(ศกษาเพมเตมในเอกสารประกอบการบรรยายหนา 113-114)สรปคว�มหม�ยของก�รพฒน�1.ระบบคานยม (Value) การพฒนาเปนเรองของคานยม

2.ระบบเทคโนโลย (Techniques) การพฒนาเปนเร องของเทคนค เชน Industrialization เทคโนโลย นวตกรรม

3.ระบบทางเลอก (Choices) การพฒนาแบบทางเลอก เชน Green Development เศรษฐกจพอเพยง

กระบวนก�รในก�รพฒน�ประเทศแบบมตทหล�กหล�ย กระบวนการในการพฒนาเปนกระบวนการทมหลากหลายมต

(Multidimensional Process) ดงน (เอกสารหนา 115-123)1.การพฒนาเนนทโครงสรางทางสงคม (Social Structure)

โครงสรางหลกของสงคมเปนเร องของอ ำานาจ การเปลยนโครงสรางทางสงคมจงเปนการเปลยนแปลงเรองอำานาจ ซงเปนสงทยากมากและตองเรมตงแตเปลยนความศรทธา ความเชอถอ และทรพยากร

รปแบบของอำานาจม 4 แบบไดแก (1) Centralize การรวมอำานาจ เชน กระทรวง ทบวง กรม(2) Decentralize กระจายอำานาจ เชน อบต.(3) Deconcentralize การแบงอำานาจ เชน สวนภมภาค(4) Delegation การมอบอ ำานาจ ค อรวม Centralize และ

Decentralize 2.การเปล ยนแปลงท ศนคต ของคนในสงคม (Popular

Attitude) เปนสงทเปลยนแปลงไดยากมาก เพราะตองลวงลกเขาไปถงอารมณของคน การเปลยนทศนคตตองใหความรในเรองนนๆเสยกอน แลวคนกจะเกดความรสกและปฏบตตาม ซ งการจดการดานความร (Knowledge Management) เปนทนยมมากในปจจบน

3.การพฒนาเก ยวของก บสถาบนระด บชาต (National Institutions) สถาบนหลกแหงชาตในสายตาของทหารคอชาต ศาสนา และพระมหากษตรย สวนสถาบนชาตดานรฐศาสตรคออำานาจอธปไตย

4.การเจรญเตบโตทางเศรษฐกจ (Economic Growth) กระบวนการทสรางไดยากทสดคอทศนคตของมวลชน เพราะ

เปนสงทเปลยนแปลงไดยากมาก สวนการเมองเปนปจจยทส ำาคญทสด เพราะเปนตวตดสนใจในทรพยากรทกเร อง ยกตวอยาง วรรณคดเร องราชาธราช (กษตรยมอญทปกครองเมองหงสาวด) เลาวา กษตรของมอญองคหนงไมไดแตงงานจงไมมลกสบบลลงก พระองคชอบธรรมะธรรมโมจงเขาวดบอย คร งหนงไปเจอเณรนอยรปหนงทเปนลกชาวนาแตฉลาดมาก พระองคอยากใหเณรรปนเปนกษตรยตอแตประชาชนไมยอมรบเพราะไมมเชอสายกษตรย พระองคจงใหทหารนำาทอนไมทเปนสะพานมาแกะสลกเปนพระพทธรป แลวเอาไปไวในโบสถ ประชาชนทกคนจงสกการบชาไมแกะสลกนน กษตรชใหคนทวไปเหนวาการทคนเคารพบชาไมไดอยทแกนแทของไม แตอยทสถานทตงและผมอำานาจเปนผกำาหนด จากไมทคนเดนเหยยบยำาขามไปมา เมอกลายมาเปนรปแกะสลกพระพทธรปและอยในโบสถคนกเคารพบชา ตงแตนนขาราชบรพารกยอมรบเณรนอยรปนนมาเปนกษตรยตอโดยไมไดรงเกยจเดยดฉนทอกตอไป ชใหเหนวาอำานาจทางการเมองขนอยกบผมอำานาจเปนผชวาคณตองทำาอะไร

(เอกสารหนา 118) คำาศพทส ำาคญคอ External Force คอพลงจากภายนอก และ Internal Force คอศกยภาพ/สมรรถนะของตวมนษย

(เอกสารหนา 119) Trickle Down คอยงพฒนาเศรษฐกจมากเทาไหร ความเจรญทางเศรษฐกจกจะขยายจากบนลงลาง เชน เถาแกแบงปนความรวยใหคนจน ในความเปนจรงแลวสภาพนไมเกดขน เพราะคนรวยยงรวยขนขณะทคนจนยงจนลง ทำาใหเกดชองวางระหวางคนจนและคนรวยมากขน เพราะเกดสภาวะ Trickle Up คอคนรวยสบเอาแรงงานสวนเกนของคนจนไป ดงนน ความเชอนจงไมถกตอง

(เอกสารหนา 120) Political Issue ประเดนทางการเมองทำาใหเกดความไมเทาเทยมกน การใชอ ำานาจทางการเมองจะชวยลดความไมเทาเทยมกนลงได

(เอกสารหนา 122) Empowerment เป นภาวะทางจตใจท สะทอนออกทางพฤตกรรม และมลกษณะเปนนามธรรม หมายถง

1.คนมความรสกวาตวเองมศกยภาพ2.คนตองมประสบการณในการแสดงออกซงความตองการ3.คนตองตระหนกวาเป าหมายคออะไร เพ อเป นไปตาม

Demand ของตวเองอปสรรคของ Empowerment คอคนเชอวาตนเองไมสามารถ

เปลยนแปลงอะไรเองได สงทเกดขนถอเปนเวรกรรมแตชาตปางกอน

ขอสอบเคยออกวา การพฒนาจะตองครอบคลมถงเร องใด“บาง”

คำาตอบคอ การพฒนาครอบคลมถงเรองดงตอไปน (เอกสารหนา 121)

(1) Capacity ขดความสามารถ ก.พ.ใชคำาวา Competency (2) Equity ความเสมอภาคเทาเทยมกน

(3) Empowerment ปจจยภาวะทางจต (4) Sustainable การทำาตอเนองไปเรอยๆใหมความยงยน

ถาวร (5) Interdependence คอการพงพาอาศยซงกนและกน

(เอกสารหนา 123)(6) Administrative in Capacity การพฒนาศกยภาพ

ทางการบรหาร **ขอมลเพมเตม**ผลงานวจยเร องตำารวจพบวา ความเครยดของตำารวจม

สาเหตใหญมาจากเพอนฝงและญาตพนอง เพราะคนเหลานมความคาดหวงสงตอเขา ดงนน คนทโดนใบสงจงควรไปเสยคาปรบเอง และไมควรใชเพอนทเปนตำารวจจดการให

**************เบอรโทรศพทตดตออ�จ�รย: 089-2051713 อ�จ�รยอนญ�ตใหประธ�นรน เลข�นก�ร และฝ�ยวช�ก�ร

โทรไปเท�นนวช� PS 704 แนวคว�มคดและนโยบ�ยในก�รพฒน�

ประเทศไทยConcept and Policy of Development in Thailand

รศ.ดร.สมหร� จตตลด�กร วนท 19 ตล�คม พ.ศ. 2550

นกศกษาจะตองสงรายงานในสปดาหน เทาทอาจารยดหวขอรายงานแลวพบวาคำาสงไมตรงกนกบอก 4 ศนย ซงทง 4 ศนยมหวขอรายงานตรงกนคอ

1.ระดบการพฒนาตวเอง เชน พฒนาบคลกภาพ พฒนาศกยภาพของตนเอง

2.การพฒนาระดบชมชนทน กศกษาเป นสมาชกอย เชน พฒนาสมาคมพอคา

3.การพฒนาระดบสถาบนหรอประเทศโดยใหนกศกษาระบตวชวดในการพฒนาดวย แตศนยนจะ

เนนเฉพาะการพฒนาการเมองเทานน ซงอ.สมหราใหนกศกษาทำาตามทอ.ชยชนะบอกโดยไมตองแก

ขอสอบม 4 ขอใหทำาทกขอ นกศกษาจะตองอานคำาถามใหชดเจน แลวตอบใหตรงคำาถาม ยกตวอยางขอสอบทเคยออกมาแลว

1.“หลงสงครามโลกทำาใหมการเปลยนแปลงทางเศรษฐกจ สงคม และการเมองเพอใหเกดความทนสมย ใหวเคราะหวาการปฏรปทางการเมองหรอการพฒนาทางการเมองของประเทศทกำาลงพฒนาอยางไทยควรเปนไปในรปแบบใด การพฒนาและการ”ปฏรปไมเหมอนกนสำาหรบประเทศกำาลงพฒนาอยางเรา ประโยคทแฝงอยในคำาถามนคอ Modernization without Development (ทำาการเมองใหทนสมยโดยไมตองพฒนาการเมอง) หลงสงครามโลก ทกประเทศมงใหมการเปลยนแปลงโดยเนนใหทนสมย กรณการเปลยนแปลงในประเทศไทยถอเปนการพฒนาการเมองหรอปฏรปการเมอง กอนตอบ นกศกษาตองกลบไปดความหมายของคำาวา Modernization, Development และ Reform เสยกอน

2.“กระแสโลกาภวตน (Globalization) กบกระแสทองถนน ยม (Localization) ท งสองหล กจะใชพฒนาประเทศอยางดลยภาพไดอยางไร คำาถามนมความหมายวา แนวคดเร องทอง”ถนกบโลกาภวตนไปดวยกนไดหรอไม (หากเปนขขาโลกาภวตนมากกจะเปนหนสน แตหากปฏเสธทงหมดกอยไมได) นกศกษาไมควร

ตอบ Yes หรอ No ดานใดดานหนงดานเดยว แตสามารถตอบไดหลายมตและใหเหตผลประกอบจงจะไดคะแนน เชน เหนดวยหรอไมเหนดวยในดานความทนสมย และเหนดวยหรอไมเหนดวยในดานการพฒนา

3.อ.สรพลมกถามเพอใหน กศกษาตอบดานใดสดขว เชน การเปลยนแปลงทางการเมองในวนท “ 19 กนยายน 2549 อาจเปนการปฏวต (Revolution) ทานเหนดวยหรอไม ” (อ.สรพลจะมคำาถามสนๆ เชน การเมองไทยมการพฒนาหรอไม ทำาไม) คำาตอบของนกศกษาคอ Yes หรอ No แลวมเหตผลประกอบ แตหากนกศกษาตอบเชนนกบคำาถามของอาจารย นกศกษาจะไดคะแนนแค ¼ คะแนนเทานน คำาตอบของอ.สมหราตองใหเสนอใหม เชน แทจรงแลววนท 19 กนยายน ถอเปนการปฏวต (Reform) โดยใหเหตผลชแจงวา Revolution เปนอยางไร และ Reform เปนอยางไร แลวนำามาโยงกบคำาตอบของนกศกษา ซงนกศกษาบางคนอาจบอกวาไมไดเปนทงสองอยางแตเปนการเปลยนแปลง (Change) กได

ยกตวอยางวธตอบหากคำาถามถามวาจะหาความสมดลระหวาง X และ Y ได

อยางไร เชน หาความสมดลระหวางโลกาภวตนและทองถ นนยม (Means คอมรรค หนทาง วธการ สวน Ends คอเปาหมาย ตอนจบ)

โลกาภวตนและทองถนนยมถอเปน Means เพราะเปนวธการปฏบตไปสเปาหมาย ประเดนในการเปรยบเทยบคำาสองคำานตองอยบนฐานเดยวกน เชน

(1) วฒนธรรม ตวช วดเชน ภาษา วถ ชวต โลกาภวตนจะแขงขนและตอส สวนทองถนนยมจะเรยบงาย ชวยเหลอกน ไมแขงขนกนแบบเอาเปนเอาตาย

(2) แนวความคด ตวชวดเชน การเมอง การศกษา จรยธรรม (3) การผลตทางเศรษฐกจ (4) คณภาพชวต(5) สงแวดลอมในแตละประเดน นกศกษาตองวเคราะหวาโลกาภวตนเปน

อยางไร และทองถนน ยมเปนอยางไร เม อเปรยบเทยบแลว นกศกษากเอาสงทด ของแตละอยางมาใชรวมกนเพอใหเก ดดลยภาพ เชน การแตงกาย โลกาภวตนจะแตงตามแฟชน สวนทองถนนยมจะแตงแบบทองถน/เชอชาต/เผาพนธ จากนนกนำาลกษณะการแตงกายทงสองแบบมาประยกตใชรวมกน หรอดานการเมอง การเมองตามกระแสโลกคอลทธประชาธปไตยทมนกวชาการหรอผมความรเปนผนำา สวนทองถนนยมมแนวคดแบบคนนยม ยดตดตวบคคล เชอถอเรองเครอญาต และผอาวโสในชมชน จากนนนกศกษากวเคราะหวาจะทำาใหเกดความสมดลดานการเมองระหวางโลกาภวตนและทองถนนยมไดอยางไร

คำาถามนเคยออกขอสอบประมวลผลมาแลวและยงไมลาสมย จงอาจจะกลบมาเปนขอสอบไดอก ลกษณะคำาตอบเปนสหวชา นกศกษาตองประมวลความรจากหลายวชามาตอบ และนกศกษาตองจำาใหไดวานกวชาการทางดานการพฒนาของไทยและตางประเทศมใครบาง

ขอความทไมควรเขยนในคำาตอบ เชน ถงแมกระนน อยางไรกตาม หรอคำาฟมเฟอยเกนความจำาเปนอน เพราะจะทำาใหนกศกษา

เสยเวลา การตอบใหใชหลกการและทฤษฎ หากคำาถามไมไดถามความคดเหน นกศกษากไมตองตอบวา ตามความคดเหนของ“กระผม เพราะระดบปรญญาโทตองการใหนกศกษาแมนในทฤษฎ”

เทปทอาจารยใหดไมเปนขอสอบ Quiz แตอาจจะออกเปนขอสอบไล (ไมไดอดเทปไปใหนะคะ) เปนเทปเกยวกบการพฒนาชมชนแบบพงตนเองทสอใหเหนวา ผลทไดจากการพฒนาคออะไร ป ญหาของช มชนค ออะไร ผลล พธและผลกระทบจากการเปลยนแปลงเปนอยางไร ทำาไมชมชนนจงสามารถลดหนไดเปนจำานวนมาก ขอสอบไลของอาจารยมแนวโนมจะใหเลอกวาจะทำาขอ ก. หรอ ข.

วธการตอบขอสอบของอาจารยคอตอบเปนขอๆ โดยเขยนคำาทเปนกญแจสำาคญกอน (Key Word) แลวคอยขยายความทหลง คำาขนตนประโยคตองเปนคำานามเสมอ เชน การควบคมการบรหาร นกศกษาไมควรเขยนไปเร อยๆเหมอนนวนยาย หากใครสามารถเขยนเปนสมการไดกจะดมาก เชน เขยนผงการเชอมโยงของ a-c แลวอธบายความสมพนธของแตละตว

**เขาสเนอหาการบรรยาย**บทท 1 (เอกสารประกอบการบรรยายหนา 111)คำ�นย�มของก�รพฒน� (Development)คำาศพททเกยวของกบการพฒนาม Key Word สำาคญไดแก1.Growth คอการขยายตว/เพมขนทงในเชงปรมาณและนำา

หนก2.Progress คอการเปลยนในทางทดขนดานเดยว

3.Expansion คอการขยายออกทกทศทกทาง เชน การระบาดของโรค

4.Transformation ค อการเปล ยนร ปร างภายนอก หรอเปลยนหนาท

5.Evolution สวนใหญใชกบสงมชวตทคอยๆเปลยนไปทละเลกทละนอย

6.Revolution คอการเปลยนอยางรวดเรวจากหนามอไปหลงมอ การเปลยนแปลงการปกครองในวนท 24 มถนายน พ.ศ.2475 ไมไดเปลยนจากหนามอไปหลงมอ เพราะรชกาลท 6 ทรงทดลองการปกครองในรปแบบใหมแลว หลงเปลยนการปกครอง อำานาจกตกอยท คณะบคคลเหมอนเดม (กลมคณะปฏวต กลวสมเดจพระเจานองยาเธอกรมเจานครสวรรควรพนจพระอนชาของรชกาลท 5 มากทสด องครกษทพระองคป นมากบมอไปยดวงและจเอวของพระองคเปนพระองคแรก สรางความแปลกใจใหพระองคเปนอยางมากจงตรสถามวา มงกเอากบเขาดวยเหรอ“ ”) กรณนอาจารยจะตอบวาไมใชการปฏวต ค ำาตอบของนกศกษาตองให เหตผลทงดานทมองวาเปนการปฏวตและดานทมองวาไมเปนการปฏวต

7.Reformation คอการเปลยนรปแบบหรอวธปฏบต 8.Innovation คอนวตกรรมหรอสงทมนษยคดคนขน โดยไม

จำาเปนตองเปนวตถอยางเดยวเทานน แตอาจจะเปนวธทำากได เชน การรวมกลมสหกรณ

9.Modernization คอการเลยนแบบตะวนตก เชน ไทยเราเปนเมองรอนแตใสกางเกงยนส ซงสงคมเอเชยตะวนออกเฉยงใตเปน

สงคมทใสโสรงเพอระบายความรอน พอเปลยนมาใสกางเกงยนสจงเปนโรคผวหนงไปตามๆกน

10.Civilization ตรงขามกบคำาวา Uncivilization 11.Development การพฒนาทแฝงดวยคานยม12.Change การเปลยนแปลงทไมมคานยม อาจารยนยมใชคำา

นมากกวา Development เพราะไมมคานยมแฝงอยเฟรด รกส เปน Professor ทเคยเขามาศกษาการบรหารการ

พฒนาในประเทศไทยอยางแนบแนนหลายสบป เขาไดบญญตคำาวา อมาตยาธปไตย (Bureaucratic Polity) เพราะการเมองไทยเดนไดดวยขาราชการ ซงขาราชการจะเปนใหญในแผนดน แลวปรามาสวาสงคมไทยเปนแบบ Loosely Structure (โครงสรางหลวม) โดยสงเกตพฤตกรรมของนกศกษาธรรมศาสตรทไมสำารวมกรยาเวลาไมไดอยตอหนาอาจารย แตพอเจออาจารยกลบทำาตวเรยบรอย สรปวา คนไทยไมมวนยในตวเอง และรอใหภายนอกมาก ำาหนดพฤตกรรม เชน กลวครบาอาจารยหรอตำารวจจงทำาตวเรยบรอย แตกตางจากคนญป นท มกฎกตกาในตวเอง พฤตกรรมจงสมำาเสมอโดยไมตองรอกฎจากภายนอก ประเทศไทยจงตองออกกฎมาเร อยๆเพอควบคมพฤตกรรม แทนทคนไทยจะสรางวนยในสงคมเพอควบคมดแลพฤตกรรม การเปลยนแปลงของไทยจงตองอาศยพลงจากภายนอก เพราะหากรอใหเปลยนแปลงเองจะไมสำาเรจ ไทยเราจงมปฏวต/รฐประหารมาตลอด

จากการศกษาประเทศกำาลงพฒนาหลายสบประเทศ รกสสรปวาลกษณะของการเปลยนแปลง (Change) หรอการพฒนาในประเทศเหลานประกอบดวย

1.การเจรญเตบโต (Growth)

2.กระบวนการพฒนา (Development)3.กระบวนการแปลงรป (Transformation) ศ�สตร�จ�รย ดร.อมร รกษ�สตย อธบายสถานการณของ

ประเทศไทยไววา 1. Growth involves changes in performance level2. Development is change in the system which performs3. Transformation change in environment(ศกษาเพมเตมในเอกสารประกอบการบรรยายหนา 113-114)สรปคว�มหม�ยของก�รพฒน�1.ระบบคานยม (Value) การพฒนาเปนเรองของคานยม 2.ระบบเทคโนโลย (Techniques) การพฒนาเปนเร องของ

เทคนค เชน Industrialization เทคโนโลย นวตกรรม 3.ระบบทางเลอก (Choices) การพฒนาแบบทางเลอก เชน

Green Development เศรษฐกจพอเพยงกระบวนก�รในก�รพฒน�ประเทศแบบมตทหล�กหล�ย กระบวนการในการพฒนาเปนกระบวนการทมหลากหลายมต

(Multidimensional Process) ดงน (เอกสารหนา 115-123)1.การพฒนาเนนทโครงสรางทางสงคม (Social Structure)

โครงสรางหลกของสงคมเปนเร องของอ ำานาจ การเปลยนโครงสรางทางสงคมจงเปนการเปลยนแปลงเรองอำานาจ ซงเปนสงทยากมากและตองเรมตงแตเปลยนความศรทธา ความเชอถอ และทรพยากร

รปแบบของอำานาจม 4 แบบไดแก (1) Centralize การรวมอำานาจ เชน กระทรวง ทบวง กรม(2) Decentralize กระจายอำานาจ เชน อบต.(3) Deconcentralize การแบงอำานาจ เชน สวนภมภาค

(4) Delegation การมอบอ ำานาจ ค อรวม Centralize และ Decentralize

2.การเปล ยนแปลงท ศนคต ของคนในสงคม (Popular Attitude) เปนสงทเปลยนแปลงไดยากมาก เพราะตองลวงลกเขาไปถงอารมณของคน การเปลยนทศนคตตองใหความรในเรองนนๆเสยกอน แลวคนกจะเกดความรสกและปฏบตตาม ซ งการจดการดานความร (Knowledge Management) เปนทนยมมากในปจจบน

3.การพฒนาเก ยวของก บสถาบนระด บชาต (National Institutions) สถาบนหลกแหงชาตในสายตาของทหารคอชาต ศาสนา และพระมหากษตรย สวนสถาบนชาตดานรฐศาสตรคออำานาจอธปไตย

4.การเจรญเตบโตทางเศรษฐกจ (Economic Growth) กระบวนการทสรางไดยากทสดคอทศนคตของมวลชน เพราะ

เปนสงทเปลยนแปลงไดยากมาก สวนการเมองเปนปจจยทส ำาคญทสด เพราะเปนตวตดสนใจในทรพยากรทกเร อง ยกตวอยาง วรรณคดเร องราชาธราช (กษตรยมอญทปกครองเมองหงสาวด) เลาวา กษตรของมอญองคหนงไมไดแตงงานจงไมมลกสบบลลงก พระองคชอบธรรมะธรรมโมจงเขาวดบอย คร งหนงไปเจอเณรนอยรปหนงทเปนลกชาวนาแตฉลาดมาก พระองคอยากใหเณรรปนเปนกษตรยตอแตประชาชนไมยอมรบเพราะไมมเชอสายกษตรย พระองคจงใหทหารนำาทอนไมทเปนสะพานมาแกะสลกเปนพระพทธรป แลวเอาไปไวในโบสถ ประชาชนทกคนจงสกการบชาไมแกะสลกนน กษตรชใหคนทวไปเหนวาการทคนเคารพบชาไมไดอยทแกนแทของไม แตอยทสถานทตงและผมอำานาจเปนผกำาหนด จากไมท

คนเดนเหยยบยำาขามไปมา เมอกลายมาเปนรปแกะสลกพระพทธรปและอยในโบสถคนกเคารพบชา ตงแตนนขาราชบรพารกยอมรบเณรนอยรปนนมาเปนกษตรยตอโดยไมไดรงเกยจเดยดฉนทอกตอไป ชใหเหนวาอำานาจทางการเมองขนอยกบผมอำานาจเปนผชวาคณตองทำาอะไร

(เอกสารหนา 118) คำาศพทส ำาคญคอ External Force คอพลงจากภายนอก และ Internal Force คอศกยภาพ/สมรรถนะของตวมนษย

(เอกสารหนา 119) Trickle Down คอยงพฒนาเศรษฐกจมากเทาไหร ความเจรญทางเศรษฐกจกจะขยายจากบนลงลาง เชน เถาแกแบงปนความรวยใหคนจน ในความเปนจรงแลวสภาพนไมเกดขน เพราะคนรวยยงรวยขนขณะทคนจนยงจนลง ทำาใหเกดชองวางระหวางคนจนและคนรวยมากขน เพราะเกดสภาวะ Trickle Up คอคนรวยสบเอาแรงงานสวนเกนของคนจนไป ดงนน ความเชอนจงไมถกตอง

(เอกสารหนา 120) Political Issue ประเดนทางการเมองทำาใหเกดความไมเทาเทยมกน การใชอ ำานาจทางการเมองจะชวยลดความไมเทาเทยมกนลงได

(เอกสารหนา 122) Empowerment เป นภาวะทางจตใจท สะทอนออกทางพฤตกรรม และมลกษณะเปนนามธรรม หมายถง

1.คนมความรสกวาตวเองมศกยภาพ2.คนตองมประสบการณในการแสดงออกซงความตองการ3.คนตองตระหนกวาเป าหมายคออะไร เพ อเป นไปตาม

Demand ของตวเอง

อปสรรคของ Empowerment คอคนเชอวาตนเองไมสามารถเปลยนแปลงอะไรเองได สงทเกดขนถอเปนเวรกรรมแตชาตปางกอน

ขอสอบเคยออกวา การพฒนาจะตองครอบคลมถงเร องใด“บาง”

คำาตอบคอ การพฒนาครอบคลมถงเรองดงตอไปน (เอกสารหนา 121)

(1) Capacity ขดความสามารถ ก.พ.ใชคำาวา Competency (2) Equity ความเสมอภาคเทาเทยมกน(3) Empowerment ปจจยภาวะทางจต (4) Sustainable การทำาตอเนองไปเรอยๆใหมความยงยน

ถาวร (5) Interdependence คอการพงพาอาศยซงกนและกน

(เอกสารหนา 123)(6) Administrative in Capacity การพฒนาศกยภาพ

ทางการบรหาร

**ขอมลเพมเตม**ผลงานวจยเร องตำารวจพบวา ความเครยดของตำารวจม

สาเหตใหญมาจากเพอนฝงและญาตพนอง เพราะคนเหลานมความคาดหวงสงตอเขา ดงนน คนทโดนใบสงจงควรไปเสยคาปรบเอง และไมควรใชเพอนทเปนตำารวจจดการให

**************เบอรโทรศพทตดตออ�จ�รย: 089-2051713

อ�จ�รยอนญ�ตใหประธ�นรน เลข�นก�ร และฝ�ยวช�ก�รโทรไปเท�นน

วช� PS 704 แนวคว�มคดและนโยบ�ยในก�รพฒน�ประเทศไทย

Concept and Policy of Development in Thailandรศ.ดร.สมหร� จตตลด�กร วนท 20 ตล�คม พ.ศ. 2550

ชวงเช�

(ชวงเชาอาจารยเปดวดทศนเกยวกบการพฒนาชมชนแบบพงตนเองใหดอกครง แตไมไดอดเทปไปใหนะคะ)

องคาพยพ คอ Organ ของรางกายมนษย รฐกม Organ เชนกน เชน นกปราชญและทหาร สวน Body คอระเบยบการบรหารจดการภายในรฐเปรยบเหมอนการมกระบวนการเคลอนไหวในรางกายคนเรา เชน กระบวนการขบถาย กระบวนการหายใจ กระบวนการตองมการทำางานทหยดนงไมได หากกระบวนการหายใจหยดนง Organ กจะตาย หรอหากกระบวนการนำาเหลองนำาหนองหยดนง Organ กจะเปนโรค หากเปรยบรฐเปนรางกายของมนษยกไดทำาใหเกดวชาชวรฐศาสตรและภมรฐศาสตร ซงเปนวชาทสะทอนเรองการเมองการปกครอง และอำานาจการเมอง

การศกษาการพฒนาแบบเปรยบเทยบถอเปนการศกษาทไมเปนธรรม เพราะไมสามารถเอาประเทศทมทรพยากรแบบหนงไปเปรยบเทยบกบอกประเทศหนงทมทรพยากรแตกตางกนได เหมอนกบการไมสามารถเอาคนพการมอเดยวไปเปรยบเทยบกบคนสองมอได เพราะทงสองคนไมมทางทจะเสมอภาคกนไดเลย คน

แกนเศรษฐกจ

คอมมวนสตสงคมนยม

1 2

สองมอยอมเอาเปรยบคนมอเดยว เหมอนประเทศทพฒนาแลวกยอมเอาเปรยบประเทศกำาลงพฒนา อาจารยจงคดวาวชาการบรหารงานพฒนาเปรยบเทยบไมนาจะยงคงอย

ในวดทศน หมบานเศรษฐกจพอเพยง ซงหลกของเศรษฐกจพอเพยง ประกอบดวย

1.พงตนเอง เชน ใหเดกไปเกบขอมลในหมบานแทนทจะรอเจาหนาทจากรฐ

2.การใชสตปญญาและการไตรตรองใครครวญดวยหลกเหตผล

3.สรางภมคมกนใหตวเอง เชน เลอกใชสงทเปนประโยชน ร สมรรถนะของตนเอง เลอกใชสงทดของโลกาภวตน และเลอกใชเฉพาะสงทดของชมชน ภาคเหนอมคานยมจดงานศพทยงใหญซงสนเปลองและบางครงกทำาใหลกหลานเปนหนสน อาจารยมองวาคานยมนควรยกเลกไป

**เขาสเนอหาการบรรยาย**การพฒนาทางเศรษฐกจทมเปาหมายทางอตสาหกรรมไดกอ

ใหเกดปญหาดงน1.ความไมเสมอภาคทางเศรษฐกจ ชาวบานหนองกระโดนเปน

หนสนเฉลยคนละ 13,000 บาท (เกดมากเปนหนเลย) ซงเกนกวาคาเฉลยหนสนของประชากรไทย

2.การกระจายรายไดทไมเปนธรรม ไมเปนปญหาทหนองกระโดน

3.การทำาลายทรพยากรธรรมชาต บทท 2 (เอกสารประกอบการบรรยาย หนา 127)

เศรษฐทรพย ค อทรพย เพ อการผล ต ได แก แรงงาน (ทรพยากรมนษย) ทดน และเงนทน สวนทรพยทางการเมอง คออำานาจในการตดสนใจนโยบายวา ใครจะไดอะไร เมอไหร และอยางไร

จากภาพไมใชหลกการพฒนาประเทศ แตสะทอนใหเหนวาการบรหารงานภาครฐจะอยภายใตอทธพลของความคด 2 ความคด ไดแก อดมการณทางเศรษฐกจ และอดมการณทางการเมอง

1.แกนเศรษฐกจ คออำานาจในการตดสนใจใชเศรษฐทรพย-อำานาจในการตดสนเศรษฐทรพยอยกบรฐ ถอเปนความคด

แบบคอมมวนสต -อำานาจในการตดสนเศรษฐทรพยอยก บมวลชน ถอเปน

เสรนยม -อำานาจในการตดสนเศรษฐทรพยอยตรงกลาง (รฐควบไว

บางสวนและสงคมควบไวอกบางสวน) ถอเปนสงคมนยม2.แกนก�รเมอง อำานาจในการตดสนทรพยทางการเมอง-อำานาจในการตดสนทรพยทางการเมองเปนของคนเดยวและ

คนนนเปนคนด ถอวาเปนราชาธปไตย

สง

สง

ตำาการพฒนาทางเศรษฐกจ

อตราการขยายตวของประชากร

-อำานาจในการตดสนทรพยทางการเมองเปนของคนเดยวและคนนนเปนคนไมด ถอวาเปนทรราช

-อำานาจในการตดสนทรพยทางการเมองเปนของมวลชนถอเปนประชาธปไตย

3.แกนบรห�ร จะหมนไปตามแกนของอดมการณทางการเมองและอดมการณทางเศรษฐกจ

-อดมการณเศรษฐกจเปนเสร อดมการณทางการเมองเปนของมวลชน ถอเปนประชาธปไตยและเสรนยม

-อำานาจทางเศรษฐกจเปนแบบมอใครยาวสาวไดสาวเอา สวนอำานาจทางการเมองอยกบคนๆเดยวหรอคณะบคคล ถอเปนราชาธปไตยและเผดจการ

หากขอสอบถามวา ในยคสมยหนงๆ การบรหารประเทศเปนไปในลกษณะใด นกศกษาจะตองตรวจสอบอดมการณทงสองอดมการณนนกอน แลวจงจะรวาการบรหารตงอยในมตใด กรณประเทศไทย การบรหารจะเปลยนไปมาระหวางมตท 3 และ 4 ขนอยกบผกมอำานาจทางการเมอง สวนเศรษฐกจของไทยคอนขางจะเสร (ไทยเราปกครองโดยคณะบคคลมาโดยตลอด แตการตดสนใจไมไดอยทคณะบคคล) การแกไขปญหาการเมองตองใชแกนการเมอง สวนการแกไขปญหาดานเศรษฐกจตองใชแกนเศรษฐกจ

จากภาพ เปนโครงสรางธรรมชาตของประชากรในประเทศกบการพฒนาทางเศรษฐกจ ณ จดเรมตนทมการพฒนาเศรษฐกจตำา

ความเคลอนไหวทางสงคม

สวสดการสงคม

การเพมขนของประชากรกร การพฒนาเศรษฐกจ

ความรนแรงทางสงคม_

+

+

+

_

สงเสรม+

+

รายจายของรฐบาลในกจการพลเรอน

อตราการเกดของประชากรกจะตำาไปดวย และหากเศรษฐกจขยายตวมากขน อตราการขยายตวของประชากรกจะเพมขนดวย แตเมอการพฒนาเศรษฐกจถงระดบทสงทสด อตราการขยายตวของประชากรกจะลดลงตามอตราการขยายตวทางเศรษฐกจ ปจจบนสงคโปรเจอปญหาอตราการขยายตวของประชากรลดลง เพราะคนสงคโปรไมนยมแตงงานเนองจากพงตวเองได รฐจงสงเสรมใหคนทจบมหาวทยาลยแตงงานกน เชน มนโยบายเรอสำาราญโดยใหคนทเรยนจบมหาวทยาลยไปเทยวดวยกน แตคนสงคโปรกยงไมแตงงาน (อาจเปนเพราะเหนไสเหนพงกนตงแตสมยเรยน พอมาขนเรอลำาเดยวกนกยงไปกนใหญ) ปญหาทตามมาคอแรงงานตางดาวขยายตวมากขน

อตราการขยายตวของประชากรไทยคอ 0.9% เมอ 5 ปทผานมามอตรา 1.1% คณมชยทำาใหอตราการเกดของประชากรตำากวา 1% เขาจงไดรบรางวลระดบโลก แตเนองจากยคหลงสงครามโลกคอยค Baby Boom (พ.ศ.2490-2492) ปรมาณคนในรนนจงมมาก (ปจจบนมอายประมาณ 60 ป) ปญหาของไทยทจะตามมาคอ การเลยงดคนแก ซ งคนแกจะมสดสวนมากกวาคนวยอนทมการควบคมการกำาเนดแลว อบต.ตองตระหนกถงโครงสรางประชากรดานนดวย

คว�มสมพนธในเชงปฏบตก�รระหว�งเศรษฐกจ ก�รเมอง และสงคม

จากภาพประกอบดวย 3 Sector ไดแก (เอกสารหนา 129)1.สงคม ประกอบดวย การเพมขนของประชากร ความรนแรง

ทางสงคม และความเคลอนไหวทางสงคม2.การเมอง ประกอบดวย รายจายของรฐบาลในกจการ

พลเรอน4.เศรษฐกจ ประกอบดวย อตราการขยายตวทางเศรษฐกจ

และการพฒนาเศรษฐกจเคร องหมาย +/ – คอเคร องหมายแสดงความสมพนธของ

แตละ Sector (+) แสดงถงความสมพนธในทศทางเดยวกน (–) แสดงถงความสมพนธในทศทางตรงกนขาม หากขอสอบถามวา 1.การพฒนาเศรษฐกจเกยวของกบการเมองและสงคมได

อยางไร 2.ความรนแรงในสจงหวดชายแดนภาคใต (รวมสงขลา) ทาน

จะใชการพฒนาเศรษฐกจเขาไปแกไขปญหาไดหรอไม อยางไรคำาตอบอยในภาพขางตนนการพฒนาเศรษฐกจสงผลทำาใหอ ตราการขยายตวทาง

เศรษฐกจและอตราการเตบโตของประชากรสงขนรายจายของรฐบาลดานพลเรอนจะเปนเหมอนลกโปงทขยาย

หรอลดขนาดกได ขนอยกบนโยบายของรฐบาล ซงรฐบาลจะเอารายจายเปนตวกำาหนดรายรบ ตรงขามกบเอกชนทเอารายรบ

กำาหนดรายจาย ยงพฒนาเศรษฐกจมาก ลกโปงกจะขยายใหญขน (รายจายจะออกมาในรปของพ.ร.บ.รายจายประจำาป ซงตองผานกระบวนการทางการเมองกอน)

การขยายตวทางเศรษฐกจจะทำาใหความรนแรงในสงคมลดลง ปจจบนการขยายตวทางเศรษฐกจของไทยอยในระดบ 4 (ความรนแรงในสงคมจะรวมถงอาชญากรรม การตอตาน การระเบดในสามจงหวดชายแดนภาคใต)

กรณความรนแรงในสงคม หากอตราการเกดประชากรสง ความรนแรงทางสงคมกจะสงไปดวย เพราะคนแยงกนกนแยงกนอย ในทางตรงกนขาม อตราการขยายตวทางเศรษฐกจกจะชวยลดความรนแรงในสงคมลง เพราะหากทำามาหากนไดเงนมาก คนกไมตองแยงกนอยแยงกนกนมาก ทงน ความรนแรงทางสงคมยงขนอยกบสวสดการทางสงคมดวย

สวสดการทางสงคม มาจากรายจายของรฐบาลพลเรอน หากรฐบาลตงงบประมาณรายจายพลเรอนเพอการสวสดการสงคมมาก งบประมาณดานสวสดการทางสงคมกจะเพมขนซงจะไปชวยลดความรนแรงในสงคมลง

สวสดการทางสงคมของเอกชนกจะชวยลดความรนแรงทางสงคมลงได ดงนน การลดความรนแรงทางสงคมจงไดมาทงสองท า ง ค อ ท า ง ต ร ง จ า ก ร ฐ บ า ล แ ล ะ ท า ง อ อ ม จ า ก เ อ ก ช น ส.อ.บ.ต.แนะนำาวารฐควรทมงบประมาณไปทสวสดการสงคมใหมากขน เพอลดปญหาความรนแรงในสามจงหวดชายแดนภาคใต ปจจบนรฐมแผนพฒนาภาคใตถง 9 แผนงานและ 2,000 กวาโครงการ เฉพาะโครงการในพระราชดำารกมหลายโครงการแลว เชน โครงการใหคนมสลมในภาคใตมาอยรวมกบคนมสลมในกรงเทพฯ

ตางประเทศจะเขามาชวยการพฒนาของไทย 2 แขนคอ GDP และเอกชน ขณะเดยวกนกใชสองแขนนพาดไปทฟลปปนส พอฟลปปนสเปลยนแปลงทางการเมอง ตางประเทศจงดงแขนดานเอกชนออกจากเมองไปเพอไปชวยฟลปปนส

ความเคลอนไหวทางสงคม (Social Mobilization) คอการเลอนสถานะในสงคม โดยมการศกษาเปนบนไดส ำาคญในการเปลยนชนชน

การเปลยนสถานภาพทางสงคมจะมผลทงดานบวกและดานลบตอความรนแรงทางสงคม (จากภาพ ลกศรทช จากความเคลอนไหวทางสงคมไปยงความรนแรงทางสงคมไมมเครองหมายบวกหรอลบ) เพราะความรนแรงทางสงคมทเกดขนสวนใหญมาจากคนทมฐานะดและมความรหนนหลง เชน การประทวงทสนามหลวงในสมยรฐบาลทผานมา เกดจากคนทมฐานะดและมความร ขมขนกบการปกครองของรฐบาล

ก�รกอเกดนโยบ�ย (Formulation)นโยบายมหลายประเภท แตละประเภทจะมวงจรของตวเอง

(Policy Cycle) วงจรอยางงายทสดม 3 ขนคอ1.การกอเกด (Formulation)2.การนำาไปปฏบต (Implementation)3.การประเมน (Evaluation)ในบทนอาจารยจะเนนเฉพาะการกอเกดนโยบาย ซงนโยบาย

แตละประเภทจะมพลงผลกดนทแตกตางกนนโยบ�ยกระจ�ยผลประโยชน

ผนำาฝายบรหาร รฐสภา

สวนราชการ คณะกรรมาธการ

ภาคเอกชนและกลมผลประโยชน

นโยบายนเกดจากพลงผลกดนทางการเมอง ผทเกยวของคอฝายบรหาร ฝาย นตบญญต องคกรราชการ องคกรภายนอก ธรกจเอกชน กรรมาธการ (ดงภาพ)

นโยบ�ยกระจ�ยซำ� นโยบายนเกดจากพลงผลกดนของผนำาฝายบรหาร รฐสภา

ภาคเอกชน และกลมผลประโยชน เชน การใหโอกาสผดอยโอกาส การรบชนกลมนอยเขาทำางาน หรอสอบต.รบสมครคนในพนทเขามาทำาหนาทแทนตำารวจทขาดไปถง 2,000 นาย

ผดอยโอกาสทางการเมองคอผหญง เพราะผหญงทกาวไปเปนนกการเมองมไมเกน 20% ขณะทประชากรหญงมมากกวาประชากรชาย กฎหมายเปลยนคำานำาหนานามผหญงเกดจากการผลกดนของ NGOs เชน ผหญงทหยาสามารถกลบไปใชคำานำาหนาวานางสาวได ซงผหญงไมมพลงผลกดนไดเอง NGOs พยายามผลกดนกฎหมายนกอนเลอกตงวนท 23 ธนวาคมน

นโยบ�ยจดระเบยบ (Regulatory Policy)

ผนำาฝาย รฐสภา

สวนราชการ คณะ

ภาคเอกชนและกลมผล

นโยบายนเกดจากแรงผลกดนระหวางผนำาฝายบรหาร รฐสภา ภาคเอกชน และกลมผลประโยชน เชน พ.ร.บ.สวมหมวกกนนอค

นโยบ�ยคว�มมนคง นโยบายนเกดจากการผลกดนของฝายบรหารและสภา แสดง

ใหเหนถงวกฤต เชน การยกเลกกฎอยการศกษา

หมายเหต : เสนทบหมายถงมนำาหนกมากเสนบางหมายถงมนำาหนกนอยเสนประหมายถงมนำาหนกนอยทสด

**นำาหนกคอแรงผลกดนทจะทำาใหนโยบายเกดขน หรอ จดรเรมของนโยบาย

อาจารยชใหเหนวา 4 ภาพนสะทอนถงการเกดนโยบายพฒนาประเทศ แรงผลกดนจะเปลยนไปตามสถานการณ ประเดนของนโยบาย และพลงของกลมผลประโยชน วธคดแบบนสามารถนำาไปวเคราะหในขนตอนการปฏบตนโยบายและการประเมนนโยบายกได

ผนำาฝาย รฐสภา

สวนราชการ คณะ

ภาคเอกชนและกลมผล

ผนำาฝาย รฐสภา

สวนราชการ คณะ

ภาคเอกชนและกลมผล

**ขอมลเพมเตม**คำาวา รฐธรรมนญ ไมมคำาวา กฎหมาย นำาหนา และไมให“ ” “ ”

ใชคำาวา พ.ศ. คำาทเรยกถกตองคอ รฐธรรมนญ พทธศกราช“ 2550” นกศกษาทใหสมภาษณกบสอมวลชนจงควรพดใหถกตอง

-สงขลามพระตำาหนกเขานอย การเปลยนแปลงการปกครองในวนท 24 มถนายน พ.ศ.2475 เชอพระวงศหลายพระองคไดหนไปประทบทนนชวคราวกอนออกไปทางอนโดนเซย ปจจบนเสนทางหนภยทางการเมองคอไปเยอรมน หากหนอาชญากรรมตองไปลาว สวนหนยาเสพตดตองไปพมา

-มาเลเซยกำาหนดวาภรรยาตองรองเพลงกลอมสาม และมการประกวดรองเพลงกลอมสาม ขณะทไทยเราประกวดรองเพลงกลอมลก ทงน ผ หญงไทยไดรบสทธมากกวาผหญงในหลายประเทศในโลก

**************วช� PS 704 แนวคว�มคดและนโยบ�ยในก�รพฒน�

ประเทศไทยConcept and Policy of Development in Thailand

รศ.ดร.สมหร� จตตลด�กร วนท 20 ตล�คม พ.ศ. 2550 ชวงเช�

(ชวงเชาอาจารยเปดวดทศนเกยวกบการพฒนาชมชนแบบพงตนเองใหดอกครง แตไมไดอดเทปไปใหนะคะ)

องคาพยพ คอ Organ ของรางกายมนษย รฐกม Organ เชนกน เชน นกปราชญและทหาร สวน Body คอระเบยบการบรหาร

จดการภายในรฐเปรยบเหมอนการมกระบวนการเคลอนไหวในรางกายคนเรา เชน กระบวนการขบถาย กระบวนการหายใจ กระบวนการตองมการทำางานทหยดนงไมได หากกระบวนการหายใจหยดนง Organ กจะตาย หรอหากกระบวนการนำาเหลองนำาหนองหยดนง Organ กจะเปนโรค หากเปรยบรฐเปนรางกายของมนษยกไดทำาใหเกดวชาชวรฐศาสตรและภมรฐศาสตร ซงเปนวชาทสะทอนเรองการเมองการปกครอง และอำานาจการเมอง

การศกษาการพฒนาแบบเปรยบเทยบถอเปนการศกษาทไมเปนธรรม เพราะไมสามารถเอาประเทศทมทรพยากรแบบหนงไปเปรยบเทยบกบอกประเทศหนงทมทรพยากรแตกตางกนได เหมอนกบการไมสามารถเอาคนพการมอเดยวไปเปรยบเทยบกบคนสองมอได เพราะทงสองคนไมมทางทจะเสมอภาคกนไดเลย คนสองมอยอมเอาเปรยบคนมอเดยว เหมอนประเทศทพฒนาแลวกยอมเอาเปรยบประเทศกำาลงพฒนา อาจารยจงคดวาวชาการบรหารงานพฒนาเปรยบเทยบไมนาจะยงคงอย

ในวดทศน หมบานเศรษฐกจพอเพยง ซงหลกของเศรษฐกจพอเพยง ประกอบดวย

1.พงตนเอง เชน ใหเดกไปเกบขอมลในหมบานแทนทจะรอเจาหนาทจากรฐ

2.การใชสตปญญาและการไตรตรองใครครวญดวยหลกเหตผล

3.สรางภมคมกนใหตวเอง เชน เลอกใชสงทเปนประโยชน ร สมรรถนะของตนเอง เลอกใชสงทดของโลกาภวตน และเลอกใชเฉพาะสงทดของชมชน ภาคเหนอมคานยมจดงานศพทยงใหญซง

แกนเศรษฐกจ

แกนการเมอง

คอมมวนสต

สงคมนยม

เสรนยม

ประชาธปไตย

ราชาธปไตย

เผดจการ

แกนบรหาร แกนบรหาร

1 2

4 3

สนเปลองและบางครงกทำาใหลกหลานเปนหนสน อาจารยมองวาคานยมนควรยกเลกไป

**เขาสเนอหาการบรรยาย**การพฒนาทางเศรษฐกจทมเปาหมายทางอตสาหกรรมไดกอ

ใหเกดปญหาดงน1.ความไมเสมอภาคทางเศรษฐกจ ชาวบานหนองกระโดนเปน

หนสนเฉลยคนละ 13,000 บาท (เกดมากเปนหนเลย) ซงเกนกวาคาเฉลยหนสนของประชากรไทย

2.การกระจายรายไดทไมเปนธรรม ไมเปนปญหาทหนองกระโดน

3.การทำาลายทรพยากรธรรมชาต บทท 2 (เอกสารประกอบการบรรยาย หนา 127)

เศรษฐทรพย ค อทรพย เพ อการผล ต ได แก แรงงาน (ทรพยากรมนษย) ทดน และเงนทน สวนทรพยทางการเมอง คออำานาจในการตดสนใจนโยบายวา ใครจะไดอะไร เมอไหร และอยางไร

จากภาพไมใชหลกการพฒนาประเทศ แตสะทอนใหเหนวาการบรหารงานภาครฐจะอยภายใตอทธพลของความคด 2 ความคด ไดแก อดมการณทางเศรษฐกจ และอดมการณทางการเมอง

1.แกนเศรษฐกจ คออำานาจในการตดสนใจใชเศรษฐทรพย-อำานาจในการตดสนเศรษฐทรพยอยกบรฐ ถอเปนความคด

แบบคอมมวนสต -อำานาจในการตดสนเศรษฐทรพยอยก บมวลชน ถอเปน

เสรนยม -อำานาจในการตดสนเศรษฐทรพยอยตรงกลาง (รฐควบไว

บางสวนและสงคมควบไวอกบางสวน) ถอเปนสงคมนยม2.แกนก�รเมอง อำานาจในการตดสนทรพยทางการเมอง-อำานาจในการตดสนทรพยทางการเมองเปนของคนเดยวและ

คนนนเปนคนด ถอวาเปนราชาธปไตย -อำานาจในการตดสนทรพยทางการเมองเปนของคนเดยวและ

คนนนเปนคนไมด ถอวาเปนทรราช -อำานาจในการตดสนทรพยทางการเมองเปนของมวลชนถอ

เปนประชาธปไตย 3.แกนบรห�ร จะหมนไปตามแกนของอดมการณทางการ

เมองและอดมการณทางเศรษฐกจ-อดมการณเศรษฐกจเปนเสร อดมการณทางการเมองเปน

ของมวลชน ถอเปนประชาธปไตยและเสรนยม-อำานาจทางเศรษฐกจเปนแบบมอใครยาวสาวไดสาวเอา สวน

อำานาจทางการเมองอยกบคนๆเดยวหรอคณะบคคล ถอเปนราชาธปไตยและเผดจการ

สง

สง

ตำาการพฒนาทางเศรษฐกจ

อตราการขยายตวของประชากร

หากขอสอบถามวา ในยคสมยหนงๆ การบรหารประเทศเปนไปในลกษณะใด นกศกษาจะตองตรวจสอบอดมการณทงสองอดมการณนนกอน แลวจงจะรวาการบรหารตงอยในมตใด กรณประเทศไทย การบรหารจะเปลยนไปมาระหวางมตท 3 และ 4 ขนอยกบผกมอำานาจทางการเมอง สวนเศรษฐกจของไทยคอนขางจะเสร (ไทยเราปกครองโดยคณะบคคลมาโดยตลอด แตการตดสนใจไมไดอยทคณะบคคล) การแกไขปญหาการเมองตองใชแกนการเมอง สวนการแกไขปญหาดานเศรษฐกจตองใชแกนเศรษฐกจ

จากภาพ เปนโครงสรางธรรมชาตของประชากรในประเทศกบการพฒนาทางเศรษฐกจ ณ จดเรมตนทมการพฒนาเศรษฐกจตำา อตราการเกดของประชากรกจะตำาไปดวย และหากเศรษฐกจขยายตวมากขน อตราการขยายตวของประชากรกจะเพมขนดวย แตเมอการพฒนาเศรษฐกจถงระดบทสงทสด อตราการขยายตวของประชากรกจะลดลงตามอตราการขยายตวทางเศรษฐกจ ปจจบนสงคโปรเจอปญหาอตราการขยายตวของประชากรลดลง เพราะคนสงคโปรไมนยมแตงงานเนองจากพงตวเองได รฐจงสงเสรมใหคนทจบมหาวทยาลยแตงงานกน เชน มนโยบายเรอสำาราญโดยใหคนทเรยนจบมหาวทยาลยไปเทยวดวยกน แตคนสงคโปรกยงไมแตงงาน (อาจเปนเพราะเหนไสเหนพงกนตงแตสมยเรยน พอมาขนเรอลำาเดยวกนกยงไปกนใหญ) ปญหาทตามมาคอแรงงานตางดาวขยายตวมากขน

ความเคลอนไหวทางสงคม

สวสดการสงคม

การเพมขนของประชากรกร

อตราการขยายตวทางเศรษฐกจ

การพฒนาเศรษฐกจ

ความรนแรงทางสงคม_

+

+

+

_

สงเสรม+

+_ สมพนธเปนเสนโคง

_

+

รายจายของรฐบาลในกจการพลเรอน

อตราการขยายตวของประชากรไทยคอ 0.9% เมอ 5 ปทผานมามอตรา 1.1% คณมชยทำาใหอตราการเกดของประชากรตำากวา 1% เขาจงไดรบรางวลระดบโลก แตเนองจากยคหลงสงครามโลกคอยค Baby Boom (พ.ศ.2490-2492) ปรมาณคนในรนนจงมมาก (ปจจบนมอายประมาณ 60 ป) ปญหาของไทยทจะตามมาคอ การเลยงดคนแก ซ งคนแกจะมสดสวนมากกวาคนวยอนทมการควบคมการกำาเนดแลว อบต.ตองตระหนกถงโครงสรางประชากรดานนดวย

คว�มสมพนธในเชงปฏบตก�รระหว�งเศรษฐกจ ก�รเมอง และสงคม

จากภาพประกอบดวย 3 Sector ไดแก (เอกสารหนา 129)1.สงคม ประกอบดวย การเพมขนของประชากร ความรนแรง

ทางสงคม และความเคลอนไหวทางสงคม2.การเมอง ประกอบดวย รายจายของรฐบาลในกจการ

พลเรอน4.เศรษฐกจ ประกอบดวย อตราการขยายตวทางเศรษฐกจ

และการพฒนาเศรษฐกจ

เคร องหมาย +/ – คอเคร องหมายแสดงความสมพนธของแตละ Sector

(+) แสดงถงความสมพนธในทศทางเดยวกน (–) แสดงถงความสมพนธในทศทางตรงกนขาม หากขอสอบถามวา 1.การพฒนาเศรษฐกจเกยวของกบการเมองและสงคมได

อยางไร 2.ความรนแรงในสจงหวดชายแดนภาคใต (รวมสงขลา) ทาน

จะใชการพฒนาเศรษฐกจเขาไปแกไขปญหาไดหรอไม อยางไรคำาตอบอยในภาพขางตนนการพฒนาเศรษฐกจสงผลทำาใหอ ตราการขยายตวทาง

เศรษฐกจและอตราการเตบโตของประชากรสงขนรายจายของรฐบาลดานพลเรอนจะเปนเหมอนลกโปงทขยาย

หรอลดขนาดกได ขนอยกบนโยบายของรฐบาล ซงรฐบาลจะเอารายจายเปนตวกำาหนดรายรบ ตรงขามกบเอกชนทเอารายรบกำาหนดรายจาย ยงพฒนาเศรษฐกจมาก ลกโปงกจะขยายใหญขน (รายจายจะออกมาในรปของพ.ร.บ.รายจายประจำาป ซงตองผานกระบวนการทางการเมองกอน)

การขยายตวทางเศรษฐกจจะทำาใหความรนแรงในสงคมลดลง ปจจบนการขยายตวทางเศรษฐกจของไทยอยในระดบ 4 (ความรนแรงในสงคมจะรวมถงอาชญากรรม การตอตาน การระเบดในสามจงหวดชายแดนภาคใต)

กรณความรนแรงในสงคม หากอตราการเกดประชากรสง ความรนแรงทางสงคมกจะสงไปดวย เพราะคนแยงกนกนแยงกนอย ในทางตรงกนขาม อตราการขยายตวทางเศรษฐกจกจะชวยลด

ความรนแรงในสงคมลง เพราะหากทำามาหากนไดเงนมาก คนกไมตองแยงกนอยแยงกนกนมาก ทงน ความรนแรงทางสงคมยงขนอยกบสวสดการทางสงคมดวย

สวสดการทางสงคม มาจากรายจายของรฐบาลพลเรอน หากรฐบาลตงงบประมาณรายจายพลเรอนเพอการสวสดการสงคมมาก งบประมาณดานสวสดการทางสงคมกจะเพมขนซงจะไปชวยลดความรนแรงในสงคมลง

สวสดการทางสงคมของเอกชนกจะชวยลดความรนแรงทางสงคมลงได ดงนน การลดความรนแรงทางสงคมจงไดมาทงสองท า ง ค อ ท า ง ต ร ง จ า ก ร ฐ บ า ล แ ล ะ ท า ง อ อ ม จ า ก เ อ ก ช น ส.อ.บ.ต.แนะนำาวารฐควรทมงบประมาณไปทสวสดการสงคมใหมากขน เพอลดปญหาความรนแรงในสามจงหวดชายแดนภาคใต ปจจบนรฐมแผนพฒนาภาคใตถง 9 แผนงานและ 2,000 กวาโครงการ เฉพาะโครงการในพระราชดำารกมหลายโครงการแลว เชน โครงการใหคนมสลมในภาคใตมาอยรวมกบคนมสลมในกรงเทพฯ

ตางประเทศจะเขามาชวยการพฒนาของไทย 2 แขนคอ GDP และเอกชน ขณะเดยวกนกใชสองแขนนพาดไปทฟลปปนส พอฟลปปนสเปลยนแปลงทางการเมอง ตางประเทศจงดงแขนดานเอกชนออกจากเมองไปเพอไปชวยฟลปปนส

ความเคลอนไหวทางสงคม (Social Mobilization) คอการเลอนสถานะในสงคม โดยมการศกษาเปนบนไดส ำาคญในการเปลยนชนชน

การเปลยนสถานภาพทางสงคมจะมผลทงดานบวกและดานลบตอความรนแรงทางสงคม (จากภาพ ลกศรทช จากความเคลอนไหวทางสงคมไปยงความรนแรงทางสงคมไมมเครองหมาย

บวกหรอลบ) เพราะความรนแรงทางสงคมทเกดขนสวนใหญมาจากคนทมฐานะดและมความรหนนหลง เชน การประทวงทสนามหลวงในสมยรฐบาลทผานมา เกดจากคนทมฐานะดและมความร ขมขนกบการปกครองของรฐบาล

ก�รกอเกดนโยบ�ย (Formulation)นโยบายมหลายประเภท แตละประเภทจะมวงจรของตวเอง

(Policy Cycle) วงจรอยางงายทสดม 3 ขนคอ1.การกอเกด (Formulation)2.การนำาไปปฏบต (Implementation)3.การประเมน (Evaluation)ในบทนอาจารยจะเนนเฉพาะการกอเกดนโยบาย ซงนโยบาย

แตละประเภทจะมพลงผลกดนทแตกตางกนนโยบ�ยกระจ�ยผลประโยชน นโยบายนเกดจากพลงผลกดนทางการเมอง ผทเกยวของ

คอฝายบรหาร ฝาย นตบญญต องคกรราชการ องคกรภายนอก ธรกจเอกชน กรรมาธการ (ดงภาพ)

นโยบ�ยกระจ�ยซำ� นโยบายนเกดจากพลงผลกดนของผนำาฝายบรหาร รฐสภา

ภาคเอกชน และกลมผลประโยชน เชน การใหโอกาสผดอยโอกาส

ผนำาฝาย รฐสภา

สวนราชการ คณะ

ภาคเอกชนและกลมผล

ผนำาฝายบรหาร รฐสภา

สวนราชการ คณะกรรมาธการ

ภาคเอกชนและกลมผลประโยชน

การรบชนกลมนอยเขาทำางาน หรอสอบต.รบสมครคนในพนทเขามาทำาหนาทแทนตำารวจทขาดไปถง 2,000 นาย

ผดอยโอกาสทางการเมองคอผหญง เพราะผหญงทกาวไปเปนนกการเมองมไมเกน 20% ขณะทประชากรหญงมมากกวาประชากรชาย กฎหมายเปลยนคำานำาหนานามผหญงเกดจากการผลกดนของ NGOs เชน ผหญงทหยาสามารถกลบไปใชคำานำาหนาวานางสาวได ซงผหญงไมมพลงผลกดนไดเอง NGOs พยายามผลกดนกฎหมายนกอนเลอกตงวนท 23 ธนวาคมน

นโยบ�ยจดระเบยบ (Regulatory Policy) นโยบายนเกดจากแรงผลกดนระหวางผนำาฝายบรหาร รฐสภา

ภาคเอกชน และกลมผลประโยชน เชน พ.ร.บ.สวมหมวกกนนอค

นโยบ�ยคว�มมนคง นโยบายนเกดจากการผลกดนของฝายบรหารและสภา แสดง

ใหเหนถงวกฤต เชน การยกเลกกฎอยการศกษา

ผนำาฝาย รฐสภา

สวนราชการ คณะ

ภาคเอกชนและกลมผล

หมายเหต : เสนทบหมายถงมนำาหนกมากเสนบางหมายถงมนำาหนกนอยเสนประหมายถงมนำาหนกนอยทสด

**นำาหนกคอแรงผลกดนทจะทำาใหนโยบายเกดขน หรอ จดรเรมของนโยบาย

อาจารยชใหเหนวา 4 ภาพนสะทอนถงการเกดนโยบายพฒนาประเทศ แรงผลกดนจะเปลยนไปตามสถานการณ ประเดนของนโยบาย และพลงของกลมผลประโยชน วธคดแบบนสามารถนำาไปวเคราะหในขนตอนการปฏบตนโยบายและการประเมนนโยบายกได

**ขอมลเพมเตม**คำาวา รฐธรรมนญ ไมมคำาวา กฎหมาย นำาหนา และไมให“ ” “ ”

ใชคำาวา พ.ศ. คำาทเรยกถกตองคอ รฐธรรมนญ พทธศกราช“ 2550” นกศกษาทใหสมภาษณกบสอมวลชนจงควรพดใหถกตอง

-สงขลามพระตำาหนกเขานอย การเปลยนแปลงการปกครองในวนท 24 มถนายน พ.ศ.2475 เชอพระวงศหลายพระองคไดหนไปประทบทนนชวคราวกอนออกไปทางอนโดนเซย ปจจบนเสนทางหนภยทางการเมองคอไปเยอรมน หากหนอาชญากรรมตองไปลาว สวนหนยาเสพตดตองไปพมา

ผนำาฝาย รฐสภา

สวนราชการ คณะ

ภาคเอกชนและกลมผล

-มาเลเซยกำาหนดวาภรรยาตองรองเพลงกลอมสาม และมการประกวดรองเพลงกลอมสาม ขณะทไทยเราประกวดรองเพลงกลอมลก ทงน ผ หญงไทยไดรบสทธมากกวาผหญงในหลายประเทศในโลก

**************วช� PS 704 แนวคว�มคดและนโยบ�ยในก�รพฒน�

ประเทศไทยConcept and Policy of Development in Thailand

รศ.ดร.สมหร� จตตลด�กร วนท 20 ตล�คม พ.ศ. 2550 ชวงบ�ย

(ชวงแรกอาจารยพดเรองวดศรชม นาจะเปนการเปดวดโอใหนกศกษาดแตไมมการอดมาในเทป)

ขอค ดด านการ เมองท ได จ ากว ดศร ช มค อ การสร าง Empowerment (ความรสกและความตระหนก) ซงเปนประเดนทางจตวทยา ถอเปนความฉลาดของผปกครองสมยเกาทสรางบนไดเลยวไปดานหลงแลวเจาะหนาตางเลกๆสำาหรบดวามคนมากคนและดปฏกรยาของคนมาฟง ผปกครองตองรจกเอาความเชอของผใตปกครองมาเปนเคร องมอในการปกครอง เชน ก ำาแพงเพชรมกลวยไขสงออกมากทสด กลยทธการขายกลวยในอดตกคอบอกวาผแมมายชอบกนกลวย ชาวบานจงซอกลวยมาแขวนไวหนาบานทกหลงคาเรอนเพอกนไมใหผแมมายจะมาเอาลกชายไปกน พอเจอกลวยกจะกนกลวยแทน เมออมแลวผแมมายกจะกลบไป หรอจตคามรามเทพเปนระบบความเชอ แตนกปกครองรจกเอาเครองมอเหลานมาใช

หนงสอพมพโพสตทเดย ฉบบวนท 17 ตลาคมไดแสดงงบประมาณรายจายประจำาป 2551 เทยบกบปงบประมาณ 2550 พบวา ป 2550 ป 2551

เพม/ลด (รอยละ)รายจายประจำา 72.5 72.8 6.5รายจายลงทน 24.0 24.4

8.0คนเงนก 3.5 2.8 -17.5

แสดงใหเหนวารายจายดานการลงทนและการพฒนาเพมขน ขณะทรายจายประจำาลดลง แตตวเลขกยงไมนาพอใจนก เพราะไมไดเพมอยางผดหผดตา งานเพอการพฒนาควรมตวเลขเฉยด 40 ทงน ไทยเรายงไมเหนความสำาคญของการลงทนดานการพฒนา สมยคณทกษณเองไมเหนความสำาคญของการพฒนาเหมอนกน ดวยเหตน ทรพยากรการพฒนาจงไมไดชวยลดความรนแรงในสงคมเทาใดนก เพราะความรนแรงยงคงอย หากการพฒนาเพมเปนรอยละ 40 การเปลยนแปลงกจะเกดขน

**เขาสเนอหาการบรรยาย**ระบบก�รพฒน�ท�งก�รเมองนกศกษาทนำาทฤษฎระบบ (System Theory) มาอธบายการ

พฒนาการเมองของประเทศไทยมกสอบตก เพราะสวนใหญพดถงแค Input, Process, Output และ Feedback ซงจรงๆแลวทฤษฎระบบทน ำามาอธบายการพฒนาทางการเมองมตวแปรถง 23 ตวแปร ไดแก

1. Inputs ประกอบดวย 4 ตวแปร ไดแก(1) แสดงความตองการในการจดสรรปนสวนสนคาและ

บรการ เชน ตองการใชเงนจงของบประมาณ หรอคนกรงเทพฯแสดงความตองการเรองการขนราคารถโดยสาร

(2) แสดงความตองการในการออกกฎควบคมความประพฤต เชน เรยกรองการออกกฎควบคมความประพฤตผานผแทน

(3) แสดงความตองการขอเขาไปมสวนรวม คนไทยไมคอยแสดงความตองการเขาไปมสวนรวม สวนใหญจะถกเกณฑมามากกวา

(4) แสดงความตองการดานขาวสารขอมล ภาครฐของไทยไมเคยชนในการใหขอมลขาวสารแกประชาชน แตเคยชนเฉพาะใหผทมสงกด เวลาประชาชนไปขอขอมลจงชอบถามวามาจากไหน ซงหมายถงอยในสงกดไหน

2. Support สงทประชาชนจะใหแกระบบราชการ ประกอบดวย 4 ตวแปร ไดแก

(1) การใหสงของแกระบบราชการ (2) มความเชอฟงในระเบยบและกฎหมาย สวนใหญคนไทยจะ

เชอฟงตวบคคลคอกลวตำารวจแตไมกลวกฎหมาย ขณะทฝรงกลวกฎหมายแตไมกลวตำารวจ

(3) การเขาไปมสวนรวม(4) ใหการสนบสนนรฐบาลทงการสอสารและการคลอยตาม

ซงการใหขาวสารขอมลเปนปญหาใหญของสามจงหวดชายแดนภาคใต ปจจบนตำารวจยดเงนได 30 ลานบาทเกดจากการสนบสนนจากชาวบานในการใหขอมล

3. Political System ประกอบดวย 3 ตวแปร ไดแก

(1) สมรรถนะของระบบการเมอง ประกอบดวย-สมรรถนะในการออกกฎ-สมรรถนะในการบงคบใช พ.ร.บ.หมวกกนนอคควรยกเลกไป

เพราะคนไมยอมใสหมวกกนนอค-สมรรถนะในการกระจายความสามารถ-สมรรถนะในการตอบสนองตอประชาชน เชน นำาสงของทได

รบบรจาคไปใชตามเจตนารมณของผบรจาค(2) กระบวนการดำาเนนการของระบบ-กระบวนการทางการเมองทแสดงออกซงผลประโยชน เชน

คณโชคชยชใหเหนวาหากชาวบานเกบขอมลกจะไดใชประโยชนจากขอมล

-การทำาใหผลประโยชนเปนกลมกอน คอใชความพยายามในการเจรจาเพอประสานผลประโยชนใหเปนกลมกอนเดยวกนได

-ทำากระบวนการทางการเมองใหเปนกฎ เชน ทำาใหเปนไปตามขอปฏบต

-ทำากระบวนการทางการเมองใหยดหยนและปรบได-ทำากระบวนการทางการเมองใหสอสารได ซงการสอสารเพอ

การพฒนาและการสอสารเพอการวจยจะมความสำาคญมาก การสอสารทใชภาษาและสำาเนยงมเพยง 30% เทานน อก

70% เปนการสอสารแบบไมใชถอยคำา เพราะสามารถสอสารไดหลายทาง เชน ผมของอาจารยฟ นกศกษาจะตความหมายตางกนวาเพงตนนอน ขบมอเตอรไซคมา ลมพดแรง หรอใหชางเสรมสวยยผมให สวนตวอาจารยเองกจะคดวาผมของฉนจะทำาทรงไหนกได แสดงถงความคดทเสรอยางเตมท

อดตประธานาธบด คล นต นถกคณะกรรมการตลาการพจารณาคดนางสาวลวนสกวาผด แมคลนตนจะไมสารภาพวาผด แตอยการดจากการแตงกาย ในวนตดสนคด คลนตนผกเนคไทสเหลองซงอยการสงสดรทนทวาเปนเนคไททลวนสกซอใหในวนเกด คลนตนใสมาเพอใหลวนสกรวา ผมยงรกคณอยนะอยากลาวหาผมใหมาก อยการจงสรปวาเขาตดสนบนลวนสกโดยใหเธอรวาเนคไททเธอใหไปมความสำาคญกบเขามาก และเพอไมใหเธอกลาวปรกปร ำาเขามากนก ตรงนการผกเนคไทของคลนตนถอเปนการสอสารอยางหนง

ชองทางในการสอสารประกอบดวย สอบคคล และสอมวลชน (รวมทงสอทใชไฟฟาและสอทไมใชไฟฟา อนเตอรเนตเปนทงสอบคคลและสอมวลชน) สงคมไทยชอบสอบคคลมากทสด เพราะคนไทยเชอถอบคคล นโยบายสาธารณสขจะใชส ออสส .และอสม. ตำารวจใชสอตำารวจชมชน/ตำารวจบานชวยในคดอาชญากรรม ทางธรกจ การโฆษณาทส ำาคญมากทสดคอ การบอกเลาทางปากตอปาก

(3) การรกษาระบบและการปรบตวของระบบ-สงคมประกต คอการกลอมเกลาทางสงคม เปนสงทตองใช

เวลา ในหลวงทรงตรสวาการสอนคนใหเปนคนกตองใชคนสอน และการสอนคนตองฝกอบรม คอฝกฝน อบจนสก และรมควนจนทว ซงตองใชเวลานานมากไมเชนนนจะเปลยนนสยคนไมได รฐไทยไมเคยสอความหมายและกลอมเกลาชาวบานใหเขาใจตรงกบทรฐบาลเขาใจ

-การเปลยนแปลงเกดจากความเจบปวด คนทขมขนมากๆกจะเปลยนพฤตกรรมของตวเอง

ส.ส. ส.ว.ขาราชการ

ประชาชน

ครม.นตบญญต ตลาการ

บรหาร

ศาลภาษอากรศาลจราจรศาลคดพเศษ

4. Output มตวแปร 4 ตว ไดแก(1) คนเร มรบร และตระหนกถ งผลล พธท ได เชน ท ำาให

ประชาชนมจตสำานกวาตนเปนสมาชกคนหนงในระบบการเมองและสามารถเปลยนแปลงมนได

(2) การไดรบการแบงสนปนสวนในสนคาและบรการ(3) สญลกษณทางการเมอง เชน โลโกของอบต. ผทตดโลโก

นจะรสกวาเปนพวกเดยวกน โลโกของกระทรวง/ทบวง/กรมจะสะทอนถงความเปนผปกครองมากกวาสะทอนการทำางานเพอประชาชน เชน เปนเทพวมาน เปนเทวดาลอยฟา เปนวษณกรรม

(4) คณคาทไดรบจากระบบการเมองบทท 3 (หนาท 138)

จากภาพ ประชาชนเปนผเลอกส.ส.และส.ว.เขาไปในสภา ซงสภาจะ Form ครม. และ ครม.จะสงการไปทขาราชการ สามเหลยมทซอนกนอยดานลางของขาราชการคอการปกครองทองถน ซงสวนบนยงตดอยกบการบรหารสวนกลางและสวนภมภาค ขณะทสวนลางตดกบประชาชน

ปญหาการบรหารงานประเทศม 2 ปญหาใหญ ไดแก1.ปญหาการขดกนเองระหวางฝายบรหารและฝายนตบญญต

หากพฒนาการเมองโดยใหนำาหนกกบแกนนตบญญตมาก ฝายบรหารกจะถกละเลย แตหากพฒนาระบบบรหารมากกจะละเลยการ

พ ฒ น า ร ะ บ บ ก า ร เ ม อ ง เ น อ ง จ า ก เ ร า ม ท ร พ ย า ก ร จ ำา ก ด ประวตศาสตรทผานมา ไทยเราเนนการพฒนาการบรหารมาตลอด ขาราชการใชอำานาจแทนประชาชนทงหมดจนทำาใหเกดระบบอมาตยาธปไตย ปพ.ศ.2530 เปนตนมา ไทยเราหนมาเนนพฒนาการเมองมากขน เพราะประชาชนเปนผกลนกรองฝายนตบญญต หากประชาชนโง ฝายนตบญญตกโงดวย ดงนนการพฒนาการเมองจงตองเนนตงแตฐานปฐมภม เพราะหากไมพฒนาประชาชน ฝายนตบญญตกจะไมมวฒภาวะ แตหากพฒนาฝายนตบญญตมาก ฝายบรหารกไมชอบใจเพราะฝายนตบญญตจะคอยโตแยงตลอดเวลา

2.ฝายนตบญญตจะใชระบบอปถมภ สวนระบบราชการจะใชระบบคณธรรม ผบรหาร (ครม.) มาจากระบบอปถมภแตกลบบงคบใหระบบราชการมคณธรรม (พรรคการเมองจะถามคนทมาสมครวามาจากใคร ซงคณอภสทธมาสมครเปนนกการเมองพรรคประชาธปไตยในคร งแรกแตถกปฏเสธ เพราะสนใจนโยบายของพรรคโดยทไมไดมาจากใคร)

ตลาการจะ เป นฝ ายต ดสนความขดแยงระหว างฝ ายนตบญญตและฝายบรหาร ซงอำานาจบรหารมาจากคำาพพากษาของศาล และมาจากฝายนตบญญต ปจจบนกฎหมายเปลยนคอนขางเรว นกศกษาควรคอยตดตามวามผลกระทบกบระบบราชการหรอไม

ปญห�ทเกดขนในประเทศไทย (อ�ก�รของโรค) มดงน (เอกสารหนา 139)

1.ขาดความเชยวชาญ สงคมองกฤษสอนใหคนรทวไปแตไมร ลก สวนสงคมอเมรกนสอนใหคนรลกเฉพาะเร องของตนเองแต

ไมรเร องทวไป ไทยเราเปนสงคมทยอมรบการสงสอนเยาวชนตามรปแบบขององกฤษสมยดงเดม ปจจบนคนไทยขาดความรเฉพาะดาน รฐจงมนโยบายใหความรเฉพาะดานแกประชาชน อดตโรงเรยนเทคนคของไทยไดรบความรวมมอจากยโรป โรงเรยนเกษตรไดรบความรวมมอจากเดนมารก ภายหลงโรงเรยนเฉพาะดานเหลานหมดความนยม ไทยเราเพงมาฟ นฟความรเฉพาะดานเมอ 2-3 ปทผานมานเอง

2.การหมนเวยนเปลยนกนระหวางผนำาสองสาย3.เนนกนเรองอำานาจ4.ทองถนออนแอ เพราะขาดแคลนสายงานหลก5.เกดชองวางระหวางผบรหารและประชาชน สงคมไทยยดตด

เครองแบบ ซงเครองแบบเปนชองวางระหวางประชาชนและระบบราชการ เชน กำานนผใหญบานมเคร องแบบเหมอนขาราชการ แทนทจะแตงตวใหดเปนตวแทนของประชาชน

6.คอรปช น คอการทำาผดกฎกตกาทวางไว ท นททมการเปลยนแปลง คอรปชนจงเกดขน

7.รฐบาลไมมความสามารถในการสนองตอบความตองการของประชาชน และไมสามารถกลอมเกลาและความเปนธรรมได

กระบวนก�รเปลยนแปลงตองอ�ศย 6 ประก�ร ดงน (เอกสารหนา 146)1.ขอมลและขอเทจจรง เชน นกศกษาแตละรนมผหญงกคน

ขอมลทไดสามารถนำาไปทำานายอนาคตได และสามารถทำานายเหตการณตางๆได

2.การกระจายภารกจ

3.หลกเลยงการใชอำานาจเผดจการในการเปลยนแปลง โดยใชหลกการสงการแบบประชาธปไตยแทน “Giving Order”

4.อาศยความรจากหลายสาขา5.การพฒนาตองแยกออกจากการรกษากฎหมาย เชน การ

ครอบครองอาวธสงครามถอวาผดกฎหมาย แตมชวงหนงทฝายบรหารยกเวนใหผทมอาวธสงครามเอามามอบใหรฐแลวจะไมมความผด

6.การร อระบบโครงสรางเดมทง เพราะโครงสรางเดมเปนแบบกลไก (Mechanic) ตองสรางเปนองคการทขนอยกบภารกจ

ลกษณะของก�รพฒน�จ�กแผนพฒน�ฯฉบบท 1-9 ม 4 ลกษณะใหญๆ ถอเปนการสรปภาพรวมแผนทงหมด ไดแก

1.วางแผนแบบรวมศนย2.วางแผนเฉพาะดาน3.วางแผนโดยวธปรบเปลยนการทดลอง4.วางแผนการบรหารการพฒนาคว�มสำ�เรจของแผนพฒน� มเหตผล 2 ประการ (เอกสาร

หนา 144)1.เปนทยอมรบ แผนพฒนาทไมเปนทยอมรบยอมไมประสบ

ความสำาเรจ2.สามารถปฏบต ได จรง กรณกฎหมายฟล มกรองแสง

รถยนตถกยกเลกไปเพราะไมสามารถปฏบต ได เน องจากไม สามารถวดความเขมของแสงได และอาจจะเปนชองทางใหตำารวจหาเรองปรบประชาชนได

++++++++++++++ชวงทายม Quiz (เปนแบบจบค แตไมโชวขนจอ)

ผทไมไดสง Quiz วนนใหสงตามไปทหลงได แตจะถกหกคะแนนบางสวนออกไป

**ขอมลเพมเตม**อาจารยอยากผลกดนใหมศาลจราจร เพราะรสกอดอดกบ

กฎหมายของขนสงทระบวา คนทไมมใบขบขแตไปขบขรถจะถกปรบไมเกน 1,000 บาทหรอทงจำาทงปรบ แตหากใบขบขหมดอายแลวขบรถ มโทษปรบถง 2,000 บาท ซงเปนกฎหมายทขดกน คนทมใบขบข ได ตระหนกถงการขบข แลวเม อหมดอายกลบมโทษมากกวาคนทไมมใบขบข หรอคนอายตำากวา 18 ปไมสามารถขบขรถยนตสาธารณะได ซงเขามองทอายของใบขบข สำาหรบคนทอายไมถงแลวไปขบขตองเอาผดใหหนกถงผปกครอง เพราะอาจเกดอนตรายตอสาธารณชนได

************วช� PS 704 แนวคว�มคดและนโยบ�ยก�รพฒน�

ประเทศไทยConcept and Policy of Development in Thailand

รศ.ดร.สมหร� จตตลด�กร วนท 12 ตล�คม พ.ศ. 2550

กอนบรรยายอาจารยแนะนำาการตอบขอสอบวาตองตอบใหตรงคำาถาม เขยนเปนแผนภาพไดจะดมาก การตอบตองตอบเปนขอ ๆ แมโจทยจะไมสงกตาม เชน โจทยถามเรองการพฒนาสงคมกตองตอบวา

1. โครงสรางสงคม

2. การเปลยนทศนคต3. การเคลอนไหวทางสงคม เขยนหวขอไวใหเหนเปนประเดนสำาคญแลวอธบายราย

ละเอยด การสอบคอมฯ วนท 1 ขอสอบม 3 ขอคอ 701, 702 และ 703วนท 2 ขอสอบมสามขอแยกตาม Plan-Plan A ประกอบดวยวชา 710, 712-Plan B ประกอบดวยวชา 709, 714 -Plan C ประกอบดวยวชา 705, 707, 708, 711 เปนวชาทหน

รวมเนอหาของ Plan A และ C เขาดวยกน เนอหาวชาจะหนกท Plan C เพราะการขยายหลกสตรออกสภมภาคกเพอตองการใหขาราชการมาเรยน อาจารยและนกศกษาตางไดความรดวยกนทงค อาจารยมาเลาทฤษฎสวนนกศกษากทำารายงานขอมลทองถนมาให ถอเปนการพฒนาคนสองมตทงนกศกษาและอาจารย

อาจารยสมหราเคยออกขอสอบ Plan C ถามวา ถาทานเปนทปรกษาอธบดทานจะเสนอแนะการบรหารราชการแผนดนอยางไร คำาถามสนแตคำาตอบตองประมวลเนอหาของทง 4 วชาใน Plan C เปาหมายของการเรยนปรญญาตรคอเขาใจสงคม พรรณนาความได เปาหมายของการเรยนปรญญาโทคออธบายเหต ผลลพธ และผลกระทบได

รายงาน อาจารยพมลใหทำาทงสามระดบ ไมวาระดบใดตองเรมตนทสภาพปญหา แยกองคประกอบของปญหา แลวเปลยนแปลงไปทละองคประกอบ

1. การพฒนาตนเอง ประกอบไปดวย กายภาพ ปญญา ความร จต บคลกภาพ ทศนคต ระบบความคดความเชอ ฯลฯ แยกองค

ประกอบมาทละอยาง เชน ทศนคตประกอบดวยความร ความพงพอใจ การปฏบตแลวตงเปาวาจะเปลยนแปลงทละองคประกอบอยางไร แตละตวมทฤษฎรองรบทงหมด ตรงนทนกศกษาตองอางองจากตำาราวชาจตวทยา

2. การพฒนาชมชนทตนเองเปนสมาชก ชวงแรกอาจารยใหดวดทศนการพฒนาชมชน (แผนไมไดบนทกไว) หมบานหนองกลางดง จงหวดประจวบครขนธมปญหาการผลตสบปะรด ปญหาเรองความศรทธาเชอมนในนโยบายของรฐ ปญหาทศนะในการดำารงชวต ชาวบานนยมออกไปซอสนคาจากหางตางชาตนอกหมบาน พอผใหญบานจะพฒนากตองเรมตนจากหาขอมลสภาพปญหา ขอมล จปฐ.นนใชไมไดเพราะเปนตวชวดทสวนราชการกำาหนดมาใหซงไมไดชวดปญหาในหมบานเลย ตวชวดทเขยนในรายงานตองมาจากสภาพปญหา เชน

-ชาวบานมปญหาไมพอกนพอใช ตวชวดคอรายได รายจาย ยอดหน

-ปญหาความมนคงทางสงคม ตวชวดคอตวเลขทสะทอนถงความไมปลอดภยในชวตและทรพยสน จำานวนตำารวจ จำานวนคดทเกดขน จำานวนผราย จำานวนทจบได จำานวนผตดยาเสพตด สถตการหยาราง จำานวนคนเรรอน ฯลฯ

3. การพฒนาหนาทการงานตามหลกธรรมาภบาล ขอนงายทสดเพราะมกรอบเรองธรรมาภบาลกำาหนดไวแลว ไดแก ความรบผดชอบ ความซอสตยสจรต ความโปรงใส หลกประสทธภาพ หลกนตธรรม ฯลฯ การพฒนาถายดมนกบกฎระเบยบมากเกนไปจะเปลยนแปลงอะไรไมไดเลย ดงนนตองนยามใหดในเรองการคอรรปชน

***เนอหาการบรรยาย***ก�รพฒน� คำานยามของการพฒนามหลายคำาทความหมายใกลเคยงกน

เชน (เอกสารหนา 111) 1. Growth เปนขยายตวในเชงปรมาณ เชน Economic

Growth 2. Progress หมายถง การกาวไปอกระดบหนง3. Expansion หมายถง การขยายตวไปทกทศทกทางเหมอน

กบการหยดนำาลงบนกระดาษ4. Transform หมายถง การเปลยนรปรางภายนอก 5. Evolution หมายถง พฒนาการของสงมชวต คอย ๆ

เปลยนทละเลกทละนอย ใชเวลานบลาน ๆ ป 6. Revolution (ปฏวต) หมายถง การเปลยนแปลงภายนอก

แบบฉบพลนทนใด7. Reform (ปฏรป) เปนการเปลยนแปลงภายใน เราใชคำาวา

ปฏรประบบราชการ แตเอาเขาจรงกลบเปลยนแปลงเฉพาะภายนอกเทานน เชน เปลยนโครงสราง แตระบบการทำางานภายในยงไมเปลยน

8. Innovation (นวตกรรม) หมายถง สงทมนษยคดคนขนใหมแมจะไมใชเครองกลกตาม เชน การสรางความรวมมอรปแบบใหมทเรยกวาสหกรณกถอเปนนวตกรรม

9. Modernization (ความทนสมย) หมายถง -การเปนแบบตะวนตก (Westernization) -ตามแฟชน

-ความเปนเมอง (Urbanization) ในเมองจะมการตดตอสอสารคมนาคมสะดวกสมย มรานคามากมาย

-ความเปนอตสาหกรรม (Industrialization) 10. Civilization (ความเจรญ) เปนความหมายในแง

วฒนธรรม อารยธรรม วถชวต การปฏบต ตรงขามกบ Uncivilized อยางชาวเขาในปาในดอย แหมมแอนนา เลยวโนเวนส เขามาสอนหนงสอใหกบพระราชโอรสและพระราชธดาของรชกาลท 4 ไดตอวาพระองควา Uncivilized หลงจากทไดเหนขาราชการไทยไมสวมเสอเขาเฝาพระเจาอยหว กนขาวกยงใชมอเปดไมใชชอนสอม หมอมทบทมแอบรกกบคนนอกวงกโดนลงโทษจบตากแดดซงเปนวธการของคนปา (Barbarian) ทแหมมแอนนามองอยางนเพราะไปเทยบกบวฒนธรรมของตนเอง

อาจารยจะพดถงการพฒนาในความหมายของการเปลยนแปลง (Change) เพราะคำา ๆ นไมแฝงคานยม (Value) เหมอนกบคำาวาพฒนาทมคานยมแฝงวาตองเปนไปในทางทดขน ทง ๆ ทการพฒนาบางครงอาจจะกอใหเกดผลลบกได อยางการสราง Infrastructure ยงมากเทาไหรทรพยากรธรรมชาตและสงแวดลอมจะยงเสอมโทรมมากเทานน แตขาราชการไทยนยมใชคำาวาพฒนา เมอกอนใชคำาวาทำานบำารงบานเมอง เพงมาใชคำาวาพฒนาในชวงหลงสงครามโลกครงท 2 หลงการกอตง IBRD: International Bank for Reconstruction and Development สำาหรบเมองไทยคำาวาพฒนาเขามาในชวงตน พ.ศ. 2500 ศพทคำาวาพฒนาจงเปนศพททมาตามกระแสนยมของโลก

เฟรด รกส (Fred Riggs) ใชคำาวา การพฒนา ตามความหมายสามประการ (หนา 113)

1. Growth หมายถง การเปลยนแปลงในระดบการปฏบตใหมากขนหรอเพมในเชงปรมาณ

2. การเปลยนแปลงระบบในการปฏบต 3. Environment Factors Transform หมายถง การ

เปลยนแปลงรปราง ภารกจ หนาทของปจจยสงแวดลอม (ชวงทายสญญาณขาดหายอาจารยจบการบรรยายไปเลย)

วช� PS 704 แนวคว�มคดและนโยบ�ยก�รพฒน�ประเทศไทย

Concept and Policy of Development in Thailandรศ.ดร.สมหร� จตตลด�กร วนท 12 ตล�คม พ.ศ.

2550

กอนบรรยายอาจารยแนะนำาการตอบขอสอบวาตองตอบใหตรงคำาถาม เขยนเปนแผนภาพไดจะดมาก การตอบตองตอบเปนขอ ๆ แมโจทยจะไมสงกตาม เชน โจทยถามเรองการพฒนาสงคมกตองตอบวา

1. โครงสรางสงคม 2. การเปลยนทศนคต3. การเคลอนไหวทางสงคม เขยนหวขอไวใหเหนเปนประเดนสำาคญแลวอธบายราย

ละเอยด การสอบคอมฯ วนท 1 ขอสอบม 3 ขอคอ 701, 702 และ 703วนท 2 ขอสอบมสามขอแยกตาม Plan-Plan A ประกอบดวยวชา 710, 712-Plan B ประกอบดวยวชา 709, 714

-Plan C ประกอบดวยวชา 705, 707, 708, 711 เปนวชาทหน รวมเนอหาของ Plan A และ C เขาดวยกน เนอหาวชาจะหนกท Plan C เพราะการขยายหลกสตรออกสภมภาคกเพอตองการใหขาราชการมาเรยน อาจารยและนกศกษาตางไดความรดวยกนทงค อาจารยมาเลาทฤษฎสวนนกศกษากทำารายงานขอมลทองถนมาให ถอเปนการพฒนาคนสองมตทงนกศกษาและอาจารย

อาจารยสมหราเคยออกขอสอบ Plan C ถามวา ถาทานเปนทปรกษาอธบดทานจะเสนอแนะการบรหารราชการแผนดนอยางไร คำาถามสนแตคำาตอบตองประมวลเนอหาของทง 4 วชาใน Plan C เปาหมายของการเรยนปรญญาตรคอเขาใจสงคม พรรณนาความได เปาหมายของการเรยนปรญญาโทคออธบายเหต ผลลพธ และผลกระทบได

รายงาน อาจารยพมลใหทำาทงสามระดบ ไมวาระดบใดตองเรมตนทสภาพปญหา แยกองคประกอบของปญหา แลวเปลยนแปลงไปทละองคประกอบ

1. การพฒนาตนเอง ประกอบไปดวย กายภาพ ปญญา ความร จต บคลกภาพ ทศนคต ระบบความคดความเชอ ฯลฯ แยกองคประกอบมาทละอยาง เชน ทศนคตประกอบดวยความร ความพงพอใจ การปฏบตแลวตงเปาวาจะเปลยนแปลงทละองคประกอบอยางไร แตละตวมทฤษฎรองรบทงหมด ตรงนทนกศกษาตองอางองจากตำาราวชาจตวทยา

2. การพฒนาชมชนทตนเองเปนสมาชก ชวงแรกอาจารยใหดวดทศนการพฒนาชมชน (แผนไมไดบนทกไว) หมบานหนองกลางดง จงหวดประจวบครขนธมปญหาการผลตสบปะรด ปญหาเรองความศรทธาเชอมนในนโยบายของรฐ ปญหาทศนะในการดำารง

ชวต ชาวบานนยมออกไปซอสนคาจากหางตางชาตนอกหมบาน พอผใหญบานจะพฒนากตองเรมตนจากหาขอมลสภาพปญหา ขอมล จปฐ.นนใชไมไดเพราะเปนตวชวดทสวนราชการกำาหนดมาใหซงไมไดชวดปญหาในหมบานเลย ตวชวดทเขยนในรายงานตองมาจากสภาพปญหา เชน

-ชาวบานมปญหาไมพอกนพอใช ตวชวดคอรายได รายจาย ยอดหน

-ปญหาความมนคงทางสงคม ตวชวดคอตวเลขทสะทอนถงความไมปลอดภยในชวตและทรพยสน จำานวนตำารวจ จำานวนคดทเกดขน จำานวนผราย จำานวนทจบได จำานวนผตดยาเสพตด สถตการหยาราง จำานวนคนเรรอน ฯลฯ

3. การพฒนาหนาทการงานตามหลกธรรมาภบาล ขอนงายทสดเพราะมกรอบเรองธรรมาภบาลกำาหนดไวแลว ไดแก ความรบผดชอบ ความซอสตยสจรต ความโปรงใส หลกประสทธภาพ หลกนตธรรม ฯลฯ การพฒนาถายดมนกบกฎระเบยบมากเกนไปจะเปลยนแปลงอะไรไมไดเลย ดงนนตองนยามใหดในเรองการคอรรปชน

***เนอหาการบรรยาย***ก�รพฒน� คำานยามของการพฒนามหลายคำาทความหมายใกลเคยงกน

เชน (เอกสารหนา 111) 1. Growth เปนขยายตวในเชงปรมาณ เชน Economic

Growth 2. Progress หมายถง การกาวไปอกระดบหนง

3. Expansion หมายถง การขยายตวไปทกทศทกทางเหมอนกบการหยดนำาลงบนกระดาษ

4. Transform หมายถง การเปลยนรปรางภายนอก 5. Evolution หมายถง พฒนาการของสงมชวต คอย ๆ

เปลยนทละเลกทละนอย ใชเวลานบลาน ๆ ป 6. Revolution (ปฏวต) หมายถง การเปลยนแปลงภายนอก

แบบฉบพลนทนใด7. Reform (ปฏรป) เปนการเปลยนแปลงภายใน เราใชคำาวา

ปฏรประบบราชการ แตเอาเขาจรงกลบเปลยนแปลงเฉพาะภายนอกเทานน เชน เปลยนโครงสราง แตระบบการทำางานภายในยงไมเปลยน

8. Innovation (นวตกรรม) หมายถง สงทมนษยคดคนขนใหมแมจะไมใชเครองกลกตาม เชน การสรางความรวมมอรปแบบใหมทเรยกวาสหกรณกถอเปนนวตกรรม

9. Modernization (ความทนสมย) หมายถง -การเปนแบบตะวนตก (Westernization) -ตามแฟชน-ความเปนเมอง (Urbanization) ในเมองจะมการตดตอ

สอสารคมนาคมสะดวกสมย มรานคามากมาย -ความเปนอตสาหกรรม (Industrialization) 10. Civilization (ความเจรญ) เปนความหมายในแง

วฒนธรรม อารยธรรม วถชวต การปฏบต ตรงขามกบ Uncivilized อยางชาวเขาในปาในดอย แหมมแอนนา เลยวโนเวนส เขามาสอนหนงสอใหกบพระราชโอรสและพระราชธดาของรชกาลท 4 ไดตอวาพระองควา Uncivilized หลงจากทไดเหนขาราชการไทย

ไมสวมเสอเขาเฝาพระเจาอยหว กนขาวกยงใชมอเปดไมใชชอนสอม หมอมทบทมแอบรกกบคนนอกวงกโดนลงโทษจบตากแดดซงเปนวธการของคนปา (Barbarian) ทแหมมแอนนามองอยางนเพราะไปเทยบกบวฒนธรรมของตนเอง

อาจารยจะพดถงการพฒนาในความหมายของการเปลยนแปลง (Change) เพราะคำา ๆ นไมแฝงคานยม (Value) เหมอนกบคำาวาพฒนาทมคานยมแฝงวาตองเปนไปในทางทดขน ทง ๆ ทการพฒนาบางครงอาจจะกอใหเกดผลลบกได อยางการสราง Infrastructure ยงมากเทาไหรทรพยากรธรรมชาตและสงแวดลอมจะยงเสอมโทรมมากเทานน แตขาราชการไทยนยมใชคำาวาพฒนา เมอกอนใชคำาวาทำานบำารงบานเมอง เพงมาใชคำาวาพฒนาในชวงหลงสงครามโลกครงท 2 หลงการกอตง IBRD: International Bank for Reconstruction and Development สำาหรบเมองไทยคำาวาพฒนาเขามาในชวงตน พ.ศ. 2500 ศพทคำาวาพฒนาจงเปนศพททมาตามกระแสนยมของโลก

เฟรด รกส (Fred Riggs) ใชคำาวา การพฒนา ตามความหมายสามประการ (หนา 113)

1. Growth หมายถง การเปลยนแปลงในระดบการปฏบตใหมากขนหรอเพมในเชงปรมาณ

2. การเปลยนแปลงระบบในการปฏบต 3. Environment Factors Transform หมายถง การ

เปลยนแปลงรปราง ภารกจ หนาทของปจจยสงแวดลอม (ชวงทายสญญาณขาดหายอาจารยจบการบรรยายไปเลย)

วช� PS 704 แนวคว�มคดและนโยบ�ยก�รพฒน�ประเทศไทย

Concept and Policy of Development in Thailandรศ.ดร.สมหร� จตตลด�กร วนท 13 ตล�คม พ.ศ.

2550 ภ�คบ�ย

แผนภาพในหนา 129 แสดงใหเหนถงความเกยวของระหวางเศรษฐกจ การเมอง สงคม อธบายไดวา การพฒนาเศรษฐกจโดยการสรางสาธารณปโภคทำาใหเกดการขยายตวทางเศรษฐกจ (Rate of Economic Growth) ตวชวดคอรายไดประชาชาต อตราการสงสนคาออก ยงเรงการพฒนากยงนำาไปสการขยายตวแบบเรง เปนความสมพนธเชงบวกระหวางการพฒนาเศรษฐกจกบอตราการเจรญเตบโตทางเศรษฐกจ (ถาเพมกเพมทงค ถาลดกลดทงค)

การพฒนาเศรษฐกจทมากขนอตราการขยายตวของประชากรจะเปนเสนโคงรประฆงควำา หมายความวาในระยะแรกของการพฒนาเศรษฐกจอตราการเพมประชากรจะเพมตามไปดวย พอถงจดหนงการพฒนาเศรษฐกจยงเพมตอไปแตอตราการเพมประชากรจะลดลง ขณะนอตราการเพมประชากรของประเทศอตสาหกรรมชะลอตว ยโรป สงคโปรเรมมปญหาสดสวนประชากรไมไดดลกบการพฒนาประเทศ ขาดประชากรในวยเดกและวยแรงงาน แตคนแกมากขน รฐบาลสงคโปรจงตองมนโยบายลองเรอรก เอาคนจบปรญญาตรไปลงเรอสำาราญสามวนสามคนเพอใหหนมสาวรกใครชอบพอกน แตนโยบายนไมคอยสำาเรจยงไปลงเรอดวยกนยงเหนสนดานกนมากขน กลบมาเลยไมมใครสานตอความสมพนธ อาจารยเคยคยกบประธานสภาความมนคงสงคโปรซงเปนผหญงโสดวาทำาไมทำาแตงงานจนไมแตงงาน ไดคำาตอบวาดฉนกอยากแตงแตผชายไมยอมแตงดวย ผชายสงคโปรไมนยม

แตงงานกบผหญงทมหนาทการงานหรอการศกษาสง ๆ เพราะยงยดวฒนธรรมจนทเมอแตงงานแลวผหญงตองรบใชครอบครวสาม ม ส.ส.หญงสงคโปรหลายคนทไมแตงงาน รฐบาลกเรงใหอตราการเพมประชากรสอดคลองกบระดบการขยายตวทางเศรษฐกจ

เมอมคนเกดมาก (Rate of Population สง) แยงกนกน แยงกนอย แยงกนใช Mass Violence กสง (เปนความสมพนธในเชงบวก) แตถาอตราการเจรญเตบโตทางเศรษฐกจสง คนมงานทำามรายไดความรนแรงกลดลง

การพฒนาเศรษฐกจเกยวของกบรายจายของรฐบาลในดานพลเรอน (อาจารยเขยนเปนลกโปง) ปรากฏออกมาในรปของ พ.ร.บ.งบประมาณรายจายประจำาป ยงมการพฒนามากรฐบาลมรายรบมากกระเปาเงนของรฐกโตขน แตรฐบาลนนจะกำาหนดรายจายกอนแลวถงไปหารายรบตางจากงบประมาณเอกชนทตองดรายรบกอนแลวถงไปกำาหนดรายจาย

พ.ร.บ.งบประมาณรายจายประจำาป เวลานำาเสนอในสภาจะนำาเสนอดงน

1. แบงตามกระทรวง 2. แบงตามแผนงาน อยางแผนพฒนาจงหวดชายแดนภาค

ใตม 9 แผน ประมาณ 2,000 โครงการ 3. แบงตามรายการ (Item) เชน รายจายหมวดเงนเดอน คา

ใชสอย คาวสดกอสราง เปนตน ในการพฒนาประเทศถอวารายจายจากภาครฐมมากทสด ถา

รฐบาลลดคาใชจายเศรษฐกจของประเทศกแย ถารฐบาลเกบภาษไดมากโอกาสจะจายยอมมมาก การไดมาซงงบประมาณประจำาป

เปนกระบวนการทางการเมองตองใชการเจรจาตอรอง (Negotiation) ขณะทรฐบาลตงงบประมาณรายจายดานพลเรอนเพมสวสดการสงคม (Social Welfare) กดขน เงนจากรฐบาลสามารถวงตรงมาลดความรนแรงไดโดยตรงหรอวงผานสวสดการสงคมกได ตอนนงบ ศอ.บต.วงตรงไปแกปญหาสามจงหวดชายแดนภาคใตโดยตรง

สวสดการสงคมอาจมทมาจากภาคเอกชน NGOs ดวยกได มองคกรเอกชนจำานวนมากทจายเงนเพอสวสดการสงคม เชน โครงการตาวเศษของธนาคารกรงเทพฯ ดงนนถาการพฒนาเศรษฐกจดสวสดการสงคมยอมดตามไปดวย ในสามจงหวดชายแดนภาคใตตอนนไมมงบจากภาคเอกชนไปลงเลย แถมภาคเอกชนในพนทยงจะหนไปลงทนทอนดวย ในแงสงคมสวสดการสงคมจะชวยลดความรนแรงลงได การแกไขปญหาความรนแรงกระทำาไดโดยเพมสวสดการสงคมซงเกยวของกบชวตมนษยตงแตเกดจนตาย

ความรนแรงเกยวของกบการเคลอนไหวทางสงคม (Social Mobilization) อนหมายถงการเปลยนสถานภาพทางสงคม Social Mobilization ในสงคมไทยทำาไดโดย

1. การศกษา เขาโรงเรยนทมสงคมในระดบดมกลมมพวก เชน ลกขาราชการนยมเขาสวนกหลาบ ลกพอคาเขาเทพศรนทร สองโรงเรยนนเปนคแขงกนมาตลอด ลกทหารนยมเขากรงเทพครสเตยน ทเชยงใหมลกขาราชการตองเขามงฟอรดกบเรจนา ลกพอคาตองเขาดาราสมทรกบปรนซรอแยล ลกคนธรรมดาเขายพราชวทยาลย

2. การบวชพระ (สำาหรบผชาย)

3. การแตงงาน (สำาหรบผหญง) เหนไดจากบทเพลงทวาตอนอยบานนาเขาเรยกกนวาอกลอย พออยกรงเทพฯ ไดผวนายรอยเปลยนจากกลอยมาเปนแรมจนทร

การเคลอนไหวทางสงคมกบความรนแรงสมพนธกนไดทงในแงบวกและลบ กลาวคอรฐบาลอาจจะเปดชองใหการเคลอนไหวทางสงคมทำาไดงาย เชน เดกชนบทเขามหาวทยาลยไดงายขน แตเมอเขามาแลวเดกชนบทอาจเกดความแปลกแยกกบเดกเกง ๆ ในเมอง ยงเรยนแลวไมประสบความสำาเรจถกรไทรออกกอนพอกลบไปในหมบานจะถกสงคมตงคำาถามวาทำาไมอตสาหไดเขาเรยนแลวเรยนไมจบ ในภาคใตรฐบาลไมไดเตรยมชองทางการเปลยนฐานะไวใหชาวบานตองเปลยนฐานะดวยตนเองโดยเลอกเสนทางศาสนา ผลทตามมาคอ ก.พ.ไมเทยบวฒใหเดกทจบดานศาสนามาจากตางประเทศ สรปวา Mass Violence เกดขนไดไมวาการเคลอนไหวทางสงคมจะเกดขนไดงายหรอยาก การกอการรายในจงหวดชายแดนภาคใตมทงฝมอคนรวยทเปนนกการเมองทองถนและชาวบานทเปลยนแปลงสถานะทางสงคมไดยาก ในแผนภาพความสมพนธระหวาง Social Mobilization กบ Mass Violence อาจารยจงไมไดเขยนเครองหมายบวกหรอลบเอาไว

ขนตอนนโยบายมสามขนใหญ ๆ คอ1. การกอตวของนโยบาย (Policy Formulation) 2. การนำานโยบายไปปฏบต (Policy Implementation)3. การประเมนผลนโยบาย (Policy Evaluation) แผนภาพหนา 134 – 137 แสดงถงการกอตวนโยบาย

นโยบายเปนนามธรรม เปนสงทรฐบาลจนตนาการขนมาวาจะทำาอยางนนอยางน จากนโยบายตองแปลงใหเปนรปธรรมคอออกเปน

กฎหมาย/นโยบาย ซงกฎหมาย/นโยบายจะทำาหนาทในการกระจาย กระจายซำา ควบคมพฤตกรรมประชาชน เปนสญลกษณ ทำาหนาทในภาวะวกฤต นโยบายเหลานจะมองคกรเขาไปเกยวของอยางนอย 5 องคกร คอผบรหาร สวนราชการ รฐสภา กรรมาธการ หนวยงานนอกองคกรรฐ (เอกชน ประชาชน กลมผลประโยชน NGOs จากแผนภาพลกศรทหนาทบหมายความวาองคกรนนมอทธพลผลกดนสง ลกศรบางแสดงวาปานกลาง ลกศรประแสดงวามสวนบาง ไมมลกศรเลยแสดงวามสวนนอยมาก ๆ แทบจะมองไมเหน นโยบายแตละอยางกวาจะกอเกดขนมาไดตองใชพลงผลกดน นกศกษาตองพจารณาวานโยบายแตละประเภทมพลงองคกรใดเปนตวผลกดน เชน

-กฎหมายสญชาต สวนราชการไมอยากผลกดนคนทผลกดนคอ NGOs อยาง ส.ว.เตอนใจ ดเทศน จากจงหวดเชยงราย

-นโยบายกฎอยการศก องคกรผลกดนสำาคญคอฝายบรหาร บทท 3 (หนา 138)A.D. (Administration Development) หมายถง การ

พฒนาการบรหาร เชน การปฏรประบบราชการ D.A. (Development Administration) หมายถง การบรหาร

การพฒนา งานมสองอยางใหญ ๆ คองานประจำากบงานพฒนา เชน ในโรงพยาบาลการรกษาพยาบาลผปวยถอเปนงานประจำา สวนการสงหนวยอาสาสมครไปใหความรดานสขภาพในชมชนเปนงานพฒนา งานทะเบยนราษฎรของอำาเภอเปนงานประจำา การสงปลดอำาเภอหรอพฒนากรลงพนทเปนงานพฒนา งบประมาณแผนดนปจจบนตกกบงานประจำา 60% ตกกบงานพฒนานอยมาก จรง ๆ แลวงบประมาณควรหนกไปทงานพฒนามากกวา

การบรหารการพฒนามปญหาใหญสองประการคอ1. การขดกนเองในแนวความคด นโยบายการพฒนามาจาก

พรรคการเมอง สมาชกพรรคไมคอยมเอกภาพตองใชระบบอปถมภเขามาชวย พรรคการเมองตองการคนทไวเนอเชอใจกนได แตเมอกำาหนดนโยบายพรรคการเมองจะใชระบบอปถมภไมไดตองใชระบบคณธรรมกระจายผลประโยชนใหกบประชาชน นคอการขดกนในแนวความคด นกการเมองมาจากระบบอปถมภแตถกเรยกรองใหกระจายผลประโยชนดวยระบบคณธรรม ขาราชการมาจากระบบคณธรรมการกระจายผลประโยชนตองใชหลกเหตและผลและขอเทจจรง

2. การพฒนาขาดความสมดล ถาพฒนาฝายการเมองมากเกนไปองคกรราชการมากเกนไป แตถาพฒนาองคกรราชการมากการเมองกออนแอเชนกน ในอดตเราเนนระบบราชการมากกวาทำาใหขาราชการใชอำานาจอธปไตยแทนประชาชนจนขาดความสมดล การจะทำาใหภาคการเมองและภาคบรหารสมดลกนทำาไดยากมาก

ปรชญาการพฒนาประเทศจากแผนฯ 1 – 9 สรปออกมาได 7 ประการคอ

1. การพฒนาตองสมดลระหวางภาคสวน พนท และการกระจายทรพยากร เชน จะพฒนาเฉพาะเศรษฐกจอยางเดยวไมพฒนาการเมองและสงคมไมได หรอพฒนาเมองอยางเดยวไมพฒนาชนบทกไมได

2. ตองคำานงถงหลกอรรถประโยชน (Utility) ของการใชทรพยากร เมดเงนทกบาททกสตางคทลงไปตองคมคา หลกงบประมาณแผนใหมคอความรบผดชอบของหวหนาสวนราชการ

ระดบปฏบตตองรบผดชอบในแงความคมคาของเมดเงนทใชลงไป ใชเงนไปรอยลานผลกตองไดรอยลาน

3. หลกการจดลำาดบความสำาคญ การพฒนาตองใชหลกทางเลอกจงตองจดลำาดบความสำาคญของทางเลอกในการพฒนาวาทางเลอกใดควรจะมากอนในอนดบตน ๆ ทางเลอกใดรองลงมา

4. หลกการมสวนรวมของประชาชน หรอทเรยกวาผมสวนไดสวนเสย (Stakeholders) ประกอบดวย รฐ ธรกจเอกชน ประชาชน องคกรอสระ ชมชน

5. หลกการประสานสามแบบคอใจ วฒนธรรม สนต 6. หลกการเพมพนความเจรญเตบโตและกาวหนา มทง

Growth และ Progress 7. การพฒนาตองใชวธการคอย ๆ เปนคอย ๆ ไป

(Incremental) สะสมทละนด อาการของการไรสมรรถภาพทางการบรหารการพฒนา ไดแก1. ประชาชนมความรเฉพาะดาน (Professional) นอย คนไทย

มปญหานมาก องกฤษสอนคนแบบ Generalist สหรฐฯ สอนแบบ Specialist เมองไทยสอนคนแบบง ๆ ปลา ๆ เมอกอนอาชวะ กระทรวงศกษาธการเคยสอนคนใหเปน Specialist แตถกลดบทบาทลง เดกกไมคอยนยมเรยนอาชวะชอบมาเรยนรามฯ มากกวา ตอนน ดร.วจตร ศรสะอาน เรมหนมาฟ นฟกรมอาชวะใหม เมอการศกษาไทยไมเนนททกษะทำาใหคนไทยสเขาไมได

2. ผบรหารประเทศสบเปลยนตำาแหนงกนเปนวาเลน คน ๆ เดยวนงไดทกกระทรวง อยางนายชวน หลกภย เปนรฐมนตรมาแทบจะทกกระทรวงแลว อาจารยเคยถามพรรคประชาธปตยวาพรรคดแลการศกษาไทยมามากกวา 20 ปแตทำาไมไมมผลงานท

เดนชดนอกจากการสรางเสาธงหนากระทรวง นายอาคม เองฉวน เถยงวา ผลงานประชาธปตยเจงเปงคอปราบคอรรปชนเรองครกนนมเดก แตนนมนเปนเรองปลายเหต

3. ผนำาการบรหารสวนใหญรวบอำานาจ ขาดการเอาจรงเอาจงกบชนบท

4. องคกรทองถนออนแอ 5. มชองวางระหวางผบรหารกบประชาชนทงดานการศกษา

และการครอบครองทรพยากร 6. การคอรรปชนเปนสวนหนงของการบรหารและความชอบ

ธรรม7. รฐบาลเปน Soft State (รฐทเปราะบาง) ไมสามารถตอบ

สนองความตองการของประชาชนได การออกกฎหมายไมใชเรองยากแตการปฏบตตามกฎหมายเปนเรองยาก ไมสรางความเปนธรรมในสงคม บรหารระบบภาษอากรไมสมบรณ

วธการพฒนาอาศยกระบวนการเปลยนแปลงดงตอไปน 1. การพฒนาประเทศตองใชขอมลทเปนจรง หมบานหนอง

กลางดงกเรมตนจากขอมลทเปนจรงในหมบานจะใชขอมล จปฐ.ทเกบโดยรฐไมได

2. กำาหนดและกระจายภารกจใหองคกรตาง ๆ อยางชดเจน 3. หลกเลยงการใชอำานาจหรอสงการ 4. การพฒนาประเทศตองใชความรและผเชยวชาญหลายดาน

(สหวทยาการ) บานหนองกลางดงใชพฒนากรภายนอกมาชวยสงเคราะหขอมล ใหชาวบานตงสภาชมชน

5. การพฒนาตองแยกออกจากการรกษากฎหมาย

6. เนนการดำาเนนงานโดยสายการบรหารในงานหลก การเปลยนแปลงอะไรกตามตองรอทโครงสรางหลก

จากประสบการณการพฒนาประเทศไทยรวม 50 ป สามารถสรปแผนพฒนาประเทศออกไดเปนสลกษณะคอ

1. เปนการรวมศนย (Centralization) อยภายใตอทธพลของนกเศรษฐศาสตร

2. ประเทศไทยใชการพฒนาโดยเนนไปท Sector ใด Sector หนงและใชผเชยวชาญในดานนน ๆ ยคหนงเนนเศรษฐกจ มาถงยคนเนนการเมอง

3. เนนการปรบเปลยน แผนพฒนามอายหลายปจงตองมการปรบเปลยนใหสอดคลองกบสถานการณ จงตองมโครงการนำารองแลวคอยขยายผลในภายหลง

4. เนนการบรหารการพฒนาและ Co – optationCo – ordination หมายถง การประสาน ผประสานไมจำาเปน

ตองเปนสมาชกในนน Co – operation หมายถง การรวมมอกนโดยตองเขาไปเปน

สมาชกดวย (สหกรณ) มความเหนไปในทางเดยวกน Co – optation หมายถง ความรวมมอของทงผทเหนดวยและ

ไมเหนดวย ในหมบานหนองกลางดงประชากร 1,011 คน กตองมฝายคาน ๆ เปนสงทตองม ทประชมเปดใหฝายคานไดพด แตอยางไรเสยกตองวาตามเสยงสวนใหญ

เอกสารทอาจารยแจกใหเรองระบบการพฒนาทางการเมองมตวแปรไมนอยกวา 22 ตวแปร ถานกศกษาจะเอาทฤษฎระบบมาอธบายการพฒนาการเมองตองอธบายใหครบทง 22 ตวแปร

Quiz: จากปรากฏการณชมชนหนองกลางดงใหทานระบ (อาจารยใหดในชวงเรยน)

1. สภาพปญหาหรอปรากฏการณ2. วธการหรอขนตอนการแกไขปญหา3. ผลลพธจากการแกไข4. ผลกระทบ5. ปจจยความสำาเรจ **********************************************

********************คำ�บรรย�ยวช� PS 704 แนวคว�มคดและนโยบ�ยในก�รพฒน�ประเทศไทย

Concepts and Policy of Development in Thailand ผศ.เส�วลกษณ สขวรช วนท 12 ตล�คม 2550

วชา PS 704 มอาจารยรวมบรรยาย 4 ทาน คอ1.รศ.ดร.ชยชนะ องคะวต บรรยายเนอหาเกยวกบการ

พฒนาการเมอง เศรษฐกจพอเพยง รวมถงเหตการณปจจบน2.ผศ.เสาวลกษณ สขวรช บรรยายเนอหาเกยวกบการ

พฒนาเศรษฐกจ รวมถงบทบาทของสถาบนหลกในการพฒนาประเทศ คอ ธนาคารโลกกบ IMF ซงมอทธพลตอแนวทางการพฒนา การพฒนาแบบทางเลอก และการปฏรประบบราชการ การบรรยายของอาจารยมกจะไลประวตศาสตรเพอทำาใหนกศกษาไดเหนววฒนาการของแนวคด ไดรวาชวงนนเกดอะไรขน และมแนวคดอะไรทมอทธพลในขณะนน

อาจารยแนะนำาตวเอง…

อาจารยชอเสาว สขวรช จบรฐศาสตร (เกยรตนยม)ม.ธรรมศาสตร(เปนเพอนกบคณหญงระเบยบรตน) ศกษาตอปรญญาโททสหรฐอเมรกาดาน Public Ad กลบมาเปนอาจารยคณะรฐศาสตรม.รามคำาแหง ตอมาไดทนศกษาตอประเทศเนเธอรแลนดดานการพฒนา เรยกวา Development Study กลบมาเปนอาจารยตอท ม.รามคำาแหง อาจารยมประสบการณจาก 2 ประเทศในยโรป อาจารยชอบยโรปเนองจากเปนออารยธรรมและมอทธพลตอประเทศตาง ๆทวโลก อาจารยอยากใหนกศกษาใชหลก ส(การฟง) จ(คด) ป ล(จด) ในการเรยน การจดบอย ๆจะทำาใหการตอบขอสอบลนไหล จงเขาทำานองทวาจดแลวกจำา อาจารยเปนนกพด/นกโตวาทมาตงแตเรยนมธยมมาตลอด

3.รศ.ดร.สมหรา จตตลดากร บรรยายเนอหาเกยวกบแผนพฒนาฯฉบบตาง ๆ(ในภาพรวม)

4.รศ.ดร.สพล ราชภณฑารกษ ศพททเกยวของกบการพฒนาการ ไดแก-Change : การเปลยนแปลง-Growth : การเจรญเตบโต-Evaluation : ววฒนาการ-Development : การพฒนา-Modernization : การทำาใหทนสมย-Reformation การปฏรป-Revolution : การปฏวต-Coup d’etat : รฐประหาร นโยบ�ยก�รพฒน�ประเทศไทย 1.ก�รเปลยนแปลง (Change)

-การเปลยนแปลงจากสงหนง สภาวะหนง ไปสอกสงหนง -ไมแสดงคณคาในทางบวกหรอทางลบ มคาเปนกลาง ๆ-อาจจะเปลยนในทางทดขนหรอเลวลงกได-มความหมายเปนกลาง-มความหมายครอบคลมทงการเจรญเตบโต ววฒนาการ

การพฒนา การทำาใหทนสมย การปฏรป การปฏวตรฐประหาร 2. ววฒน�ก�ร(Evaluation)-เปนการเปลยนแปลงทละเลกทละนอย คอยเปนคอยไป -เปนการเปลยนแปลงตามเหตปจจยธรรมชาต ไมใชมนษยมา

เตมปจจยทเปนตวเรงทำาใหเกดการเปลยนปลง-ใชระยะเวลานาน-อาจเปลยนแปลงอยตลอดเวลา ไมมเงอนไขเวลากำาหนด-เชน ววฒนาการของสงมชวต(ทฤษฎของชารล ดาร

วน) ,ววฒนาการทางสงคม3.ก�รพฒน� (Development)-เปนการเปลยนแปลงทมนษยใสปจจยการเปลยนแปลงทเปน

เงอนไขทำาใหเกดการเปลยนแปลง ไมใชเกดขนตามเหตปจจยธรรมชาต

-สรางเงอนไขเวลากำาหนดระยะเวลาสนสดของการเปลยนแปลง เชน แผนพฒนา 5 ป ,10 ป

-เปนการเปลยนแปลงอยางเรงรบ ไมใชคอยเปนคอยไป เชน อตราการเจรญเตบโตทางเศรษฐกจของไทยกอนมแผนพฒนาฯฉบบท 1 มอตราการเจรญเตบโตทางเศรษฐกจประมาณ 2-3 % ซงนบวาตำามาก การพฒนาเปนเสนตรง เพราะเปนสงคมเกษตรกรรม ไมมการผลตแบบอตสาหกรรม ไมมการสรางมลคา

เพม ไมมการจางงาน คนมรายไดนอย ประชาชนสวนใหญอยแบบพอมพอกน ตอมาเมอมแผนพฒนาฯฉบบท 1 มการตงเปาวาการเจรญเตบโตทางเศรษฐกจตองพงทะยาน ตองกระโดดจาก 2 % เปน 5 % แตผลปรากฏวาเกน 5% เปน 7% นนหมายความวาเปนการเปลยนแปลงขนานใหญเสนของการพฒนาเปนเสนเฉยงขน

-มคานยมเขามาเกยวของ ซงเปนคานยมทแสดงถงสภาวะทพงปรารถนา อนเปนตวกำาหนดเปาหมายของการเปลยนแปลง(End) จะเหนวาแผนพฒนาฯฉบบแรกเนนเศรษฐกจอยางเดยว(ชอวา แผนพฒนาเศรษฐกจ) ดงนนคานยมทเปนสภาวะทพงปรารถนาในทางเศรษฐกจคอการเจรญเตบโต และคานยมทเปนสภาวะทพงปรารถนาในทางสงคม เชน ไมตองการประชากรทมากเกนไป (สมยกอนอตราการเพมของประชากรอยท 3 % ตอคน หมายความวาครอบครวหนงจะมลกเฉลยประมาณ 5-6 คน) จงตงเปาหมายทจะลดประชากรใหนอยกวา 3% และกำาหนดวธการเปลยนแปลง(Mean) เชน การคมกำาเนด

-คานยมอาจจะมทงคานยมในระดบสงและคานยมในระดบตำา คานยมทเปนเปาหมายเปนคานยมในระดบสง เปนนามธรรม เชน ความเสมอภาค

-คานยมทเปนวธการ เปนคานยมในระดบตำาและเปนรปธรรมมากกวา เชน การกระจายรายไดใหม(Redistribution)

*สงคมคอมมวนสตใชวธการกระจายรายไดแบบรนแรง แบบถอนรากถอนโคน ยดทรพยเศรษฐ ใครไมใหกนำามาเฉอนหนาประตเมอง ตดคอแลวนำาไมไผเสยบประจาน แลวนำาทรพยสมบตของคนรวยมาใหกบคนจน เชน ชาวนาไมมททำากน หรอนำามาทำา

เปนนารวม เชน ในประเทศจน กมพชา เขมรแดง(ทำาเชนเดยวกบเหมา เจอ ตงทำาในปค.ศ.1949 ผทอยในเมองเปนคหบดถกยดทรพยเปนของหลวงแลวตอนพวกนไปอยในชนบท เพอทำาไรทำานาหลวง)

สวนสงคมทใชมาตรการภาษเกบภาษเงนไดในอตรากาวหนา เวนคนทดน ซอทดนจากคนรวย ประเทศทเกบภาษในอตรากาวหนาและเปนประชาธปไตย เชน ประเทศแถบสแกนดเนเวย ตนแบบคอประเทศสวเดน เกบภาษในอตรา 70% ของรายได ยงมมากกยงเสยภาษมาก(หาได 100 บาท ตองเสยภาษ 70 บาท) เงนภาษนนรฐนำาไปเปนสวสดการของคนในประเทศ ดแลตงแตเกดจนตาย เชน การศกษา การรกษาพยาบาล

*การนกถงความเสมอภาค ใหนกศกษานกถงตวเองกบคณทกษณแลวมองวาเสมอภาคหรอไม และถานกถงคานยมในระดบตำาคอตองเอาจากคนรวยมากระจายใหมใหคนจน เพราะระบบทนนยมเรมตนอาจจะเทากน ทนนยมนนจะไปคกบลทธเสรนยม ยอมรบในกรรมสทธของแตละคน คนรวยกยงรวย คนรวยจะยงดดจากคนจนไป เขาทำานองปลาใหญกนปลาเลก(เทสโกโลตสกบโชหวย) ความรวยกจะกระจกอยทคนไมกคน ดงนนแนวคดของการสรางความเสมอภาคคอการเอาสวนทกระจกตวนนมากระจายใหม(ใหนกถงเกมเศรษฐ)

4.ก�รทำ�ใหทนสมย(Modernization)-มความหมายตรงขามกบ ความลาสมย หรอ จารต“ ” “

ประเพณ ” (Tradition) ความทนสมยเรามกนกถงความเจรญทางวตถ ความทนสมยมาในยคปฏวตอตสาหกรรม มการนำาเครองจกรมาใชในการผลต ผลผลตทออกมาสวยงาม มคณภาพด

เพราะฉะนนยคอตสาหกรรมคอยค Modern (เปนยคหลงยคอตสาหกรรม)

*ยคอตสาหกรรม การผลตภาคอตสาหกรรมเปนภาคภาคนำา/เปนสวนนำา(หวขบวน)

*ยคหลงอตสาหกรรม มกจกรรมภาคบรการเปนสวนนำา โดยเฉพาะธรกจภาคการเงน เชน ธรกจการเงน หน การคาเงน ประกนภย เปนภาคบรการทเขามาสนบสนน แตในทสดภาคบรการกมาเปนสวนนำาเพราะวาสามารถทำากำาไรไดมากกวา เชน กองทนของจอรจ โซรอส

-ความทนสมยจะแสดงถงความมเหตผลเหนอความศรทธา - ความทนสมยในทางการเมอง หมายถง ความเปน

ประชาธปไตย การปกครองทตรงขามกบประชาธปไตยคอการปกครองแบบสมบรณาญาสทธราช เพราะกอนทสงคมจะเปนประชาธปไตย ประเทศตาง ๆมการปกครองแบบสมบรณาญาสทธราช

-ความทนสมยในทางปรชญา หมายถง เชอในเหตผล/เหตผลนยมมากกวาความศรทธา ความงมงาย

-ความทนสมยในทางเศรษฐกจ หมายถง การผลตในภาคอตสาหกรรม

-ความทนสมยทางการบรหาร หมายถง การมสถาบนทหลากหลาย ทำาหนาทเฉพาะอยาง เชน โรงเรยน โรงพยาบาล สถาบนการเงน ฯลฯ แตกอนมความทนสมย สถาบนตาง ๆมนอย แตทำาหนาทหลากหลาย เชน วด

เมอกลาวถงความทนสมย เรามกนกถงคานยมในระดบตำา เชน ความเจรญทางวตถทเราจบตองได แตเราไมไดนกถงคานยม

ในระดบสงทเปนนามธรรม เปนสงทเราจบตองไมได เชน ศลธรรม จรยธรรม กตกาของสงคม ผลประโยชนตอสวนรวม

อาจารยพมลชอบเนนความแตกตางระหวางความทนสมยกบการพฒนา จงมคำาพดวา ทนสมย แตไมพฒนา หมายความวา ม“ ”ความเจรญทางวตถ แตความเจรญทางจตใจไมไปดวยกน เชน มเงนซอรถเบนซ มคนขบใหนง นงในรถกนเงาะไปกทงเปลอกเงาะไปตลอดทาง หรอเปนคนทแตงตวด โกหร แตถยนำาลาย/หมากฝรงลงบนพน ถนน เปนตน

5.ก�รปฏรป (Reform)-เปนการเปลยนแปลงทรปแบบ(Form) โดยเนอหาสาระท

สำาคญยงไมเปลยนแปลง -มระยะเวลาทสนสดแนนอน-อาจใชเวลานาน และอาจทำาไดหลาย ๆครงได-เชน การปฏรปศาสนา เปนการเปลยนแปลงรปแบบบาง

อยาง เชน การเปลยนแปลงเครองแตงตวของพระ แตพระธรรมคำาสงสอนไมเปลยนแปลง ศาสนาครสตปฏรปศาสนาครงสำาคญในศตวรรษท 14,15 เกดนกายใหม ปฏเสธ/ตอตานนกายโรมนคาทอลกซงเปนนกายเกา สวนนกายใหมทแตกออกมาจากโรมนคาทอลก เกดความไมพอใจการประพฤตปฏบต คำาสอนบางอยางทแปลงมาแลวของบาทหลวง กลายเปนนกายโปรแตสแตนท แตอยางไรกตามทง 2 นกายกตางเชอในคำาสอนของพระเยซเหมอนกน ,มการปฏรปการศกษา/การปฏรประบบราชการ

6.ก�รปฏวต(Revolution)-เปนการเปลยนแปลงอยางถอนรากถอนโคน โดยรอทงของ

เกา สรางสรรคสงใหมขนมาแทน

-มกเปนการเปลยนแปลงอยางฉบพลน-ถาเปนการเปลยนแปลงทางการเมอง มกเปนการ

เปลยนแปลงอยางรนแรง เชน -การปฏวตในฝรงเศสป 1789 จากระบบกษตรยเปน

ระบบสาธารณรฐ กษตรยองคสดทายคอพระเจาหลยสท 16 มมเหสโฉมงามชอพระนางมารองกวเนส เมอคณะปฏวตยดอำานาจได ทำาการจบกษตรยทงสองไปขงแลวเอากโยตนตดคอทงค เปนการยกระบบกษตรยทงไปแลวเอาระบบสาธารณรฐใสเขามาแทน

-การปฏวตรสเซยป 1917 โดยจบพระเจาซารนโคลสท 2 และราชวงศทงราชวงศไปขงไว ตอมาในป 1919 ไดทำาการประหารชวตทงพระราชวงศ โดยใหแตงตวเตมพระยศแลวบอกวาจะถายรปหมในเชอพระวงศ มการจดฉากโดยจดทนงในหองใตดนแลวใหมอปนลงมอกราดปนสงหารตายหมแลวยกพระศพใสรถไปเทรวมกนไวในหลม ใชนำากรดราดแลวกลบหลม และเมอไมนานทผานมามการขดหลมขนมา ครนสมเดจพระราชนนาถเสดจเยอนรสเซยไดมการนำาพวงหรดไปวาง จะเหนวาเราใหความสำาคญกบพระเจาซารนโคลสท 2 เนองจากเปนพระสหายกบรชกาลท 5 และเคยเสดจพระพาสเมองไทย พำานกทพระราชวงบางปะอน มชางเขยนเปนผบนทกเหตการณเปนรปภาพแทนการถายรป และนกอกษรศาสตรไดบนทกจดหมายเหต ปจจบนไดมการนำามาแปรพรอมกบนำารปทศลปนชาวรสเซยวาดตอนตามเสดจมาพมพเปนเลม(หาซอไดทกรมศลปากร วงหนา)

พระเจาซารมความสำาคญอก เพราะพระพทธเจาหลวงหนไปคบกบหาสมาคมเพอนำามาคานอำานาจองกฤษกบฝรงเศส เนองจากรสเซยขณะนนเปนมหาอำานาจประเทศหนง ประกอบกบรชกาลท 5 สงพระราชโอรสไปเรยนทรสเซย พระเจาซารทรงมหากรณาธคณทรงดแลเจาฟาจกรพงศภวนาถเหมอนลกของพระองคเอง

-การปฏวตในประเทศจนป 1949 เหมา เจอ ตง เปลยนแปลงทงระบอบการปกครองและระบอบเศรษฐกจแบบถอนรากถอนโคนจรง ๆเปนการเปลยนแปลงปะเทศไปสสงคมเผดจการ แตอางชอวาสาธารณรฐประชาชนจน สวนระบบเศรษฐกจเปลยนเปนระบบคอมมน

7.รฐประห�ร (Coup d’e tat) -เปนการใชกำาลงทางทหารยดอำานาจจากรฐบาลเกา ซงมาจาก

การเลอกตงหรอจากรฐบาลทหารดวยกน แลวสถาปนารฐบาลใหมขนมาปกครอง เชน จอมพลผน ทำารฐประหารรฐบาลของคณะราษฎร ,รฐประหารจอมพลป. พบลสงคราม,รฐประหารพล.ร.อ.สงด ชะลออย ฯลฯ ปจจบนคอรฐประหารคมช. จะไมมการเปลยนแปลงระบบเศรษฐกจและระบบการเมองแบบกษตรย

การพฒนา (Development) เราไดเรมนำามาใชในชวงหลงสงครามโลกครงท 2 เปนการนำาความหมายของการพฒนามาเทยบเคยงกบคำาวา เจรญเตบโต โดยเฉพาะอยางยงการเจรญ“ ”เตบโตทางเศรษฐกจ การพฒนาในประเทศไทยเกดขนสมยรฐบาลจอมพล ป.พบลสงคราม โดยมแผนพฒนาฯฉบบแรกในปพ.ศ.2504 เรยกยคนวา ยคพฒนา“ /ยคทนสมย และมการ”

เปลยนวฒนธรรมขนมาใหม เชน หามกนหมาก ตองใสหมวก หามนงโจงกระเบน สามตองจบภรรยากอนออกจากบานทกครง ตอมาเมอจอมพล ป.ถกปฏวตโดยจอมพลสฤษฎ

จอมพลสฤษฎ เปนผทมบคลกนาเกรงขามมาก เสยงหาว และมมาตรา 17 เปนอาวธ สามารถประหารชวตคนโดยไมตองขนศาล โดยประกาศวจออกมาวา ขาพเจาขอรบผดชอบแตเพยงผเดยว “ ” เมอประกาศอดมการณการพฒนาออกมาตนเตนมาก โดยเฉพาะคนนครศรธรรมราชชอวาครนอม อประมย เปนปราชญคนหนงทไดแตงเพลงรบเพอใหสอดคลองกบกระแสการพฒนา ผชายกอาสาสมครเปนผใชแรงงานขดดน/สรางถนน รวมทงการนำาคลองมาเปนทถมขยะแลวนำามาทำาถนน เพราะจะไมใชยานพาหนะทางนำาอกตอไป ทำาใหคลองกลายเปนถนนหลายครอง เชน คลองอรชร (ขางร.ร.เตรยมอดม)

เนอเพลงทครนอมแตง เนอหาจะเกยวของกบชาวนครศรฯคอ

กจอนใดเรามใจรวมกน ปรบปรงปนนำาจำาเรญในถนกจอนนนคอฟ นฟอยกน พฒนาการตางกลมเลยวเปนใจเดยวหมเรา หนกเปนเบางาน

อนใดยอมผานถนไพบลยทรพยสนพนเบกบาน พฒนาชาวเราชาวนครใชนงนอนดดาย เลอดปกษใตไดยอม

กายทกเหลาพฒนาใหถาวรเถดเรา พฒนานคร

อาจารยรองเพลงนใหฟงเพออยากบอกวาสมยกอนนนไมเคยไดยนคำาวา พฒนา แตมาไดยนเอาในชวงพ” ” .ศ.2504 ซงการพฒนานมาจากขอเสนอแนะของผเชยวชาญธนาคารโลกกบผเชยวชาญอเมรกนทเขามาศกษาสภาพของไทยเรา และเราตองยอมรบวาประเทศไทยเราในอดตเปนประเทศเกษตรกรรม มสภาพยากจน รายไดตอหวนอย รายไดตอหวตำา ฯลฯฝรงจดอยในกลมประเทศดอยพฒนา

ชวงสงครามโลกครงท 2 เปนสงครามอดมการณ โลกแตกออกเปน 2 ขว คอ โลกสงคมนยมคอมมวนสต(นำาโดยรสเซย) กบ โลกเสรนยม/ทนนยม /ประชาธปไตย(นำาโดยสหรฐอเมรกา) ทง 2 ขวอำานาจตางสะสมกำาลงและหาพวกเขามาเปนสมาชกของฝายตวเอง โดยการนำาความชวยเหลอดานตาง ๆมาใหกบประเทศดอยพฒนา ประเทศไทยเลอกอยขวเสรนยมตงแตรชกาลท 6 เพราะวารสเซยเคยจบกษตรยประหารชวต กษตรยทไหนกไมชนชม เพราะเกดความกลว จงไมเอาคอมมวนสต และเหนไดชดในรชกาลท 7 ชวงทานปรด พนมยงคเสนอเคาโครงเศรษฐกจและมเสยงวพากษวจารณวามแนวทางแบบสงคมนยมมารกซส จงทำาใหเคาโครงนนตกเปน แตภาพลกษณนนยงคงตดตวทานปรดไปตลอดเพราะทานเปนคอมมวนสต ในทสดประเทศไทยไมเขากบฝายโซเวยต

ป 1917 โซเวยตปฏวต ในขณะทจนปฏวตป 1949 จนปฏวตหลงโซเวยต 32 ป นำาโดยเหมาเจอตง ปฏวตแบบถอนรากถอนโคนทนากลว เปนเผดจการพรรคเดยว และใหการสนบสนน/ชวยเหลอใหมการจดตงพรรคคอมมวนสตในประเทศไทย(พรรคคช.) โดยเขามาแทรกซมในชนบทหรอหมคนจน เปนเหตใหรฐบาลไทยกลว

ทสำาคญคอหลงสงครามโลกครงท 2 ไทยไดรบความชวยเหลออนเปนคณปการยงจากอเมรกา คอ อเมรการบรองไทยวาเปนประเทศผชนะสงครามโลกครงท 2 (ขณะนนจอมพล ป.ไดจบมอกบญปน ยอมใหไทยเปนฐานทพของญปนเพอเดนทพไปพมา เนองจากจอมพล ป.อยในภาวะจำายอมสวนหนงเพราะวาญปนบกเขามาอยางไมรตว โดยยกพลขนบกในวนท 8 ก.ย.พรอมกนหลายจด รวมทงญปนมอาวธยทโธปกรณทดกวาไทย สามารถสรางเครองบน /เรอดำานำาไดเอง เพราะญปนมการพฒนาอตสาหกรรมตงแตรชกาลท 5

ความเตมใจอกอยางหนงของจอมพล ป.ทยอมใหญปนใชไทยเปนฐานทพ เพราะวาชวงทเรามขอพพาทกบฝรงเศส กรณบรเวณพนทในภาคตะวนออก เชน พระตะบอง เสยมราฐ พระตะบอง ศรโสภณ ตราด ฯลฯ ญปนเขาขางจอมพล ป. ทำาใหญปนกลายเปนนำามตร/มหามตรของไทย รวมทงจอมพล ป.ชนชมในความเปนชาตนยมของญปน เพราะจอมพลป.คดวาประเทศไทยเปนศนยรวมของคนเชอสายไททกเผา และเราตองรวมวงศไพบลยกบญปน เนองจากญปนจะเปนมหาอำานาจเศรษฐกจของคนผวเหลอง และไดทานปรด พนมยงค,เสนย(สายอเมรกา) ปราโมช(สายองกฤษ) เปนเสรชนในกระบวนการเสรไทย

หลงสงครามโลกครงท 2 สนสดลง ญปนแพสงคราม ฝายศตรของญปนอยางเชนองกฤษ ,ฝรงเศสตางจองจะเลนงานประเทศไทย โดยการเรยกคาปฏกรรมสงคราม และปรบใหประเทศไทยเปนชาตผแพ แตอเมรกาเปนชาตแรกทออกมายนยนวาประเทศไทยถกภาวะจำายอมใหเขากบญปน แตประชาชนไทยไม

เอาดวยกบรฐบาล จะเหนไดจากเสรไทยทเขามาชวยฝายสมพนธมตร จงทำาใหไทยไมตกอยในประเทศผแพสงคราม

ดงนนหลงสงครามโลกไทยเปนพนธมตรกบอเมรกา สวนจอมพล ป.ถกจบในขอหาอาชญากรรมสงคราม และตอมาทานกลายเปนแมว 9 ชวต ถกทหารเรอจบไปกกขงบนเรอกลางแมนำาเจาพระยา ในทสดทานกลบมามอำานาจใหมจากเหตการณ 2489 เมอพระเจาอยหวรชกาลท 8 สนพระชนม ขณะนนทานปรดเปนผสำาเรจราชการ(เปนศตรทางการเมองของจอมพล ป.) จงอยากกำาจดโดยการอภปรายทางรฐสภา นายกรฐมนตรขณะนนคอหลวงธำารงนาวาสวสด ตอมาเมอจอมพลผนทำาการรฐประหาร จอมพล ป.กขนมามอำานาจใหม แลวหนไปดกบรฐบาลอเมรกา โดยการออกพ.ร.บ.ปราบปรามการกระทำาอนเปนคอมมวนสต 2495 (เปนการเอาใจอเมรกา)

จากเหตการณทอาจารยเลามาทงหมดนเพอใหนกศกษาทราบวาเราเปนพนธมตรกบอเมรกามาตงแตตน ประกอบกบสหรฐฯตองการไทยเขาเปนพวกของตวเอง ตามนโยบายของอเมรกาทไดหยบยนความชวยเหลอใหกบประเทศอน ๆในภมภาคนเชนเดยวกน เชน เวยดนาม ฟลปปนส มาเลเซย อนโดนเซย

พ.ศ.2000 จอมพลสฤษฎทำาการรฐประหารสำาเรจ ตอมาป 2500 ทำารฐประหารรฐบาลของพรรคพวกตวเองอกครง โดยแตงตงคณพจน สารสนเปนนายกรฐมนตร ตอมาอก 3 เดอนมการเลอกตง จงแตงตงจอมพลถนอม กตตขจร เปนนายกรฐมนตร เพราะนายกฯไมตองมาจากการเลอกตง จนกระทงป 2001 จอมพลสฤษฎกลายเปนหวหนาปฏวตรฐบาลจอมพลถนอม

พ.ศ.2502 อเมรกาไดสงทมผมความเชยวชาญจากธนาคารโลกและผเชยวชาญทางเศรษฐศาสตรเขามาศกษาสภาพปญหาของประเทศไทยแลวทำาการแกไข และไดเสนอรายงานฉบบหนงชอวา “ A Public Program of Development for Thailand” (หนา 45) รายงานฉบบนมทมาของการเกดแผนพฒนาฉบบท 1 ซงผเชยวชาญจากธนาคารโลกและอเมรกาไดเขามาชวยรางแผนพฒนาฯทงแผน 1 และแผน 2 เพราะเราไมเคยมแผนพฒนามากอน และไมรวาจะเขยนอยางไร โดยแผนพฒนาฯฉบบท 1 เนนโครงการ(Project Oriented) ,วเคราะหโครงการ(Project Analysis) มการเสนอโครงการพฒนา 2 โครงการ เปนโครงการเตรยมดานสาธารณปโภค คอ การสรางเขอนยนฮ(เขอนภมพล) จ.ตาก โครงการนตองใชเงนในการสรางสงมาก และโครงการพฒนาลมนำาแมกลอง ยคนเราเรยกวา ยคพฒนานยม “(Developlism) ” (หนา 122)

อาจารยใหนกศกษาดหนาทหนา 122 เปนหลก อยางทอาจารยบอกวากอนเรยนวชานอาจารยไดโทรคยกบคณกง(บปผา) โดยกงบอกวาของเดมทอาจารยสอนเคยนนดแลว เพราะอาจารยไดรายประวตศาสตรมาตงแตเรมแรกเพราะจะทำาใหนกศกษาเหนลำาดบววฒนาการของแนวคด/เหตการณทเกดขนและจะทำาใหเขาใจปจจบน ซงการเขาใจปจจบนไดนน เราจะตองรรากหรอทมาทไปกอน

ววฒนาการของทนนยมโลกและการพฒนาในแนวทนนยม อาจารยไดกลาวถงแนวคด Developmentism ในชวงสงครามเยนวา ในชวงสงครามเยน(Cold War) โลกแบงออกเปน 2 คาย คอ คายรสเซยกบคายอเมรกา

คายรสเซย มตวแบบในการพฒนาประเทศแบบสงคมนยมคอมมวนสต สมาชกในคายไดแก เวยดนามเหนอ ควบา แองโกลา เกาหลเหนอ รวมทงแอฟรกา(ไมทงหมด) มการพฒนาตามแบบของอดตสหภาพโซเวยต

การพฒนาของสหภาพโซเวยตปค.ศ.1917 เกดการปฏวตราชวงศโรมานอฟ(พระเจาซารท 2)

นำาโดยเลนน หวหนาปฏวต(เลนนเปนชอนามปากกา) และพรรคบอเชวค โดยปฏวตตามอดมการณของคารล มารก

คารล มารก เปนนกสงคมวทยาชาวเยอรมน มชวตอยในชวงองกฤษปฏวตอตสาหกรรม และไดเหนการเอารดเอาเปรยบของนายทนทกระทำาตอผใชแรงงาน คารล มารกมพนฐานการศกษาในเชงปรชญาจากเฮเกล ไดเขยนหนงสอเรอง “The Capital : ทน ”โดยอธบายถงการเอารดเอาเปรยบของนายทนทมตอผใชแรงงานวาเปนอยางไร ในทสดมารกซไดชกชวนผใชแรงงานใหมจตสำานกตอความเปนชนชนเดยวกนแลวลกขนปฏวตนายทน ปฏวตเพอใหมความเสมอภาค และนำาสงคมไปสสงคมทเรยกวา สงคมคอมมวนสต

สงคมคอมมวนสต แปลวา ไมอนญาตใหปจเจกบคคลนนมทรพยสนสวนบคคล ทรพยสนทงหมดเปนของสวนรวม ทกคนมสทธเทาเทยมกน ผลผลตทไดกนำามาแบงกน เชน ทดน เครองมอการผลต โรงงานอตสาหกรรม สงคมคอมมวนสตเปนสงคมในอดมคต เนองจากสงคมในขณะนนไมมสงคมในลกษณะน เมอเลนนมความเลอมใสในอดมการณแบบสงคมคอมมวนสตของคารล มารก และขณะนนในรสเซยเปนระบบทนนยมทลาหลง มความเปน

ศกดนาสง(มทดนมาก/เจาขนมลนาย) ชาวนา/กรรมกรแรงงานเดอดรอน

ในทสดเลนนทำาการปฏวต โดยปฏวตระบบเศรษฐกจ และใหพรรคบอเชวคขนมาเปนรฐบาลเพยงพรรคเดยว เปนการปกครองระบอบ เผดจการแหงชนชนกรรมาชพ หมายความวาประชาชน“ ”เปนใหญในแผนดน ชาวนา/กรรมกรทเคยถกเอารดเอาเปรยบกจะขนมาเปนผปกครอง หรอคนเบยลางขนมาปกครองประเทศ แตขอจำากดวาคนหมมาก/จำานวนมากจะปกครองประเทศไมไดจงตองอาศยพรรคบอเชวค พรรคคอมมวนสตขนมากระทำาการแทนประชาชน ทำาใหพรรคคอมมวนสตเบเชวคเปนเพยงพรรคเดยวททำาการปกครองและวางระบบเศรษฐกจแบบคอมมวนสต(ทงหมดเปนของสวนรวม/สวนกลาง) รฐบาลกลางมหนาทจดการดานระบบเศรษฐกจ แตการจดการเศรษฐกจจำาเปนตองมแผน

เราจงกลาวไดวาแผนทเกยวกบเศรษฐกจเกดขนเปนครงแรก/แหงแรกในสหภาพโซเวยต และแผนเศรษฐกจทเลนนและพรรคพวกรางขนมาเปนแผนระยะยาว 10 ป เรยกวธการวางแผนนวาการวางแผนจากสวนกลาง (Central Planning /Imperative Plan : บงคบ /Directive Plan : บงการ/สงการ) หมายความวา พรรคคอมมวนสตเปนรฐบาล การวางแผนมาจากรฐบาลกลาง มผลบงคบใชในทกภาคสวนวาจะทำาอะไร ผลตเทาไร ผลตอะไร ผลตอยางไร ผลตแลวแจกจายไปใหใคร ใครจะไดรบสวนแบงเทาไหร อยางไร รฐบาลกลางตองเปนผกำาหนด

นคอรปแบบการวางแผนพฒนา และระบบนไดนำาไปใชในเกาหลเหนอ(ซงเปนมรดกของการปฏวตของสงคมคอมมวนสตจนกระทงปจจบน) ,เวยดนามเหนอแมวาจะรวมกบเวยดนามใตเปน

เวยดนามเดยว ,ลาว (สมนของโซเวยตมากอน),ควบา เปนตน เพราะฉะนนสรปไดวาแผนพฒนาเกดขนครงแรกในโลกคอมมวนสตปค . ศ .1917 หลงจากการปฏวต

ถามวา : ทำาไมแผนพฒนาไมเกดขนในโลกทนนยมกอน ตอบวา: แผนพฒนาเกดในโลกคอมมวนสตเพราะวาพรรคคอมมวนสตถออำานาจรฐ แผนออกมาจากรฐ โดยรฐสงใหกระทำาการตาง ๆ แตโลกทนนยมบทบาทของรฐนอย ใหความสำาคญกบกลไกตลาดมากกวาการแทรกแซงของรฐในภาคเศรษฐกจ *ระบบทนนยมในโลกเกดขนในศตวรรษท 15 (Capitalism)

ทฤษฎววฒน�ก�รท�งสงคมของค�รล ม�รก(Karl Mark)

มารกเปนผยงใหญเพราะไดศกษาประวตศาสตรโลกโดยเฉพาะศกษาประวตศาสตรของสงคมยโรป โดยอธบายวาสงคมยโรปมววฒนาการมาอยางไร โดยใชทฤษฎ 2 ทฤษฎ คอ

1.ทฤษฎวตถนยมวภาษวธ (Dialectical Materialism) มาจากคำาวา Dialectic แปลวา ขดแยงกนในเชงวตถ ผลของการขดแยงเชงวตถทำาใหมววฒนาการเปนยคสมย

2.ทฤษฎวตถนยมเชงประวตศาสตร(Historical Materialism)

ทฤษฎวตถนยมวภ�ษวธ (Dialectical Materialism) ซงเปนทฤษฎทใชในการวเคราะหสงคมของคารล มารก โดยกลาววา สงคมหนง ๆแบงออกเปนสวนลางกบสวนบน ดงน

-โครงสรางสวนลาง กำาหนดสวนโครงสราง-โครงสรางสวนลาง ไดแก ระบบการผลต ระบบเศรษฐกจ

เทคโนโลยการผลต(แรงงาน/เครองมอ/วว/ควาย/รถแทรกเตอร)

พลงการผลต(พลงลม /พลงนำา/เครองจกรไอนำา/แรงงานคน/แรงงานสตว)

-โครงสรางสวนบน ไดแก ระบบความเชอ การเมองการปกครอง ศาสนา จารตประเพณ กฎหมาย ระบบความสมพนธของคนทเกยวของกบการผลต

ทฤษฎของมารกใหความสำาคญกบวตถ มองวตถเปนตวกำาหนดสงคม มองววฒนาการของสงคมเปนยคเปนสมยของสงคมโดยดจากความเจรญของวตถ และโครงสรางสวนลางจะเปนตวกำาหนดโครงสรางสวนบน โดยดวาสงคมนนมเทคโนโลยการผลตอยางไร มระบบการผลต/ระบบเศรษฐกจอยางไร และระบบความเชอ จารตประเพณ ศาสนากจะเปนอยางนน(จะเขาคกน) แตมนษยเราเปนสตวฉลาดจงคดเครองมอเครองใชใหม ๆ

-เมอมการเปลยนแปลงทโครงสรางสวนลาง(มนษยไมหยดคด) แตโครงสรางสวนบนยงไมเปลยน จะเหนวาสงทเปลยนแปลงไปจะขดแยงกน ทำาใหสงคมตองหาความสมดล เมอโครงสรางบนกบโครงสรางลางขดกนทำาใหเกดความขดแยง/เกดการปฏวต จำาตองมการเปลยนแปลงทโครงสรางสวนบน(การเมองการปกครอง/กฎหมาย/ระบบความเชอ/กบระบบความสมพนธในการผลตแบบเดม) เพอใหเขาคกบโครงสรางสวนลางทเปลยนไปกอนแลว

สรปงาย ๆวาโครงสรางสวนลางแบบหนงจะคกบโครงสรางสวนบนแบบ เชน โครงสรางสวนลางมการใชแรงงานคนไถนา ในขณะทโครงสรางสวนบนความสมพนธของคนในสงคมเปนความสมพนธแบบเครอญาต มการแบงปนกนในหมเครอญาต ไมมการเอารดเอาเปรยบกน แตเมอโครงสรางสวนลางเปลยนไป โดย

การนำาแรงงานสตวมาใช รจกผลต/การถลงโลหะ/รจกประดษฐลอ(ชวยในการขนสง เบาแรงขน ทำาใหโครงสรางสวนบนเปลยนแปลงไป ความสมพนธในการผลตเปนความสมพนธแบบนายกบทาส

นคอทฤษฎวตถนยมวภาษของคารล มารก จากทฤษฎนทำาใหไดทฤษฎวตถนยมเชงประวตศาสตร

ทฤษฎวตถนยมเชงประวตศ�สตร(Historical Materialism)

มารกไดแบงสงคมในอดตถงปจจบนเปน 4 สงคม และสงคมท 5 เปนสงคมในอนาคต(สงคมในอดมคต) โดยวดจากความเจรญทางวตถเปนตวตง จากเจรญนอยไปสเจรญมาก/จากลาหลงไปสกาวหนามาก (มองววฒนาการของสงคมในเชงเปนเสนตรงแบบเฉยงขน) ดงน

1.สงคมชมชนบพก�ล (Primitive communal society) จำางาย ๆคอ Common /Community ซงมาจากคำาวา Communist = Commonness แปลวา เหมอนกน/รวมกน ดงนนชมชนบพกาล คอ ความเหมอนกนในสงคมดงเดม หมายถง สงคมททรพยากรทงหมดของคนในสงคมเปนของทกคน ทกคนเปนเจาของรวมกน ทกคนใชรวมกน กนดวยกน ไดแก สงคมชนเผาในดกดำาบรรพ (ปจจบนสงคมลกษณะนมอยในท ๆหางไกลจากวตถ เชน อฟฟรกา ,หมเกาะปาปวนวกน(สงคมคนปา),สงคมชาวเล ,สงคมชาวเขาผตองเหลองในประเทศไทย

ชนเผาผตองเหลอง เปนชนเผาทดอยความเจรญทสด แทบจะไมมผาตดกาย มการนำาเถาวลยมาถกปดอวยวะเพศของตวเอง เรรอนไปตามปาทอดมสมบรณ ขดเผอก ขดมน ลาสตวไปเรอย ๆ

เราเรยกชนเผานวาผตองเหลองเพราะวามการตดใบไมมาทำาเปนเพงทพก เมอใบไมเหลอง/แหงกจะไดเวลายายทอยใหม สงคมลกษณะนเปนสงคมแบบคนปา จะเหนวายโรปเคยผานสงคมแบบนมากอน โครงสรางสงคมสวนลางเปนแบบดงเดมใชขวานหน เครองใชสำารด ใชแรงงานคน/สตวเลก ๆนอย ความสมพนธของคนในเผาเปนพนองเครอญาตกน สายเลอดเดยวกน นบถอผบรรพบรษคนเดยวกน แตเมอสมาชกในเผาขยายตวมากขน ทำาใหมการแยงชงททำากนของผอน ดงนนชนเผาทฉลาดกวา/คดเครองมอในการรบไดดกวากจะเปนผชนะ

ประวตศาสตรไทยกลาววาดนแดนสวรรณภมเคยเปนดนแดนของขอมมากอน(มาจากตำานานพระรวง ขอมดำาดน) โดยกลาววาพอขนศรอนทราทตยไดรวบรวมพนธมตร เชน พอขนผาเมอง เจาเมองราด ฯลฯ ลกขนขบไลอทธพลของขอม เพราะขอมมโครงสรางสวนลางดมาก เหนไดจากเมองเสยมราฐมบาราย อางเกบนำาทมนษยสรางขนมาเพอใชในการกกเกบนำาในการทำานา กวางใหญไพศาลมาก สงคมของขอมนนอดมสมบรณ ประชาชนอมทอง มความสข ไมอดอยาก ทำาใหขอมมอำานาจมาก มความฉลาดกวาคนในแหลมสวรรณภม ขอมจงมสถานะเปนนาย ในขณะทคนทอยในแหลมทองมสถานะเปนทาส มหนาทตองสงสวยนำา/เครองบรรณาการใหกบขอม การสงนำานนเปนสงทยากลำาบาก จงมคนทฉลาดคดนวตกรรมใหม ๆทสำาคญขนมา โดยนำาไมมาสานแลวยาดวยชนยา สามารถเกบนำาไดมนำาหนกเบา ในทสดเมอรถงหเจาเมองขอมกคดวาผมบญมาเกดแลว ตองเปนกบฏเขามาแขงดวงกบตวเองแนนอน จงสงโขลนลำาโพน ซงมคาถาในการดำาดน เมอดำาดนมาโผลกลางลานวด เจอกบพระรวงพอดแลวถามพระรวงวา

คนไหนคอพระรวง ตวเองจะมาฆาพระรวง พระรวงซงมวาจาสทธบอกวาใหรออยตรงนกอน ในทสดขอมกกลายเปนหนไป

จากตำานานนอาจารยยกมาเพอใหเหนวาสงคมทคนฉลาดกวา/มเทคโนโลยสงกวากจะเปนนายหรอเปนผชนะ สวนผแพกจะมาเปนทาส จะเหนวาในสงคมยคทาสตะวนตกนนมมาก

อทธพลของอ�รยธรรมตะวนตกตอก�รพฒน�แบบทนนยม

1.อารยธรรมอยปตโบราณ เชน การสรางพระมด ฟาโร2.อทธพลของกรกโบราณ3.อารยธรรมเมโสโปเตเมย (ใหนกถงประเทศอรก มแมนำาท

สมบรณ 2 สาย คอ แมนำาไทกรซ เปนลมนำาทเปนบานเกดของซดดม ฮนเซน และแมนำายเคตส) ทำาใหเกด

-อารยธรรมสเมเรยน-อารยธรรมยบาบโลน -อารยธรรมเปอรเซย(ปจจบนคออหราน)-อารยธรรมฟนเซย คดพยญชนะ 22 ตว ทตนกำาเนดของ

อกษรกรกและโรมน ตองอาอกษรนนมาผสมกนจงจะอานเปนคำา ๆ( แตกตางกบอารยธรรมอยปตทอกษรอกษรภาพ)

-อารยธรรมฮบร (พวกยว) บญญต 10 ประการ2.อ�ณ�จกรโรมน(Slavery society) เปนอาณาจกรสดทาย

สำาหรบยคทาสในยโรปตะวนตก ในขณะอาณาจกรกรกเปนอาณาจกรทสรางความเจรญรงเรองใหกบยโรปมากทสด เนองจากอาณาจกรกรกมผร/นกปรชญามากมาย เชน เพลโต ,อรสโตเตล,อาคมดส(ยเรกา/สามเหลยมพทากอรส) เปนตน อาณาจกกรกเปนอาณาจกรทเจรญรงเรองมาก แตแตกออกเปน

อาณาจกรเลก/อาณาจกรนอย เพราะความรกอสระไมขนตอกน อาณาจกรสปาตาเปนอาณาทเขมแขงมากทสด แตอาณาจกรกรกตองพายแพอาณาจกรโรมน เพราะโรมนเปนชาตนกรบ มวนย และสามารถเรยนรจากศตร โดยการนำาความรของกรกมาสานตอ ทำาใหอาณาจกรโรมนเปนอาณาจกรทยงใหญ ไดแผอาณาเขตออกไปทงยโรปตงแตองกฤษ สเปน ฮอลแลนด ตรก ซเรย จอรแดน อยปต เปนสงคมทนบถอเทพเจา เรยกยคนวา ยคสนตโรมน(Romana Pax)

*Pax เปนชอของเทพดากรก เปนลกหลานของจด(ชอโรมน)/จพเตอร(ชอกรก) ซงจดกบจพเตอรเปนเทพองคเดยวกน Pax แปลวา สนตภาพ ดงนน Romana Pax แปลวา โรมนเปนผสถาปนาสนตภาพใหเกดขน เพราะโรมนเปนศนยกลางอำานาจใหญ ไมมใครกลาทรยศ ทกแควนตองสยบราบคาบ อยอยางสงบเรยบรอย เพราะจาฝงเขมแขง แขงแรง

ในปลายอาณาจกรโรมนเกดศาสนาครสตขนมา ซงแตกมาจากศาสนายว (รวมทงศาสนาอสลามแตกมาจากศาสนายวเชนกน) เหนวาทง 3 ศาสนานมพระเจาองคเดยวกนแตเรยกชอแตกตางตามสำาเนยงทพดกน มตำานานคลาย ๆกน/เหมอน ๆกน จงมการนบถอเทพเจาองคเดยวเหนอเทพเจาองคอนในปลายยคของโรมนศตวรรษท 4 (ค.ศ.330) กษตรยโรมนหนมานบถอศาสนาครสต ดงนนเมองในอาณานคมของโรมนจงหนมานบถอศาสนาครสตทงหมด ดงนนเมออาณาจกรโรมนลมสลายแตศาสนาครสตไมไดสลายตามไป เนองจากเปนอำานาจของความศรทธา/ความเชอทำาลายยาก ยงคงอย

อาณาจกรโรมนลมสลายในศตวรรษท 5 เนองจากกษตรยของโรมนพระองคหลง ๆไมคอยดเทาไหร มจตวปรตอยด ๆลกขนเผาเมองแลวบอกวาสะใจ และมการสรางสนามกฬาเพอใหคนมาสกบสตว/คนสกบคน เหมอนเปนละครจรง สจรง ตายจรง เมออาณาจกรโรมนเสอม จาฝงตาย ทกคนไมเกรงกลวใคร อยากเปนใหญกนทกคน จงเกดการทะเลาะกน แยกกน อำานาจทเคยรวมศนยอยทโรมนแตกกระจดกระจายกลายเปนเมองเลกเมองนอยไมขนตอกน(เชนเดยวกบกรงศรอยธยาของไทยทแตกออกเปน 7 กก โดยไมตองขนอยกบกรงศรอยธยาอกตอไป) ในทสดยโรปเขาสสงคมศกดนา(Feudal Society)

3.สงคมศกดน� (Feudal Society) มาจากคำาวา fief แปลวา ทดนทกษตรยยกใหขนศกทชนะในการทำาสงครามกบเมองอน ทดนเหลานนเปนทดนของไพร/ผทอยตดท (serf) ดงนนเมอทดนยกใหผอนแลว ไพรตดทนนกตองมนายคนใหมคออศวน/ขนศก

สงคมศกดนาเปนสงคมอปถมภทมอำานาจลดหลนกนลงมา ตำาสดคอไพร สงขนไปคอขนศก เหนอขนไปคอกษตรย สงคมศกดนาในยโรปดำาเนนมาเปนเวลา 1,000 ป และลมสลายในศตวรรษท 15 โดยมสงคมทนนยมเขามาแทน(Capitalistic Society) ในยคสงคมศกดนามการแตกออกเปนอาณาเลกอาณาจกรนอย แตศาสนายงคงเปนปกแผน เปนหนงเดยว มศนยกลางอยทนครวาตกน ทำาใหศาสนาครสตมอทธพลครอบงำาความเชอของประชาชน กษตรย ออกมาเปนลทธทเกยวของกบการเมองการปกครอง เชน

ยคลทธเทวสทธ(The Divine Right OF King)

ยคลทธเทวสทธอยในยคกลาง เปนอทธพลของศาสนาครสต ใหการสนบสนนระบบเศรษฐกจแบบศกดนาภายใตการปกครองของกษตรย ระบบเศรษฐกจเปนแบบพงพาธรรมชาต/เศรษฐกจในภาคเกษตรกรรมในชนบท หรอเรยกวา ระบบเศรษฐกจแบบพอยงชพ(Self –subsistence) ผลตเพอบรโภค ใชระบบแลกเปลยน(barter-trade) คอ เอาหมไปเอาไกมา เปนตน

ศาสนาครสตไดอธบายวา กษตรยมความชอบธรรมทจะปกครองเพราะไดอำานาจจากพระเจาผานทางสนตะปาปา สนตะปาปาจะเปนผสวมมงกฎใหกบกษตรย ในขณะเดยวกนถากษตรยทำาผด สนตะปาปามสทธจะถอนออกจากกษตรยได ซงผเสนอแนวคดนสวนใหญเปนพระ

ทฤษฎทใหการสนบสนนลทธน คอ ทฤษฎจกรวาลและโลก และทฤษฎอนทรย ทฤษฎเหลานไดอธบายวา

-จกรวาลและโลกเปนอนทรยเดยวกน เคลอนไหวตามพลงผลกของจตอนเดยวกน คอ พระเจา

-ชวตสงคมและการเมองเปนสวนหนงของระบบจกรวาล สมาชกของสงคมตางทำางานในหนาทของตนทตางกนไป แตรวมกนแลวตางกทำาประโยชนใหสงคมดวยกน

-ผทอยตำากวา(ประชาชน)รบใชผทอยสงกวา(กษตรย) ผทอยสงกวาจะนำาและควบคมผทอยตำากวา

-ระบบสงคมตองมสวนทเปนหวหนาปกครอง(กษตรย) เหมอนกบรางกายทมวญญาณปกครอง

ตอมาในชวงปลายของยคเทวสทธ ไดมการเคลอนยายเขาสยคสมบรณาญาสทธราช

ยคลทธสมบรณ�ญ�สทธร�ช

ลทธสมบรณาญาสทธราชแตกตางกบระบบสมบรณาญาสทธราชของไทย เนองจากหลกคำาอธบายของศาสนาพทธ/พราหมณกบศาสนาครสตนนแตกตางกน เชนศาสนาพทธ/พราหมณอธบายวา กษตรยตองเปนธรรมราชา(หมายความวา คนยอมรบอำานาจของกษตรยเพราะธรรมทกษตรยองคนนทรงครองอย)

ลทธสมบรณาญาสทธราช (Absolute Monarchy) หมายถง -อำานาจเดดขาดในสถาบนเดยว/องคกรเดยว คอ กษตรย -เชอวาอำานาจเดดขาดนน ๆจะกอใหเกดความมนคง ม

เสถยรภาพ สนตภาพ (คลาย ๆกบ Romana Pax ทอำานาจเดดขาดอยทจกรพรรดโรมนในกรงโรม บานเมองมความเปนปกแผน มสนตภาพ และคลาย ๆกบยคนายกฯทกษณ)

-เนนการรวมศนยอำานาจยงกวาลทธเทวสทธ และไมตองการใหศาสนามอำานาจเหนออาณาจกร(อาณาจกรตองมอำานาจเหนอศาสนา)

-มความโนมเอยงไปทางวตถนยม -นกทฤษฎทสำาคญของลทธน ไดแก นโคโล แมคเคยวเวลล

คำาสอนของนโคโล ถกพวกนกปรชญารฐศาสตรดาโจมตวาเปนลทธแบบมาร แตเปนลทธทแสดงถงสนดานจรงของมนษย และ โทมส ฮอบส สงเสรมอำานาจสงสดอยทกษตรย

-สนบสนนระบบเศรษฐกจ/ลทธทางเศรษฐกจแบบพาณชยนยม

ลทธนอยในชวงยคปลาย ๆของยคศกดนา เกดการฟ นฟศลปะวทยาการ(เรอเนสซองก : เกดใหม) เปนการเกดใหมของความนยมในศลปะ ปรชญา วทยาการแบบกรกและโรมน

*ถาม : กรกและโรมน ,ครสตตางกนอยางไร ตอบ : กรกและโรมนมการแสวงหาความรกบความจรง จงมความเจรญดานวทยาศาสตร เชน มวชาเลขาคณต เรขา ดาราศาสตร ฟสกส แตเมอถงยคกลางของศาสนาครสตมการนำาความเชอ/ความศรทธาทมตอพระเจานำาหนาเหตผล/ความใฝรทางวทยาศาสตร เอาคมภรไบเบลเปนตวตงแลวอธบายทกอยาง สนตะปาปามอำานาจมาก สามารถสงใหคนตดคก/ประหารชวตได ทำาใหยคกลางเปนยคทอยในโลกของความมด จงเรยกยคนวา ยคมด “ ” (จากศตวรรษท 5 – 13)

ศตวรรษท 13 ประชาชนเกดความเบอหนายความเครงของศาสนา /เบอความงมงาย /เบอบาทหลวงททำาตวเละเทะนาสงสย จงเกดคำาถาม/เกดความอยากรหนไปการหาความจรงใชวธการทางวทยาศาสตรโดยการสงเกตในเชงประจกษ ดงนนจงเกดกระแสฟ นฟศลปะวทยาการ(ยคเรอเนซองก)ครงแรกในอตาล นกวทยาศาสตรในยคเรอเนสซองก เชน ลโอนาโด ดารวนช ,ไมเคล แองเจเลอร เปนตน\

ยคฟ นฟศลปะวทยาการหรอยคเรอเนสซองก (หมายถงการเกดใหมของอารยธรรมกรกโรมน) ประชาชนลดความเชอ/ความงมงายในพระเจา ใหความสนใจในตวมนษยเองมากขน สนใจความสขของตวเอง เปนพวกมนษยนยม(Humanism) เปนการกลบไปรอฟ นศลปวฒนธรรมในยคกรก-โรมน ในขณะทบาทหลวงในศาสนาครสตสอนวา มนษยอยาแสวงหาความสขใสตว(เปนความเหนแกตว) การบำารงบำาเรอหาความสขใสตวนนเปนบาป ทำาใหกเลสเตบ บงอาจไปแขงกบพระเจา เพราะฉะนนเราตองอยอยางเรยบงายสมถะ รบใชพระผเปนเจา มนษยตองนกถงสงคม ผยากไร ซง

การชวยเหลอผยากไร/ชวยเหลอสงคมคอการชวยเหลอพระเจา(อยาสนใจตวเองใหสนใจผอน)

การวาดภาพในยคศาสนาครสต(ยคกลาง)คนสามารถวาดไดเฉพาะรปบาทหลวง แมช พระเจา พระนางมาเรย ตำานานศาสนาครสต แตในยคฟ นฟศลปะวทยาการคนสามารถวาดเหมอนได เชน ดารวนชวาดรปพระนางโมนาลซา(แมของขนนางเศรษฐ คหบด) เปนภาพทสวยงามเลยนแบบศลปะกรกทศกษาสรระ/กายวภาคของคน เชน ภาพเดวดชายหนมเปลอยกายเหนพวงสวรรค ยกมอโชวกลามเปนมด ๆ ,ภาพเพยรตา(ภาพแกะสลกพระนางมาเรยอมพระเยซทปลดมาจากไมกางเขน ภาพอยทโบสถเซนพเตอร กรงวาตกน)

ในศตวรรษท 14-16 มการปฏรปศาสนา เกดนกายโปรแตสแตนสเปนนกายทแตกออกมาจากนกายโรมนคาทอลก จรง ๆศาสนาครสตแตกออกเปน 2 นกายตงแตปค.ศ.1054 คอ นกายออทอดอกซ(ศนยกลางอยทตรก คมภรเขยนดวยภาษากรก) และนกายโรมนคาทอลก(ศนยกลางอยทกรงโรม/วาตกน คมภรเขยนดวยภาษาลาตน)

ตอมานกายโรมนคาทอลกแตกออกเปนนกายตาง ๆบาทหลวงพยายามอรรถาธบายคำาสงสอนทสาวกพระเยซจดจำาแลวรวบรวมไวในคมภรไบเบล จนกระทงกลายเปนคณะ/สำานกทางวชาการ เปดสอนเปนมหาวทยาลยแหงแรกของโลกทเมองโบโลนยา โดยเปดสอนคณะเทววทยา(Theology) สอนเรองศาสนาครสตโดยเฉพาะ มการอธบายกนพสดารมากมาย เชนอยางทรกนวาพวกครสตางคนบถอพระนางมาเรย พระนางมาเรยมบตรคอพระเยซ เปนหญงพรมจรรย ลกในทองไมไดเกดจากสามทชอโจเซฟ แต

เปนการดลบนดาลของพระผเปนเจา พระผเปนเจาเอาพระบตร(พระเยซ)มาฝากไวในครรภของหญงพรมจรรย ทง ๆทคำาอธบายนไมไดเกดขนในยคทพระเยซสงสอนสาวก แตมาตความกนภายหลง 500 กวาปหลงจากพระเยซประสต เปนการตความกลายเปนสาขาวชาขนมา

ศาสนาครสตนกายคาทอลกสอนใหคนเชอในเรองโลกหนา เชอมนในพระเจา สอนใหคนบรจาคเพอการไดไปเกดในสวรรคและไดพบพระเจาในโลกหนาโดยบาทหลวงเปนผมบทบาทสำาคญในการตดตอระหวางคนกบพระเจา ทำาใหบาทหลวงมอำานาจมาก ดงนนเมอสนตะปาปามอำานาจมากจงเกดการคอรรปชน เพราะใคร ๆกกลวสนตะปาปาขเรองตกนรก ไมใหพบพระเจา เพราะฉะนนจากคำากลาวทวา ทไหนมอำานาจมาก ทนน“

จะมการฉอฉลมาก : Power tends to Corrupts , Absolute Power tends to Corrupts Absolutely ” นนเปนจรง

มารตน ลเธอรผนำาโปรแตสแทนส บาทหลวงจากบานนอกของรสเซย เครงครดในหลกศาสนา จงดนดนมากรงโรม และพบวาแตกตางกบคำาสอนทไดศกษา

มา บาทหลวงรำารวย มเมยมลก จงเขยนคำาประทวง/ขอเรยกรอง 95 ขอไปตดไวทหนาตำาหนกของสนตะปาปา ซง 1 ใน 95 ขอนนกลาววา มนษยเปนปถชน คนมาบวช

เรยนคอมนษย สนชาตญาณของมนษยคอความตองการของมนษย จะหามความตองการตามธรรมชาตทไมใหพระแตงงานนนผดธรรมชาต ดวยเหตนทำาใหสนตะปาปามทงเมยและลก เพราะฉะนนจงควรยกเลกขอหามน สนตะปาปาโกรธสงใหจบตายมาร

ตน ในทสดมารตนตองหนไปยโรปตอนเหนอกลบไปเยอรมนเพอไปหากษตรย กษตรยใหการอปถมภ/เขาขางมารตน ลเธอร เพราะตองการแยกตวออกจากศาสนานานแลวเนองจากศาสนาครสตนกายโรมนคาทอลกกษตรยตองอยภายใตศาสนา

ตองเสยภาษศาสนาในอตราทแพงมาก ดงนนเมอมารตนไดรบการอปถมภจากกษตรยในเยอรมนจงไดประกาศศาสนา

นกายเปนนกายลเธอรแตนสขนมา ตอมาไดแตงงานกบช มบตรดวยกน พวกยโรปทางเหนอ/คนเชอสายเยอรมนสวนใหญจะนบถอนกายโปรแตสแตนส เชน ยกเวน

เยอรมนทางตอนใต คอออสเตรเลยยงคงนบถอโรมนคาทอลก

คำาสอนของนกายโปรแตสแตนส คอ ทกคนเทาเทยมกนในสานตาของพระเจา ทกคนสามารถเขาถงพระเจาไดโดยไมตอง

อาศยบาทหลวง กษตรยสามารถมอำานาจเดดขาดไดโดยไมตองอาศยสนตะปา ในทสดเกดลทธสมบรณาญาสทธราช .................................

ส�ระน�ร.......-ระบบเศรษฐกจแบบพอยงชพ(Self –subsistence) คอระบบ

การผลต ผลตเพอพอยงชพ (เชนเดยวกบตำาขาวสารกรอกหมอ) จะไมเหมอนกบปรชญาเศรษฐกจพอเพยง(Self – sufficient) ของในหลวง

*************************************************

คำ�บรรย�ยวช� PS 704 แนวคว�มคดและนโยบ�ยในก�รพฒน�ประเทศไทย

Concepts and Policy of Development in Thailand ผศ.เส�วลกษณ สขวรช วนท 13 ตล�คม พ.ศ. 2550

ภ�คเช�

นโคโล แมคเคยวเวลล (Nicolo Machinwelli : 1469 -1527) นกทฤษฎชาวอตาล ไดเขยนหนงสอทโดงดงชอ”The Prince : เจาชาย เปน”หนงสอทเขยนขนเพอสอนรชทายาทของผครองนครฟอรเรนท เพราะยคนนมการแยงชงอำานาจกนมากระหวางขนนางเมองตาง ๆและมสนตะปาปาเขามาเลนการเมอง เปนผทสนบสนน/ยยง/ยแยขนนางคนโนนคนน แมคเคยวเวลลเขามาเปนครสอนเจาชายเมองฟอรเรน เปนลกชายของคหบดทมชอเสยงตระกลเมดซ ทเปนทงนายธนาคารและเจาเมอง เปนผทมอำานาจทางการเมอง ตระกลนภายหลงลกหลานไดแตงงานกบกษตรยของฝรง ดงนนเมอมการ

แยงอำานาจ เมอไดอำานาจมาจะทำาอยางไรทจะรกษาอำานาจทแยงเอาไวไดเพอไมใหถกแยงเอาไป ดงนนแมคเคยวเวลลไดเขยนหนงสอสอนเจาชายไววา...

-เชอวามนษยเปนสตวทชวราย เหนแกตว อกตญญ เปลยนใจงาย โกหก หลอกลวง โลภ แกงแยงตกนตลอดเวลา ถาไมมกฎขอบงคบและอำานาจบงคบแลวจะเกดสภาพอนาธปไตย ความมนคงจะเกดขนไดกตอเมอมรฐบาลทเขมแขงมอำานาจเบดเสรจ

-ผปกครองตองรกษาอำานาจเดดขาดไวใหได ผปกครองจะสามารถหรอไมวดกนดวยมาตรฐานนเทานน ไมใชวดดวยศลธรรม อำานาจเปนคนละเรองกบศลธรรม การทำาสงทถกตองของผปกครอง คอ การรกษาอำานาจไวใหได การเมองตองแยกออกจากจรยธรรม การเมองไมมดมชวในตวเอง อำานาจตองมากอนจรยธรรม ตองทำาใหผอยใตปกครองกลว

-ถาผปกครองตองรกษาอำานาจการปกครอง เขาจะตองเรยนรวาจะเปนผไรคณธรรมไดอยางไร และตองรจกใชหรอไมใชตามความจำาเปน

*แมคเคยวเวลลจงสรปวา..ผปกครองตองเปนทงสงโต/ราชสห ผมอำานาจ/เจาปา และตองเปนสนขจงจอก เจาเลห ไมมจรยธรรมในเวลาเดยวกน

โทมส ฮอบส (Thomas Hobbes : 1588 -1679) นกทฤษฎชาวองกฤษ มองวา

-การปราศจากอำานาจศนยกลางจะทำาใหคนตอสกนเอง จงขาดสนตภาพและความมนคง แตมนษยกลวตายจากการฆากนเอง จงคดแกปญหาโดยการทำาสญญาตอกน มอบอำานาจและสทธให

องคอธปตยมอำานาจเดดขาดบงคบใหมนษยปฏบตตามสญญา องคอธปตย คอ Leviathan เปนชอของสตวทะเลตามคมภรไบเบล เปนสตวตวใหญ มอำานาจมาก ดราย และไดนำาชอนมาเปนชอหนงสอทพรรณนาถงการทผปกครองมอำานาจเดดขาดเพอใหมอำานาจมาก เปรยบผปกครองวาเหมอนกบ Leviathan

-สญญาสงคม(Social Contract) ไมใชสญญาระหวางองคอธปตยกบประชาชน องคอธปตยไมใชผสญญาเปนเพยงแตเกดจากสญญา ดงนนจงไมมทางผดสญญา ประชาชนเปนผกอตงและมอบอำานาจให จงบนวาการกระใด ๆขององคอธปตยไมได เพราะถาทำาเชนนนกเทากบวาตวเอง ฮอบสตองการใหองคอธปตยมอำานาจเหนอองคกรศาสนาศาสนจกรโรมนคาทอลก

ลทธพ�ณชยนยม(Mercantilism) เปนระบบเศรษฐกจทควบคไปกบลทธสมบรณาญาสทธราช

หรอการมอำานาจสงสด ในยคศกดนาตอนปลายเรมมการผนวกดนแดนรวมตวเปนรฐชาต(Nation State) กษตรยตองมเงนสนบสนนรฐ ดงนนรฐบาลจงเขามาผกขาด ควบคมระบบเศรษฐกจอยางเขมงวด เชน การเกบภาษเพอนำาเงนมาสนบสนนกำาลงกองทพทจะเขายดดนแดนอน

-ลทธพาณชยนยมสนบสนนการเพมอำานาจของรฐและรฐบาลกลางดวยมาตรการทางเศรษฐกจ คอ การคาระหวางประเทศและภาษอากร โดยการเกบภาษอากรราษฎรไดโดยตรงโดยไมตองผานเจาขนมลนาย ในฐานะองคกรการปกครองไมใชในฐานะเจาของทดน กษตรยนำาเงนภาษทเกบไดไปคำาจนระบบราชการและกองทพทกำาลงขยายตว

-มอทธพลในยโรปจากศตวรรษท 16-18

-เปลยนเกษตรกรรมแบบเลยงตวเองมาเปนการคาขายแลกเปลยน และขาดการสงมอบผลผลตใหเจาขนมลนายเปนสงมอบผลผลตใหคลงหลวงของรฐบาลกลางภายใตอำานาจองคอธปตย มการใชระบบเงนตราเปนสอแลกเปลยน โดยการเทยบราคาของเงนวามคาเทาไหร

-สงเสรมการสะสมแรเงนและทองคำา คณสมบตโดดเดนของทองคำาคอไมเปนสนม จงนำาทองคำามาชงนำาหนกแลวตออกมาเปนเหรยญ นำามากำาหนดราคา ๆของแตละกอนทไมเทากน จะออกมาเปนเงนตราทไมเทากน และใชทองคำาเปนตวเทยบราคาสนคา(ใหนกถงเงนในหนงจนมลกษณะเปนรปเรอ) ใครทมเงนและทองมากคนนนคอคนรวย ทำาใหมการสะสมแรเงนและทองคำา มอดมการณทางเศรษฐกจคอการสงออก(ขาย)ใหมากกวาการนำาเขา(ซอ)

-รฐบาลเขามาควบคมเศรษฐกจการคา โดยเฉพาะการคาระหวางประเทศ เพราะวารฐบาลมกองทพคมครองกองคาราวารสนคาทงทางบกและทางเรอ ลทธนจงเปนเหตจงใจนำาไปสลทธการลาอาณานคม และนำาไปสลทธการกดกนทางการคา(Protectionism) รวมทงสงเสรมใหเกดการคาระหวางประเทศเพราะวาชวงปลายยคศกดนาอทธพลของศาสนาครสตเสอมลง ซงศาสนาครสตสอนวาโลกเปนศนยกลางของจกรวาล พระเจาเปนผสรางโลก/จกรวาล/สรางมนษย และโลกมลกษณะแบน(เพราะเชอวามเตายกษหนนอย จงทำาใหแผนดนลอยอยได) เชาดวงอาทตยขนทางทศตะวนออก เยนดวงอาทตยตกในทางทศตะวนตก

ตอมาความคดเหลานเรมเสอมคลายลง เพราะเรมมคนชางสงเกตเหนหลายอยาง เชน ทำาไมเมอเรอแลนมาทำาไมเหนเสากระโดงเรอกอนทจะเหนตวเรอ ถาโลกแบนจะตองเหนตวเรอและ

เสากระโดงพรอม ๆกน หรอการเกดสรยปราคา ทำาไมเงาทกนดวงจนทรนนโคง จงทำาการทดลองโดยการนำาสม 2 ผลแลวจดเทยนตรงกลาง ผลปรากฏวาผลสมอผลหนงไปบนบงสมอกผลหนง จงคดวาการเกดสรยปราคาทแทจรงนนคอเงาของโลกไปบงดวงจนทร เมอเงาเปนรอยโคงแสดงวาโลกเปนวงกลม ดวยเหตนแนวคดนจงแพรแผขยายออกไป กาลเลโอเปนผคนคดแนวคดน และยงเปนผคดคนกลองโทรทรรศนเลงดวงจนทร กาลเลโอเปนนกวทยาศาสตรทเจออะไรกจดเปนบนทก เมอกาลเลโอเสยชวต กาลเลโอไดเขยนจดหมายถงลก ๆกไดรวบรวมความรทพอเขยนเปนจดหมายเอามาเผยแพรภายหลง

ดงนนดวยความร/ความสงสยนเปนเหตจงใจใหนกเดนเรอออกไปพสจนวาโลกกลมจรงหรอไม ประกอบยโรปทำาการคากบเอเชยผานเสนทางสายไหม(เปนเสนทางบก)ผานทะเลทราย อหราน อฟกานสถาน ปากสถานไปทางทศตะวนตกของจนเพอไปคาผาไหม/เครองเทศกบอนเดย แตปรากฏวาเสนทางนอนตรายมากเพราะตองเดนทางผานทะเลทราย และทสำาคญถามาจากยโรปตองผานทะเลเมดเตอรเรเนยนแลวไปขนทเอเชยกลาง ตอมาตองเดนเทาเขาอนเดย/จน

ในยคกลาง(หลงจากศตวรรษท 7 เปนตนมา) เสนทางนเปนเสนทางทอนตรายเพราะเกดศาสนาอสลามขนแลวทเมองเมกกะซาอดอาระเบย เปนศาสนาทแผไปดวยการทำาสงคราม บงคบใหผแพนบถอศาสนาอสลาม ศาสนาอสลามขยายตวอยางมาก เพราะพวกเตรกทางตอนเหนอของเอเชยลงมายดครองดนแดนตรกในปจจบน(สมยกอนเรยกวาดนแดนไบเซยนไทมหรออาณาจกรโรมนตะวนออก เปนศนยกลางของพวกครสตออทอดอกส) และพวก

เตรกยงสามารถเอาชนะอาณาจกรโรมนตะวนออกไดสำาเรจ เมอเขามาครอบครองดนแดนนกเกดความศรทธาในศาสนาอสลาม จงหนมารบและนบถอศาสนาอสลาม พวกเตรกเปนพวกนกรบจงแผอำานาจไปครอบครองดนแดนในตะวนออกกลางทงหมด(อหราน/อรก/ซาอดอาระเบย /อยปต ฯลฯ) ทำาใหพวกเตรกมอทธพลเหนอนานนำามหาสมทร/ทะเลเมดเตอรเรเนยน โดยการแตงตวเปนโจรสลดเขาดกปลนชงทรพยสมบต/สนคาของพอคา ทำาใหเสนทางนเปนเสนทางอนตราย

ในทสดพวกยโรปตองหาเสนทางใหเพอไมตองผานทะเลเมดเตอรเรเนยน โดยหนไปสเสนทางฝงตะวนตกของยโรปจดมหาสมทรแอตแลนตก ชายฝงฝรงเศส เสปน องกฤษ เพราะทฤษฎของกาลเลโอเชอวาโลกกลมจงเชอวาถาโลกกลมถาแลนเรอไปกจะวนกลบมาทเกา จงเกดแรงจงใจออกไปผจญภย

ขณะนนสเปนมอำานาจมาก พระนางอสเบลาเปนกษตรยผหญงทเกงมาก พระนางมชอเสยงในประวตศาสตรมาก มาจากลทธรำารวยมงคง แตงงานกบพระเจาเฟอรดนานเจาชายอกแควนหนง จงสรางอาณาจกสเปนขนมา และไดผนวกแวนแควนในแถบไซบเรย(ยกเวนโปรตเกส)มารวมเปนประเทศสเปน พระนางเปนผทมศรทธาในศาสนาครสตสงมาก ประกาศตวเปนผอปถมภศาสนาครสต พระนางไดเมองขนหลายเมอง เชน ทางเหนอไดเบลเยยม เนเธอรแลนด สวนทางใตไดอตาลโดยมเมองเจนวเปนเมองทาทใหญ จงมนกเดนเรอในเมองเจนวมาของเขาเฝาพระนางวาตวเองมปมการเดนเรอ (จากตำานานกลาววานกเดนเรอโคลมบสไดปมการเดนเรอจากสายของภรรยา พอของพอตา ซงเปนคนเฝา

ประภาคาร ครงหนงขนนางจนเคยเดนทางไปถงและไดทงปมการเดนเรอเอาไว)

เชงเหอ เปนคนจนทนบถอศาสนาอสลาม อยทางมณฑลตะวนตกของจน ถกพวกมองโกในยคนนคอเจงกสถาน,ฮบไบขานไปตเมองไดแลวจบตวเชงเหอมาตงแตเดกนำามาเฉอนอวยวะเพศทงใหกลายเปนขนท เชงเหอเปนผทมความสามารถในการสรางเรอเดนทะเลยาวใหญเทากบสนามฟตบอล ภายหลงคนจนใหความนบถอมาก เวลาจะออกเรอไปทไหนกตองออกชอเซนสรวงบชาจดประทด ยกใหเปนเทพเรยกวา เจาพอซมปอกง เมอมการนำา“ ”ศาสนาพทธเขาไปผนวกแลวสรางพระพทธรปองคใหญเรยกวาหลวงพอโต ซงมกจะตงอยบรเวณปากนำา เชงเหออยในราชวงศหยวน(ราชวงศมองโก) ตรงกบสมยพอขนรามคำาแหงในสมยสโขทย และเคยสมพนธไมตรกบราชวงศหยวนตงแตค.ศ.1700 กวา (300 ปผานมา)

นกเดนเรอโคลมบสรบอาสาเดนเรอ โดยพระนางใหเงนสนบสนนในการเดนเรอออกสำารวจ ในทสดโคลมบสไปเจอดนแดนกลางมหาสมทรแอตแลนตก พบคนพนเมองเปนคนผวดำาแดง ภมอากาศ/พชพรรณกไมเหมอนยโรป โคลมบสดใจคดวาตวเองมาถงอนเดยแลว จงเรยกคนพนเมองนนวาอนเดยน(ขณะนพวกอนเดยนอยในอเมรกาเรยกวาอนเดยแดง) จรง ๆโคลมบสไมไดเจอทวปอเมรกาแตเจอหมเกาะ ๆหม

สเปนซงเปนหวหอกในการสงครามครเสด(เกดขนครงแรกในป 1096) ยกกองทพไปรบกบพวกอสลาม พวกอสลามไดยดครองกรงเยรซาเลม ซงเปนศาสนสถานทพระเยซพระสต และกลาววาสถานทนเปนสถานทศกดสทธอนดบ 3 ของคนอสลาม

-อนดบหนงคอเมองเมกกะ -อนดบ 2 คอเมองเมดนา เปนเมองของพระมเหสพระนางคอ

รฟะ หญงมาย มอายมากกวาพระนะบ ร ำารวยมาก ไดใหการสนบสนน/การเผยแพรการทำาสงครามของพระนะบ จนกระทงพระนะบชนะเจาครองนครเมกกะ ทำาใหเมองเมดนากลายเปนทบหลง

-อนดบท 3 คอนครเยรซาเลม เนองจากพระนะบมพระนมตกอนสนพระชนมวา เมอพระองคสนพระชนมวญญาณของพระองคไดขนสสวรรคไดพบกบพระเจาทเหนอเมองเยลซาเลม มเทวรปแกเรยน(เปนเดกตวขาว มปก มหวงกลม ๆทศรษะ) มาเอาวญญาณของพระนะบไปพบพระเจา เปนเหตทำาใหพวกอสลามหวงดนแดนนมาก) ดงนนพวกครสตตองการไปเมองเยรซาเลมแตถกพวกอสลามกดกน พวกศาสนาครสตจงไปฟองสนตะปาปา ๆไดรวบรวมระดมศาสนกชนทวยโรปโดยเฉพาะอยางยงกษตรยตองใหการอปถมภ เพราะพระบอกวาประชาชนตองเชอกษตรยของตวเอง เพราะกษตรยคอคนทพระเจามอบอำานาจมาใหมาครอง

สงครามครเสดเรมตงแตป 1096 ทำาสงครามกนเรอยมาเปนเวลา 400 ป เปนสงครามครงใหญ ๆประมาณ 8 ครง ตอมาเมอเจอกบอเมรกาในป 1492 พระนางอสเบลาจงหนมาสนใจอเมรกามากกวาเพราะวาเปนดนแดนเปดใหม เรยกวา รฐเวอรจเนย ซงแปลวาพรมจรรย (เวอรจน) มแรทองคำามากมาย ประกอบกบยคนนเปนยคพาณชยนยมจงมการสะสมแรเงนและแรทองคำา จงจงใจใหประเทศอนสรางกองทพเรอออกไปสำารวจโลกบาง

หนงในประเทศเหลานนคอองกฤษในสมยพระนางอลซาเบธท 1(รนหลานของอสเบลา ซงพอของอลซาเบธท 1 คอพระเจาเฮนรท

8 เปนลกเขยของพระนางอสเบลาแหงสเปน แตไมถกกบสเปนเนองจากไปหยากบลกสาวของสเปนแลวไปแตงงานใหม พระเจาเฮนรมมเหสทงหมด 6 คน ) โดยพระนางอลซาเบธใหการสนบสนนกองทพเรอและปราบกองทพเรอของสเปนราบคาบ นบตงแตนนมาสเปนไมมแสนยานภาพทางทะเลเหลอแตองกฤษ ทำาใหองกฤษออกมาลาอาณานคมอยางหนำาใจ ไดทงอเมรกา แคนาดา อฟรกา อยปต ฝรงเศส และอฟรกาใตมาเปนเมองขนของตวเอง ตอมายคสมยพระนางเจาวคเตอเรย รนเหลน/โหลนของพระนางอสเบลา ไดดนแดนแถบเอเชย โดยเขามาตงบรษทการคาในอนเดยชอ East India ควบคมการคาทงหมด

อาจารยเลาทงหมดนเพอใหรวานคอลทธพาณชยนยม รฐบาลเขามาควบคมการคาระหวางประเทศเอง เพราะการคาระหวางประเทศมอนตราย มคาใชจายสง การคาขายตองใชกองทพเรอ/กองเรอเปนคาราวาน ตองมเรอคมกน เพราะฉะนนเอกชนทำาไมได รฐบาลจงตงบรษทการคาเพอรกษาผลประโยชนของตนเอง ระยะหลงองกฤษหนมาทำาสงครามกบจน องกฤษเปนประเทศเจาเลห/ใจดำาเพอรกษาผลประโยชนของประเทศตวเอง ดงนนเมอองกฤษเขาไปตงบรษทในอนเดย ในทสดกเขมอบอนเดยเอาอนเดยเปนเมองขน รวมทงดนแดนแถบนนเกอบทกประเทศ เชน ปากสถาน เนปาล จนกระทงถงพมา และองกฤษมาเจอกบทองดำา(ยางฝนทเคยวแลวเหมอนกบกลวยกวน) สนคาทองกฤษทำาการคาขายกบจนนอกจากผาไหมแลวยงมใบชา (คนองกฤษไดลมลองรสของใบชาหลงยคสมยพระนางอลซาเบธท 1)

จะเหนวาองกฤษหวใสนำาฝนเขาไปขายในจน เมอเสพเขาไปทำาใหมความสข ฝนเฟ อง ดงนนองกฤษจงบอกวาเอาฝนไปแลก

กบใบชา ทำาใหประชากรจนตดงอมแงม กษตรยจนขณะนนคอพระนางซสไทเฮา พระนางเกลยดองกฤษมาก จงเกดสงครามฝน ผลออกมาคอจนแพสงครามเพราะจนออนแอ องกฤษจงบงคบใหจนเซนสญญาเชาเกาะฮองกงเปนขององกฤษ 99 ป โดยองกฤษนำาเกาะฮองกงมาเปนศนยกลางการคาในตะวนออกไกล ทำาใหองกฤษแผอำานาจออกไปทวโลกในยคนนดวยกองทพเรอ เราจงเรยกองกฤษวาเปน ดนแดนพระอาทตยไมตกดน “ ”

ยคนเปนยคทองกฤษมอำานาจมาก เรยกวา ยค Pact Betenica ประกอบกบปจจยทสงผลใหองกฤษมอำานาจมาก คอ การปฏวตอตสาหกรรมเปนครงแรกในศตวรรษท 18 แปลวาการผลตททำาดวยเครองจกร ไมทำาดวยแรงงานคน ผลตไดเรว คณภาพเหมอนเดม ทำาใหตนทนในการผลตตำา มการคดคนเครองจกรพลงไอนำามาใชในการผลตแทนพลงแรงงานคนและสตว ทำาใหผลตไดจำานวนมาก

ทฤษฎของมารกกลาววา การเปลยนแปลงทโครงสรางสวนลางเปนการเปลยนแปลงเศรษฐกจ เปลยนระบบการผลตจากการผลตดวยมอ/แรงงานคน/แรงงานสตวมาเปนการผลตแบบใหมโดยใชเครองจกรพลงไอนำา องกฤษปฏวตอตสาหกรรมครงแรกทำาใหเกดนวตกรรมใหม ๆเชน รถไฟ เรอกลไฟ เครองจกรนานาชนด เปนตน และยงผลตมาก การคมนาคมสงออกสนคาไปขายตองสะดวก เพราะฉะนนจงจำาเปนอยางยงทตองมอาณานคมเพอเปนแหลงระบายสนคา หรอเพอเอาวตถดบของประเทศอาณานคมมาเปนทำาการผลต

ดงนนจากการเขาสยคปฏวตอตสาหกรรมในองกฤษ(ศตวรรษท 18)นบเปนการสนสดของระบบศกดนาอยาง

สนเชง และลทธพาณชยนยมกหยดชะงกลงทนทเชนกนเพราะวาเครองจกรของภาคเอกชน เศรษฐกจยคนกาวเขาสระบบทนนยม

4. สงคมทนนยม -ทนนยมทเกดขนครงแรกคอทนนยมทางการคา -ในศตวรรษท 16,17 เกดเหตการณปฏวตทางปญญา เรยก

วา ยคแสงสวางแหงปญญา(Enlightenment) -มการคนควาปรชญาเศรษฐกจและการเมอง(ศาสตรอยาง

ออน : Soft Science) เปนแนวเศรษฐกจแบบเสรนยม -มการศกษาคนควาขนานใหญทางวทยาศาสตร

/คณตศาสตร(ศาสตรอยางแขง : Hard Science) ผลของการศกษาวทยาศาสตรจงเปนทมาของพนฐานวทยาศาสตรในปจจบนและเปนทมาของการคนพบพลงไอนำา

เซอรไอแซก นวตน นกฟสกส ผคนพบแรงโนมถวง/แรงดงดดของโลก ซงเปนกฎของฟสกส กลายเปนพนฐานทครอบงำาโลกอยเปนเวลาหลายรอยป จนกระทงไอนสไตนมาหกลางกฎของนวตน จงกลายเปนจดเปลยนแหงศตวรรษ

-เนนปจเจกนยม กลาวถง สทธเสรภาพของมนษย โดยมลทธทนนยมเขามาเนนถงสทธเสรภาพของมนษย

-นกปรชญาในยคน ไดแก จอรน ลอค (John Locke) โดยกลาววา มนษยเราเกดมามสทธในตวเองเทาเทยมกนตามธรรมชาต และมสทธครอบครองในทรพยสนอนชอบธรรมของตวเองทไดมาโดยชอบธรรม รวมทงสทธเสรภาพในการคด การพด การกระทำา

-เปนยคของเหตผลนยม ตองเรมจากการแสวงหาความจรง และความจรงเหลานนตองไดดวยวธการเชงประจกษ

-เมอมการปฏวตอตสาหกรรม ทำาใหสงคมพฒนาเขาสสงคมนยมแบบอตสาหกรรม(Industrialism) เนนความเปนวทยาศาสตร ความมเหตผล เหตผลนยม ประจกษนยม (หนา 122 )

ลทธเสรนยม แบงออกเปน 2 ยค คอ1.เสรนยมคลาสสก2.เสรนยมใหม หลกของรวม ๆของลทธเสรนยม คอ1.สนบสนนความเปนปจเจกนยม หมายความวา ใหการ

สนบสนนมนษยแตละบคคล โดยไมจำาเปนวาตองเหมอนกบใคร (ปจเจกนยมตองมากอนสงคม)

2.สนบสนนเสรภาพ หมายความวา มสทธตาง ๆในชวตและทรพยสน รวมทงสทธในทางการเมองดวย

3.สงเสรมเรองของเหตผลนยม ประจกษนยม คนหาความจรง เชอสงทเปนวทยาศาสตร ความหนาทางวทยาศาสตรมมาก มการคนพบทางชววทยา เคม ฟสกส

4.ความยตธรรม โดยการใชหลกกฎหมายเพอใหมความเสมอภาค ยตธรรม และตองไดรบการปฏบตจากรฐเทาเทยมกน

5.ความขนตธรรม หมายความวา เรามความอดทน/อดกลนตอการกระทำา/ความคดเหนทแตกตางๆไปจากเรา เราตองเคารพความคดเหนของผอน ซงจะไมเปนการทำาลายสงคม ไมทำาลายความสงบของสงคม หลกขนตธรรมคอหลกความเปนประชาธปไตย จะเหนวาพมาเปนประเทศทไมเปนประชาธปไตยเพราะวาไมมความอดทน/อดกลนจบนกการเมองไปกกกง เพราะไมมความอดทนตอความคดเหนทแตกตางกบตวเอง

ดงนนเมอตะวนตกมการเปลยนแปลงสงคมเขาสสงคมทนนยมทงทนนยมการคาและทนนยมอตสาหกรรม พรอมกบกระบวนการลาอาณานคม จงทำาการเปลยนแปลงโลกใหเปนตะวนตกเหมอนตะวนตก ประเทศใดทไมเหมอนตะวนตกประเทศนนเปนประเทศลาหลงไมทนสมย เพราะฉะนนยคทนสมย(Modernization) เปนยคทมากบยคอตสาหกรรม หรอยคอตสาหกรรมเปนยคสมยใหมและเปนยคสงคมตะวนตก

ดงนนเมอยโรปมการปฏวตอตสาหกรรมเปลยนเปนสงคมสมยใหม(Modernization) และไดนำาความสมยใหมของตนเองแพรขยายไปยงประเทศตาง ๆโดยเฉพาะประเทศอาณานคมตนเอง โดยนำาวถชวต วธคดไปเผยแพร

*หนงตลกเรอง “The Modern Times : ยคสมยใหม เปน”หนงเงยบภาพขาวดำา นำาแสดงโดยชาล แชบปรส เนอเรองคอชาลเปนคนงานในโรงงานอตสาหกรรม ชใหเหนถงความทกยากของคนงาน อทธพลของเครองจกรทมตอคน การเอารดเอาเปรยบของนายจางทมตอกรรมกรผใชแรงงาน

ก�รทำ�ใหเปนแบบตะวนตก (Westernization) แรงผลกการทำาใหเปนตะวนตก : การคนพบเสนทางเดนเรอ

จากซกโลกตะวนออก(เอเชย)ไปซกโลกตะวนตก(ทวปอเมรกา) และการปฏวตอตสาหกรรมและพฒนาอตสาหกรรมในยคแรก

สงทนำาแฝงไปดวยกบการเดนเรอ คอ ศาสนาครสต เพอนำาไปเผยแพร เพราะคดวาศาสนาครสตเปนศาสนาทด พระเยซคอผ

ชวยไถบาป ชวยใหคนรอดพนจากนรก/บาป นำามาลางบาป เขารตเปนครสต แลวจะไดพบกบพระเจา

บาปในศาสนาครสต มอย 2 ประเภท คอ-บาปดงเดม คอ บาปทเราไมไดทำา แตบรรพบรษของเรา คอ

อดมกบอวา มนษยคแรกทพระเจาสรางขนมาแลวใหไปอยทสวนอเดนบนสวรรค ทกอยางเปนทพยหมด จะกนอะไรไดทงหมด ยกเวนแอปเป ล พระเจาหามกน เนองจากในตนแอปเป ลมซาตานชวรายทอยในรปของงคอยทดสอบมนษย (งนเปรยบไดกบกเลส/ความใฝตำา) จงชกชวนใหมนษยคนนกนแอปเป ล ในทสดมนษยอดมทมจตใจฝายตำากกนเขาไป คำาแรกทกนเขาไปนนตดคอกลายเปนลกกระเดอก(Adam Apple) พระเจาโกรธมาก หาวาทำาใหจตใจฝายตำาอยเหนอคำาสง/คำาสอนของพระเจา ทำาใหทงอาดมและอวาหมดสภาพทจะอยในสวนอเดนอกตอไป ตองไปอยบนโลกมนษยทตองเวยนวายตายเกดตอไป ลกหลานกจะรบบาปทเจาไดทำาเอาไว และคนจะพนจากบาปไดกตอเมอเขารตเปนครสต โดยผานการลางบาป ครงแรกตองยอมรบวาพระเยซคอบตรของพระเจา เพราะเยซเกดมาในโลกนเพอมาไถบาปใหมนษยทงหมด โดยยอมจากการถกตรงดวยไมกางเกน ซงทงหมดนคอความรกของพระเจาทมตอมนษย และมนษยกตองยอมรบในบตรของพระเจา

-บาปทเราทำาเอง จะมชองทางออกใหเราแกไขปรบปรงตวเอง โดยการสารภาพบาปกบบาทหลวง บาทหลวงจะทำาพธยกโทษให โดยใหเราสญญาวาจะไมทำาบาปอยางนอกแลว นคอการทำาใหคนเปนคนด ศาสนาเปนเครองคำายนจตใจ ทำาบาปแลวจตใจรสกผด/คดจนวาระสดทายจนกระทงตาย

คณคาทได : พนฐานจากศาสนาครสต ใหความสำาคญกบศกดศรของมนษย เชอในความสามารถของมนษยวาอยเหนอธรรมชาตได สงคมตองไดรบใชบคคล

ผลทเกดขนจากกระบวนการ Westernization คอ -การลาอาณานคม การดดทรพยากรจากทหนงไปอยอกท

หนง-การสรางรฐประชาชาต(ความเปนรฐ) และสำานกความเปน

ชาต /ความรกชาต เรมมลทธชาตนยมเขามา ทงคนผวขาวและคนผวดำามองวาตวเองเหนอกวา

-การรวมศนยอำานาจระบบราชการ ระบบราชการเปนสวนนำาของสงคม เพราะองกฤษมการจดองคกรของระบบราชการนนดมากทงพลเรอนและกองทพ ทำาใหองกฤษสามารถแผอำานาจออกไปได

-คนผวขาวมภารกจในการนำาอารยะธรรมตะวนตกแพรและจดระเบยบสงคม

ก�รแพรขย�ยของกระแสทนนยมโลกม�สประเทศไทย โดยผ�นกระบวนก�ร Westernization

ประเทศไทยถ กผนวกเขาไปในกระแสทนนยมโลกตงแตสมยรชกาลท 4 จากประวตศาสตรในสมยอยธยาเปนเพยงหวกระบวนของการเปลยนแปลงไปสความเปนตะวนตก เนองจากยคพระนารายณไมมการปฏวตอตสาหกรรม มแตการคาขายทางเรอเปนระบบลทธพาณชยนยม

ป 1750 มการปฏวตอตสาหกรรม(ตรงกบชวงปลายกรงศรอยธยาพ.ศ.2293 กรงศรอยธยาแตกพ.ศ.2310 สรางกรงเทพฯ

พ.ศ.2325) สงคมยโรปกาวสทนนยม สมยรชกาลท 3 องกฤษเรมเขามาเจรจาขอเปดการคากบไทย โดยเซอร เจมส บรค ,เฮนรเบอน

รชกาลท 1 ไทยเรมสรางบานแปงเมอง ขณะนนไทยยงคงมศกสงครามกบพมาสงครามครงสดทายคอสงครามเกาทพ เมอสงครามระหวางไทย-พมาสนสดลง แตยงคงมเขมร ญวน ลาว เวยดนามทไทยตองยกทพเขาไปปราบ ขณะนนนำาทพโดยพระเจาบดนเดชาสงหเสนย ทำาใหไทยไดเมองตาง ๆเพมอกหลายเมอง

รชกาลท 3 (พระองคประสตเมอพระบดายงไมขนครองราชย) เปนพระโอรสองคโต มวฒภาวะมากกวารชกาลท 4(พระอนชา) สามารถชวยงานพระบดาได เปนนกการคา(คาสำาเภากบตางประเทศ ประเทศมงคง มเงนทองในทองพระคลงเหลอเกบ) พระองคตรสวา พมา ลาว เขมร ญวนไมมแลว จงระวงฝรงใหด“เถด เขาทำาอะไรใหดเปนเยยง แตอยางเอาอยางเสยทงหมด อยา”เอาเปนเยยงเพราะวาฝรงนนมากบวทยาการ/ความเจรญกาวหนา กองทพมระเบยบวนย มเรอปนททนสมย การแตงกายเรยบรอย/สะอาด ในขณะทบานเรายากจนผาปดกายกแทบไมม ผหญงนงโจงกระเบน เปลอยกายทอนบน ผชายนงผาขาวมา/เตยว เพราะฉะนนเราอยาไปเอาอยางทงหมดโดยเฉพาะศาสนา เพราะกษตรยไทยทรงเปนองคศาสนปถมภก รวมทงรชกาลท 3 ทรงโปรดจนมากกวาฝรง เชน คาขายทางเรอสำาเภากบจน ใชแรงงานจนในไทย

ขณะนนคนจนนนตองการมาเมองไทย เพราะจนประสบกบภยแลง(ทขภกภย) แผนดนรอนเปนไฟ มการขดรดภาษ(สมยพระนางซสไทเฮา) เกดสงครามฝนกบองกฤษ

รชกาลท 4 (รชกาลท 3,4 เปนพนองกน) เปนพระโอรสทประสตภายใตพระมหาเศวตฉตร(ประสตเมอพระบดาขนครองราชยแลว) พระองคทรงผนวชนานจนกระทงรชกาลท 3 สวรรคต เกดนกายธรรมยตขนมาเพอสรางความเขมแขงใหกบพทธศาสนา ประกอบกบชวงนนมกระแสของการเผยแพรของศาสนาครสตทมสชนนารนำาเขามา และดถกศาสนาเราวางมงาย/เชอไสยศาสตร เพราะศาสนาครสตขณะนนเปนวทยาศาสตร แตรชกาลท 4 ทานทรงศกษามากรวาศาสนาพทธเปนศาสตรทเปนวทยาศาสตรสง มทงเหตและผล เพราะผลเกดจากเหต พระองคทรงไดชำาระคำาใหกระชบและหาวธการสอน/วธการเผยแผ

ชวงระยะเวลาทพระองคผนวชทรงมสมพนธภาพกบสงฆราชปาเลอกว ประมขของศาสนาครสต ทำาใหทานไดเรยนรวชาของตะวนตก เชน ภาษาลาตน ภาษากรก ภาษาองกฤษ วทยาศาสตร ดาราศาสตร คณตศาสตร จนกระทงไดรบสมญาวาเปน บดาแหง”วทยาศาสตรไทย จงเปนคณปการอยางยงทมกษตรยเชนน เปน”กษตรยซงไมแขงขนกบการเปลยนแปลงของโลก (ตางกบกษตรยของพมาทแขงขนไมยอมรบกบการเปลยนแปลง ในทสดจงตองเสยเมองใหอน)

ดงนนเมอรวาประเทศไทยเปนรอง รชกาลท 4 จงตองโอนออนผอนตาม เปดโลกทศนใหฝรงเขามา แตมวธรบ/รวธคด/ร ความตองการวาเขาเขามาดวยจดประสงคอะไร

ปค.ศ.1855 สมยรชกาลท 4 ไทยไดเซนสนธสญญาการคาบาวดรงฉบบแรกกบองกฤษ โดยเซอรจอรน บาวดรง เขามาเปดประตการคาในไทย(แปลวา เรายตการคาทผกขาดโดยรฐ ลทธพาณชยนยมสนสดลงโดยธรรมชาต เพราะลทธพาณชยนยมขน

อยกบรฐ รฐตงราคาสนคาตามใจชอบ รฐเกบภาษซำาซอน รวมทงกฎหมายไทยลาสมย การสอบสวนนกโทษใชวธการทรมาน องกฤษเหนวาลกษณะนไมไหวจงของเจรจาทำาการคา) รวมทงบวกอำานาจตลาการดวย ทำาใหเราตองเสยสทธสภาพนอกอาณาเขต คอ เสยอธปไตยทางการศาล เพราะบานเราระบบกฎหมายลาสมย/ลาหลง)

*เซอรจอหน บาวดรง เปนคนเกงมาก เปนขาหลวงใหญทฮองกง ดแลภาคพนเอเชยตะวนออกทงหมด สามารถพดไดหลายภาษา เขามาประเทศไทยในรชกาลท 4 และเขามาชวยไทยเจรจากบฝรงเศส เปนกงสลกตตมศกดของไทยประจำาราชสำานกเซนสเจมส พดงาย ๆวาทานเหนอกเหนใจไทย เพราะวากษตรยไทยเราบานนอก(รชกาลท 5 เรยนภาษาองกฤษกบแหมมแอนนาตงแตอาย 8/9 ขวบ สามารถรบสงภาษาองกฤษไดอยางคลองแคลว) จนกระทงในสมยรชกาลท 5 พระราชทานแตงตงยศถาบรรดาศกดใหกบเซอรจอหน บาวดรงเปนระดบเจาพระยาสยามานกลกจสยามมตรมหายศ แปลวา อนกลกจของประเทศสยามเปนมหามตรของสยาม

ผลจากการทำาสนธสญญาบาวดรง คอ นำาประเทศไทยเขาสระบบทนนยม กระบวนการทนนยมโลกเราเรยกวา การแบงงานกนทำาระหวางประเทศ หมายความวา ประเทศเรามสนคาเกษตร/สนคาปฐมภม/แรธาต ไมตองผลตจำานวนหลากหลาย สมยรชกาลท 3 สนคาสงออกคอสวยทเกบจากไพร ,สวยจากหวเมอง เชน ขคางคาว,คลง,เครองเทศ,พรกไทย,ไมกฤษณา จะเหนวาเปนสนคาหลายชนด แตละชนดจำานวนนอย แตในสมยรชกาลท 4 ประเภทของสนคาสงออกแตกตางจากเดม มเพยงไมกประเภท แตจำานวนการสงออกมาก เพราะขณะนนไทยเปนอขาวอนำา ปลกขางเกง ม

พนทอดมสมบรณโดยเฉพาะภาคกลาง เราจงสงออกสนคาทไดเปรยบประเทศอน มตนทนตำา มความชำานาญ ไดแก ขาว(ภาคกลาง) ยางพารา(ภาคใต) ดบก(ภาคใต) ไมสก(ภาคเหนอ)

ชวงเวลาของสงคมตงแตในอดต ( อาจารยสรปทบทวน ) 1.สงคมชมชนบพกาล2.สงคมทาสยคกรก-โรมน (สนสดในศตวรรษท 5)3.สงคมยคศกดนา (ศตวรรษท 5-15) เปนยคมดทาง

ปญญา/ยคกลาง เนนสงคมมากอนปจเจกบคล มลทธทางการเมอง คอ..

-ลทธเทวสทธ ระบบเศรษฐกจแบบพอยงชพในชนบท มระบบความสมพนธแบบนายกบไพรตดท

-ลทธสมบรณาญาสทธราช ระบบเศรษฐกจแบบลทธพาณชยนยม (Mercantilism) ลทธทนำาไปสลทธการกดกนทางการคา(Protectionism) ความสมพนธทางการผลตเปนแบบกษตรยเปนผปกครองราษฎร

4.สงคมทนนยม(ศตวรรษท 15 –ปจจบน) อดมการณนำาในยคนคอเสรนยม ทนนยมทเกดขนครงแรกคอทนนยมทางการคา อำานาจในการควบคมทางการคาของกษตรยลดนอยลง เพราะวามแนวคดในทางเศรษฐกจการเมองเขามาสนบสนน เกดยคปฏวตภมปญญา คอ ยคแสงสวางแหงปญญา(Enlightenment) ทำาใหเกดการปฏวตอตสาหกรรม

Enlightenment ทำาใหเกด .. -ปรชญาเศรษฐกจการเมองในแนวเสรนยม-มการศกษาคนควาวทยาศาสตร คณตศาสตร การหาแหต

ผล การใชความรเชงประจกษนยม

ศตวรรษท 15 เรมตนมทนนยมทางการคา เกดการปฏวตอตสาหกรรมครงท 1(ค.ศ.1750) เกดกระบวนการ Westernization

ทฤษฎเศรษฐศ�สตรทเปนพนฐ�นของก�รพฒน�1. ทฤษฎเศรษฐศ�สตรของแนวคดเศรษฐกจเสรนยม

1.1 ทฤษฎก�รเจรญเตบโตท�งเศรษฐกจของสำ�นกคล�สสกเปนแนวคดทมอทธพลมากตอการเกดระบบเศรษฐกจเสรนยม อยในชวง

ศตวรรษท 17 ถงตนศตวรรษท 18 นกคดทสำาคญไดแก อาดม สมท / โรเบรต มาคส และเดวด รคารโด

อดม สมธ (ค.ศ.1776) นกเศรษฐศาสตรยคคลาสสก ชาวองกฤษ ไดเขยนหนงสอเรอง “The Wealth of Nation หรอความมงคงของชาต ไดอธบายวาอะไรททำาใหประเทศมความเจรญ”เตบโต มงคงในทางเศรษฐกจ (หนา 124) สงททำาใหรฐมงคงรำารวย คอ รฐตองอยาเขาไปแทรกแซง/ ควบคมเศรษฐกจ ปลอยใหเปนหนาทของกลไกตลาด ใหระบบเศรษฐกจดำาเนนไปเอง

จรง ๆกอนหนาแนวคดอดม สมธ มสำานกฟซโอเครซ ในฝรงเศสกเรมมแนวคดนดวย เปนปรากฏการณทเกดขนพรอม ๆกนใกลเคยงกน โดยกลาววาปลอยใหเศรษฐกจดำาเนนไปเอง รฐอยาเขามาควบคม ชวงนนตรงกบสมยพระเจาหลยซท 14(ตรงกบยคพระนารายณของไทย)

สมยพระนารายณ มการใชเงนทองมากในการทำาสงคราม/สรางพระราชวง เกบภาษมาก นายทน/โรงงานทผลตดวยมอถกรฐเขามาแทรกแซงมาก ทำาใหขาดแรงจงใจในการผลตเพราะทำามาไดกตองจายภาษแพง เมอพระองคใชจายเงนมากเปนเหตใหเงนรอยหรอจากทองพระคลง จงตรสถามรฐมนตรคลงวาจะทำาอยางไรทจะเพมเงนในคลงไดอก รฐมนตรคลงเองกคดไมออกจงไปคยเพอนทเปนนกอตสาหกรรม/นกการคา/ผประกอบการ ๆจง

ตอบเปนภาษาฝรงเศสซงแปลเปนภาษาองกฤษวา Less us free แปลวา อยามายงกบฉน ปลอยอสระใหกบพอคาอตสาหกรรม คำาพดนจงกลายเปนทมาของระบบเศรษฐกจ Lessees Fair (การคาเสร) คอ การปลอยใหเปนไปตามวฏจกรของเศรษฐกจหรอกลไกตลาด

เดวด รค�รโด ไดอธบายวา อะไรททำาใหประเทศเจรญเตบโตและมงคง (เชนเดยวกบอดม สมท) และไดเสนอหลกการแบงงานกนทำา และใครมความชำานาญ/ถนดดานใด ทำาแลวทำาไดด ตนทนราคาถก เมอขายสนคากจะไดเปรยบสามารถแขงขนตองอาศยคณสมบต 4 ขอดงน

-ตนทนตำา ตองรกษาตนทนในการผลตใหตำา เชน คาจางแรงงาน คาเชา ดอกเบย ฯลฯ

-คณภาพตองด-ความเรว -นวตกรรม(Innovation) คอ การประดษฐสรางสรรคสงใหม

ๆทไมลอกเลยนแบบใคร โรเบรต ม�รคส นกประชากรศาสตร บดาแหง“

ประชากรศาสตร ไดเขยนหนงเรอง ” Principles of Political Economy ชใหเหนถงอธบายวา สาเหตททำาใหประเทศยากจนคออะไร คำาตอบคอ ลกมากจะยากจน และไดเสนอใหควบคมประชากร ลดจำานวนประชากร

แนวคดของทง 3 คนนทอธบายสาเหตททำาใหประเทศมงคง คอ การมองระบบเศรษฐกจของประเทศในหนวยในการวเคราะห เรยกวา แนวทางเศรษฐศาสตรแบบมหาภาค โดยเศรษฐศาสตรของคนกลมน(ศตวรรษท 18/19) เรยกวา เศรษฐศาสตรสำานก

คลาสสก ตอมามเศรษฐศาสตรสำานกนโอคลาสสกเกดขน ดงนนเศรษฐศาสตรทง 2 สำานกนคอแนวคดเศรษฐกจ การเมอง ปรชญา อดมการณแบบเสรนยม(Liberalism)

แนวคว�มคดเศรษฐกจเสรนยม (Liberalism) ซงแนวคดเสรนยมโดยรวมนนจะมลกษณะ

1.เปนศกษาเศรษฐกจในระดบมหภาค 2.เชอในการออมและกระบวนการการสะสมทน วาเปนกระบวนการททำาใหตลาด

ขยายตวและมความมงคง ดงนนการสะสมทนคอหวใจของทนนยม(แนวคดของอดม สมธ)

3.ใหความสำาคญกบภาคอตสาหกรรม โดยเสนอหลกการแบงงานกนทำา จะทำาใหเกดการคาระหวางประเทศ

4.เชอหลกการความไดเปรยบเชงเปรยบเทยบ โดยประเทศตางๆจะผลตเฉพาะสนคาทมตนทนทตำาทสด ผลตเฉพาะสนคาทตวเองถนด มความรวดเรวในการผลต

จงทำาใหเกดความไดเปรยบ (แนวคดของเดวด รคาโด)5.เชอในกลไกการตลาดหรอมอลองหนททำาใหภาวะเศรษฐกจเขาสภาวะ

ดลยภาพ (หรอกลไกอปสงคอปทาน) รฐบาลไมตองเขามากำาหนด *กลไกราคา หมายความวา ถาสนคามนอย ความตองการมมาก ทำาใหราคา

สนคาสงขน ในทางกลบกนมสนคามาก ความตองการลดนอยลง ทำาใหราคาสนคาถกลง

6.เชอในผลผลตตอหวมากกวาระดบความเปนอยของคนในสงคม 1.2 ทฤษฎก�รเจรญเตบโตท�งเศรษฐกจของสำ�นกนโอคล�สสก (Neo-

Classical Growth Model) หนา 126 แนวคดของสำานกนโอคลาสสกเจรญเตบโตในศตวรรษท 19 มแนวคด/หลก

การคลาย ๆกบสำานกคลาสสก คอ เชอในเรองของตลาดเสรและกลไกตลาด โดยใชทฤษฎสวนเหลอม(Marginal Principle) เขามาอธบายปรากฏการณทางเศรษฐกจ

เชอวา...-เชอวาอปสงค(Demand) เปนพลงเบองแรกในการกำาหนดราคา เชน ความ

ตองการองคจตคามฯสง ราคาขององคจตคามฯกพงสงขน -เชอในเรองของการปลอยใหเปนไปเอง Lessees fair) วาเปนนโยบายทด

ทสด

-เชอวาพลงเศรษฐกจมแนวโนมทจะไปสดลภาพ

-นกคดทสำาคญ ๆในยคตน ไดแก สแตร เจอรวอล ,สำานกออสเตรย ,คาร แมนเจอร,วอน ไวเซอร ,ยยน วอน บอลไบเบรต

ส�ระสำ�คญของแนวคดในยคตนของสำ�นกนโอคล�สสก เสนอวา ประโยชนหนวยสดทายเทานนทจะกำาหนดมลคาของ

สนคา มลคาไมไดกำาหนดโดยการผลต หรอมลคาอยทตนทนการผลต เชน ทดน ดอกเบย คาเชา/คาจาง คาประกอบการ) กลาวงาย ๆวาความพงพอใจของผบรโภคเปนตวกำาหนดมลคาสนคา

ค�รล เมนเจอร เสนอวา มลคาไมใชคณสมบตทแฝงอยในสงของ ความสำาคญโดยเปรยบเทยบทเราใหตอสงของนนในการทำาความพอใจใหเราตางหาก คอมลคาของสงของนน เชน เพชรมมลคามากกวาไม เพราะวาเราพงพอใจเพชรมากกวาไม ไมมใครถามการกอกำาเนดของสนคาเพอคาดหมายมลคา แตเราจะคดวา สนคานนจะทำาประโยชนใหเราไดมากกวา เพราะสนคาทเราใสแรงงานเขาไปมาก อาจมราคาไมตางกบสนคาททำาขนมางาย ๆกได เชน ผาไหมทอดวยมอ(ใชแรงงานมาก ราคาแพง เราไมซอเรา) มลคาของสนคาขนอยวาสนคานนทำาความพอใจใหแกผบรโภคมากนอยเทาใดตางหาก

นกคดทสำาคญในยคหลง ไดแก อลเฟรด มารแชล ( ไดรบ รางวลโนเบล ) สาระสำาคญของแนวคดของอลเฟรด มาแชล เสนอวา ทงประโยชนหนวยสดทายและมลคาของปจจยการ

ผลต(คาจาง คาเชา ดอกเบย คาประกอบการ) ตางมสวนกำาหนดมลคาของสนคา ราคาทสมดลหรอราคาดลยภาพ คอ ราคาทเสนอซอและเสนอขายเทากน เพราะถาเราม demand price สงกวา supply price กจะมการผลตเพมขน และถา demand price ตำากวา supply price ผเสนอขายกจะลดการผลต

แนวคดสำาคญของสำานกนโอคลาสสกดานการเจรญเตบโตทางเศรษฐกจ

-มฐานมตวาปจเจกชน บรษท ประเทศชาตขนอยกบเหตผลในเชงเศรษฐกจ และเลอกทจะทำากำาไรสงสด หรอทำาใหเกดความพอใจสงสด ดวยตนทนตำาสด เสยคาใชจายนอยทสด ดงนนความมงคงและกำาไรเปนเหตจงใจทสำาคญอยางยงในการพฒนาเศรษฐกจ

-เชอวาผบรโภคมอธปไตยและจะกำาหนดวาจะใหผลตหรอไมใหผลตอะไร จำานวนเทาไหร ผผลตจะแขงขนกนเองเพอตอบสนองความตองการของผบรโภคทจะทำาใหตนไดกำาไรมากทสด ดงนนราคาทงในระดบประเทศและระหวางประเทศจงถกกำาหนดโดยพลงของอปสงคและอปทาน เรยกวา กลไกราคา

-เชอในการแบงงานกนทำาระหวางประเทศและการไดเปรยบเปรยบเทยบ แตละประเทศควรผลตแตสงทตนไดเปรยบโดยธรรมชาต จงไมมการกดกนทางการคา และสนบสนนการสงออก

-เชอวาตลาดเสรมประสทธผลมากทสดในการพฒนาเศรษฐกจ และในการยกระดบมาตรฐานคณภาพของมวลชน เชอในผลของการไหลลงอยางอตโนมต และเปนแนวทางทไปกนไดกบเสรภาพในทางการเมอง และประชาธปไตย

-การแทรกแซงของรฐตองมใหนอยทสด และจะเกดขนไดเมอตองการขจดการบดเบอนราคาเพอรกษาการแขงขนของตลาด เชน พอคากกตนสนคา ทำาใหสนคาหายาก ราคาแพง ในขณะทประเทศอนสนคาราคาถก รฐบาลจงตองเขาไปแทรกแซงไมใหมการกกตนสนคา

-รฐบาลตองไมสนบสนนธรกจ อตสาหกรรม รฐวสาหกจทไรประสทธภาพ เพราะกจการเหลานนไมมกำาไร

-เพอใหตนทนการผลตตำาเทาทจะทำาได รฐบาลภายใตแนวคดน จงมกควบคม ปราบปรามสหภาพแรงงานไมใหเคลอนไหว (เนองจากสหภาพมการเรยกรองคาจาง จะสงผลตอตนทนการผลตสงขน)

(หนา 122) ดงนนระบบเศรษฐกจแบบทนนยมจงเขามาม อทธพลอยตงแตมการปฏวตอตสาหกรรมเปนตนมา

-การปฏวตอตสาหกรรมครงท 1 องกฤษ มการคนพบพลงงานไอนำา

-การปฏวตอตสาหกรรมครงท 2 อเมรกา และในยโรปบางประเทศ มการคนพบ พบพลงงานนำามน เรยกวา การสนดาปภายใน(เปนการลดขนาด ประหยดคาใชจาย และมประสทธภาพมากกวา),พลงงานไฟฟา

พลงงานนวเคลยร พลงงานนทำาใหศนยอำานาจเคลอนยายจากยโรปไปอยอเมรกา จรง ๆเยอรมนเปนชาตแรกทคดคนนวเคลยรได เพราะไอนสไตสเปนคนยวแตสญชาตเยอรมน เมอไอนสไตสไดกลนสงครามจงยายหนไปอยอเมรกา ไปบอกประธานาธบดวาเยอรมนมนกวทยาศาสตรทคนพบแรยเรเนยม/พลโตเนยม สามารถสรางนวเคลยรทำาปฏกรยาแผรงสได เพราะฉะนนเอมรกาจงตองรบลงมอสราง จงใหไอนสไตสใชสตรสรางปฏกรยาแบบลกโซปลดปลอยพลงงานมหาศาลออกจากแรกอนเลก ๆแลวพฒนามาเปนพลงงาน ขณะนโรงไฟฟาทสามารถผลตกระแสไฟฟาไดสงสวนใหญมาจากพลงงานนวเคลยร แมแตเรอดำา

นำากตองใชพลงงานนวเคลยร การปฏวตอตสาหกรรมนอาจรวมเปนการปฏวตอตสาหกรรมครงท 2 กได

อกสาเหตหนงทศนยอำานาจพลงนวเคลยรยายมาอยทอเมรกา คอ เกดสงครามโลกครง 2 ในยโรป เพราะยโรปเปนสมรภมรบขององกฤษ ฝรงเศส รบกบเยอรมน ตรก ผลของสงครามคอเยอรมนและตรกแพ องกฤษจงเขาครอบครองดนแดนของตรก (อหราน อยปต ซาอดอาระเบย) และเรยกคาปฏกรรมสงครามจากเปนผแพสงคราม คอ เยอรมน จะเหนวาหลงสงครามโลกครงท 1 เยอรมนเกดภาวะเงนเฟออยางหนกทสด ทำาใหประเทศยากจนมาก รวมทงคนยวเขาไปอยในเยอรมนมาก

ดนแดนดงเดมของชาวยวคออสราเอลในปจจบน เชอวาดนแดนนพระเจาประทานใหจงสรางเมองหลวงขนทเมองเยรซาเลม(3,000 ปมาแลว) ตอมาชาวยวกระจดกระจายไปอยบานเมองของผอนเนองจากถกอาณาจกรโรมนจบฆา อยในเมองหลวงของตวเองไมไดตองหนตายไปอยในยโรปเกอบทงหมด แตคนยวไปอยทไหนกยงเปนคนยวอยวนยงคำา อยทไหนกเปนสตวเศรษฐกจ คมเศรษฐกจของประเทศนน เชน ควบคมเศรษฐกจเยอรมนแลวทำาการสงเงนกลบไปซอทสะสมแถบอสราเอลในปจจบน แลวสงหวหอกไปตงนคมเกษตรกปบตร ,มชาฟ ไปตงรกรากกอนทจะมประเทศอสราเอลอยางเปนทางการ

ฮตเลอรเปนคนทเกลยดชนชาตยวมาก เพราะซำาเตมเศรษฐกจของเยอรมน ศกดศรความเปนคนเยอรมน เยอรมนเปนอาณาอารยะชนชาตใหญมาก เปนคนพนเมองอยแถบแมนำาไลย อพยพมาจากทางตอนเหนอของยโรป

ในทสดภาวะสงครามทำาใหเศรษฐกจยายไปอยอเมรกา ซงขณะนนคนอเมรกาอยในระบบเศรษฐกจแบบทนนยมเสร ไมมรฐสวสดการ/ไมมกองทนสวสดการ ทำางานไดกตองเกบอมเพอนำามาใชในบนปลายชวต แตไมไวใจระบบธนาคารของตนเอง ซงธนาคารทไวใจไดมากทสดในโลกขณะนนอยทออสเตรเลย การฝากเงนในธนาคารมจำานวนมากทำาใหเกดสภาพเงนลนธนาคาร ธนาคารเรงปลอยกมาก โดยไมมมาตรการในการควบคม (คลายๆกบการเอาลงทนในกจการทไมมประโยชน หรอกมาเพอบรโภค)ทำาใหเกดสภาพหนสญ จนกระทงเกดปญหาธนาคารลมโดยเรมทออสเตรเลย และไดสงผลกระทบไปยงเศรษฐกจของอเมรกา ทำาใหคนอเมรกาลมตาม เกดภาวะเศรษฐกจตกตำา(ศตวรรษท 1930) ทำาใหบรษทตางปดตวเองลง และเกดการตกงานตามมา เราเรยกปรากฏการณนวา “The great depression” (หนา 122)

เมอเกดภาวะเศรษฐกจตกตำาขณะนนหลกการของสำานกนโอคลาสสกนนใชไมได จงเกดแนวคดของสำานกเคนสเชยน โดยเซอร จอหน เมน�รดเคนส คนองกฤษ ไดเขยนหนงสอเรองทฤษฎทวไปเกยวกบการจางงานดอกเบยและเงนตรา (General Employment Interest and Money : 1936 ) แนวคดนไดรบการวพากษวจารณ/ตอตานไมเหนดวยจากนกเศรษฐศาสตรสำานกนโคลาสสกและสำานกเสร นยม แนวคดของเคนสนำาไปใชในอเมรกา(เพราะองกฤษไมเหนดวย) วกฤตเศรษฐกจครงแรกในอเมรกาแนวคดของเคนสยงไมเขามามอทธพล แตเมอศตวรรษท 1930 แนวคดของเคนสนำามาใชในดานเศรษฐศาสตรการจดการเศรษฐกจในชวงตงแตหลงค.ศ.1930 จะเหนวาแนวคดของเคนส

นำาไปสการพฒนา โดยเฉพาะในศตวรรษท 60,70 เราพฒนาเศรษฐกจดวยอทธพลของเคนส

คำ�บรรย�ยวช� PS 704 แนวคว�มคดและนโยบ�ยในก�รพฒน�ประเทศไทย

Concepts and Policy of Development in Thailand ผศ.เส�วลกษณ สขวรช วนท 13 ตล�คม พ.ศ. 2550

ภ�คบ�ย

3.ทฤษฎก�รเจรญเตบโตท�งเศรษฐกจของสำ�นกเคนสเซยน

จอหน เมน�รดเคน ไดเขยนหนงสอเรอง ทฤษฎทวไปเกยว“กบการจางงานดอกเบยและเงนตรา (General Employment Interest and Money)”

* บทความเกยวกบปรากฏการณเคนเซยน (Keynesian Consensus) กบการพฒนาในแนวทาง State Developmentalism ในโลกเสร นกศกษาสามารถหาอานไดจากหนงสอฉนทานมตวอชงตน

จอรน เมน�รดเคนส อดตอาจารยมหาวทยาลยเคมบรดจ(องกฤษ) ตอมาเปนทปรกษาขององกฤษและอเมรกา ไดเขยนหนงสอททรงอทธพลมากในทศวรรษท 20 โดยถอวาหนงสอเลมนเปนการปฏวตแนวคดทฤษฎในทางเศรษฐศาสตร หรอเปนการเปลยนกระบวนทศน / Paradigm shift โดยใหคำาอธบายการเกดภาวะเศรษฐกจตกตำาครงใหญในศตวรรษท 90 สงผลกระทบไปทวโลก

ขณะนนคนทวโลกไมรวาเกดอะไรขน นกเศรษฐศาสตรสำานกคลาสสก,สำานกนโอคลาสสกกไมสามารถอธบายและหาแนวทางไมเจอ ในทสดเคนสไดอธบายและเสนอแนวนโยบายในการแกปญหา แนวคดของเคนสมอทธพลตอประเทศมหาอำานาจทางเศรษฐกจเปนเวลาถง 25 ป หลงสงครามโลกครงท 2 (1945) จนกระทง 1970 อทธพลกคอยจางไป แนวคดของ Neo –Liberalism เขามาแทน

ปรากฏการณของเคนส (Keynesian Revolution) ม 3 ดาน 1.เปนการปฏวตกระบวนทศนเศรษฐศาสตร -เคนสมงลางอทธพลของสำานกเศรษฐศาสตรคลาสสค/นโอ

คลาสสก โดยเรมจากการวพากษวจารณแนวคดของทงสองสำานก ทงในมหาวทยาลยเคมบรจส ลอนดอน และม.ฮารเวรด สหรฐอเมรกา

-ทฤษฎของเคนสตองเผชญกบการตอตานอยางรนแรงในยคของลทธ Mac Carthyism ในพทธศตวรรษท 2490 วาดวยการปราบปรามคอมมวนสต เนองจากมการตความหนงสอของเคนสวา Kenesianism มความหมายเทากบคอมมวนสต เพราะเคนสเสนอใหรฐเขามามบทบาทมากกวาพวกเสรนยม มากขนพวกเสรนยมเขาใจวาเคนสตองการใหเกดอำานาจรฐมากเทากบสงคมนยมคอมมวนสต

-การปฏวตกระบวนทศนทางเศรษฐศาสตรดงกลาวไดทงมรดกสำาคญ 3 ประการ คอ

(1)แยกแยะความแตกตางระหวางเศรษฐศาสตรมหภาคกบจลภาค และเปนการวางรากฐานของเศรษฐศาสตรมหภาค (กลาวโดยสรป..เศรษฐศาสตรแบบเคนสเปนเศรษฐศาสตรมหาภาค)

(2)เสนอกรอบคดในการจดทำาบญชประชาชาต (National Account System) ซงทำาใหมการสรางแบบของเศรษฐกจมหภาคเพออธบายกลไกการทำางานของระบบเศรษฐกจ และเพอใหคำาทำานายเกยวกบสถานการณทางเศรษฐกจ

(3)ชวยกอบกระบบทนนยมใหรอพนจากจากวกฤตทางเศรษฐกจ เพอให

-เขาใจปญหาปญหาเสถยรภาพของระบบเศรษฐกจ-เขาใจบทบาทของในการแกไขเยยวยาวกฤตทางเศรษฐกจ-เขาใจเทคนคและกลไกปญหา เสถยรภาพทางเศรษฐกจ2.เปนการปฏวตการเขยนตำาราเศรษฐศาสตร มการเขยนตำาราทไดรบอทธพลจากเคนสหลายเลม ตำาราท

โดงดงมาก คอ งานของ Paul A. Samuelson ชอ Economic : An Introductory Analysis

3.เปนการปฏบตนโยบายเศรษฐกจใหพนจากวกฤตทางเศรษฐกจ

แมแนวคดเคนสเกดขนเพอตอบสนองตอภาวะเศรษฐกจตกตำาครงใหญ แตเพงมอทธพลในการกำาหนดนโยบายเศรษฐกจในป 1938 เมอเกดภาวะเศรษฐกจถดถอยอกครงในอเมรกา

ส�ระสำ�คญของแนวคดของสำ�นกเคนส 1.ปจจยทกำาหนดรายไดประชาชาตและการจางงาน คอ Y – C – I – G – ( X – M)Y = รายไดประชาต ซงรายไดประชาชาตเกดจาก 4 ตวนคอ

C = การบรโภคในภาคเอกชนI = การลงทนในภาคเอกชนG = การลงทนและการบรโภคในภาครฐ(X – M) = การสงออก การนำาเขา –

เชน ประเทศไทยเกดวกฤตเศรษฐกจป 2540 ชวงรฐบาลนายกชวลต IMF เขามาในประเทศไทย ซงขณะนนคณทนง พทยะ รฐมนตรคลงแกปญหาวกฤตไมไดจงไปยมเงน IMF มา IMF ทงเงอนไขอะไรมาไทยรบทกเงอนไข ไมมการเตรยมตว ตงรบอยางเดยว ชวงหลงจงมาดาวา INMF ใหยาไทยผด ทง ๆท IMF บอกใหไทยอยเฉย ๆใหไทยรดเขดขดประหยดทกอยาง แตผลของมนกระทบกบธรกจทกภาคสวน (จะเหนวาขณะนนพวก IMF เปนพวกสำานกเสรนยมใหม(นโอคลาสสก) ซงไมใชสำานกเคนส)

ในทสดรฐบาลไดเชญคณธารนทร นมมานเหมนทร ,คณศภชย พานชภกด จากพรรคฝายคานมาปรกษา โดยเฉพาะคณธารนทรไดอธบายในรฐสภาโดยทำาเรองยากของเคนสใหเปนเรองงายและเขาใจ โดยกลาววา รายไดประชาชาตเปรยบเสมอนเครองบนลำาหนง ม 4 เครองยนต คอ Y ,C , I ,G และ ( X – M) แตป 2540 เครองยนตของไทยดบไปแลว 3 เครองเหลอแตเครอง G ดงนนในภาวะเศรษฐกจตกตำาเชนนรฐบาลตองเพมคาใชจาย ทำาใหเกดการจางงาน ตองลงทนในสาธารณปโภค ตองทำาใหคนมรายได สงทตามมาคอโครงการมยาซาวา ,โครงการ ZIP

2.ปจจยทกำาหนดรายไดและการจางงาน ไดแก-คาแนวโนมของการบรโภค ถาเรายงบรโภคมาก /เพมการใช

จาย กจะทำาใหเกดการผลต การจางงาน การเกดรายไดตามมา-ความตองการในการถอทรพยสนสภาพคลอง ไมลงทนใน

อสงหารมทรพย ตองทำาธรกจทซอมาขายไปไดงาย-การคาดคะเนอตรากำาไรจากการลงทนใหม กอใหเกดการจา

งาน และเกดรายได

3.การปลอยใหทกอยางดำาเนนไปเองเปนเรองทนสมย ซงเคนสมองวาแนวคดของเศรษฐศาสตรเสรนยมทรฐอยาแทรกแซงปลอยใหเปนหนาทของกลไกตลาดนนลาสมย รฐตองแทรกแซงเศรษฐกจเพอใหเกดการจางงานเตมท กลไกรฐตองเขาไปจดการ คอ

-ควบคมอตราดอกเบย โดยการลดอตราดอกเบยเพอกระตนการลงทน

-เพมรายจายของรฐ(โดยใชงบประมาณขาดดล)-กระจายรายไดใหม เพอใหเกดการยกระดบการใชจายเพอการ

บรโภคแนวคดนเปนทมาของการจดการระบบเศรษฐกจแบบ รฐ“

สวสดการ ทตองมการปฏรปทดน ปฏรประบบภาษทงในแนว”ตง(การจดเกบภาษอตรากาวหนา) และแนวนอน(การขยายฐานภาษ เชน ภาษมรดก ภาษทดน การซอขายหนของปจเจกบคคล ) การปรบปรงระบบการจดเกบภาษ

ขณะนการจดเกบภาษของไทยยงตามหลงรายจายอยหลายเปอรเซนต ภาษเราไดหลก ๆคอภาษนตบคคลจากโรงงาน บรษท หางรานตาง ๆ กลาวคอ 100 รายแรกเราจดเกบภาษไดประมาณ 23 % ของรายไดทงประเทศ ในขณะทภาษเงนไดบคคลธรรมดาเราจดเกบไดนอยมาก ประชากรทงหมด 65 ลานคน มผมายนเสยภาษไมถง 8 ลานคน มผอยในวยกำาลงแรงงาน 33 ลานคนแตจายภาษ 6-7 ลานคน จะเหนวารบบาลไทยไปไมรอด

ขอเสนอแนะในก�รดำ�เนนนโยบ�ยแบบเคนส1)การจดการอปสงคมวลรวม (Demand Management

Policy) หมายถง รฐสามารถบทบาทในการผลกดนการเจรญ

เตบโตทางเศรษฐกจและการจางงาน โดยใชมาตรการตาง ๆแทนการใหระบบเศรษฐกจลองลอยไปตามกลไกราคาหรอการอดหนนอตสาหกรรมเฉพาะประเภท

2)ใหความสำาคญกบเครองมอทางการคลงในการรกษาเสถยรภาพมากกวาเครองมอทางการเงน

3)ใชงบประมาณแผนดนในการรกษาเสถยรภาพทางเศรษฐกจตามสภาวการณทางเศรษฐกจในแตละลกษณะ

-ในภาวะเศรษฐกจถดถอย ตกตำา รฐตองใชงบประมาณขาดดลเพออดฉดใหเศรษฐกจฟ นตว

-ในภาวะเศรษฐกจเงนเฟอ รฐตองใชนโยบายเกนดล เพอผอนคลายแรงกดดนของเงนเฟอดวยการลดทอนอปสงคมวลรวม

อทธพลของ Keynesianismแนวคดนชวยบรรเทาความขดแยงระหวางชนชน เพราะเสนอ

ทางเลอกทประนประนอมระหวางชนชน โดยเสนอใหรฐมหนาทรกษาเสถยรภาพทางเศรษฐกจ ทำาใหเกดการจางงานเตมท จดสวสดการแกคนยากจนและวางงาน แนวคดนจงไดรบการยอมรบจากพรรคการเมองตาง ๆในการกำาหนดนโยบาย เพราะเปนทางสายกลาง

1) อเมรกาแปลนโยบายเศรษฐกจแบบเคนสเปน นโยบาย“โลก เชน”

-แผนการมารแชล (Marshall Plan) ทใหความชวยเหลอยโรปตะวนตก (หลงค.ศ.1945 -1950)ถอเปนแผนพฒนาเศรษฐกจในยโรปเปนแผนแรก โดยอเมรกาเขาไปชวยเหลอเพราะยโรปเปนสมรภมสงครามโลก บานเมองพงพนาศ เศรษฐกจลมละลาย

-การใหความชวยเหลอกบประเทศโลกครงทสามดวยการอดฉดเงนเพอการเจรญเตบโตทางเศรษฐกจ

-อเมรกาไดสงนกวชาการเทคโนแครตทมแนวคดแบบเคนสมาเปนทปรกษาเศรษฐกจใหกบประเทศโลกทสาม

2) วชาเศรษฐศาสตรพฒนาการไดรบอทธพลจากแนวคดน โดยใหความสำาคญกบบทบาทของรฐในการพฒนา ในการลงทนในโครงสรางพนฐานทางเศรษฐกจ

*แผนพฒนาเศรษฐกจของไทยแผน 1 และแผน 2 เกยวของทางดานสาธารณปโภค(โครงสรางพนฐาน เชน สรางเขอนภมพลเพอสรางกระแสไฟฟา ,สรางถนนสายมตรภาพ โดยแผนพฒนาฯท 1 นจอมพล ป. ไดมสโลแกน คอ นำาไหล ไฟ“

สวาง ทางด มงานทำา ”รวมทงการพฒนาคน เพราะหลายประเทศมองวาคนไทยเปนคนขเกยจ โดย

เฉพาะผชายขเกยจกวาผหญง ดงนนจอมพล ป.จงมสโลแกนจงใจวา งานคอเงน“ เงนคองาน บนดาลสข คออยาขเกยจนะทำางานแลวมเงน เมอมเงนกมความสข” รวมทงกลาววา รฐบาลนตองการใหคณประหยด แตไมตองรดเขมขด คอ ตอง“ ”

ประหยด แตไมถงกบไมกนไมใชเลย เพราะการพฒนาตองกระตนใหคนบรโภค ทำาใหมการผลต การจางงานตามมา แตทสำาคญไดออกกฎหมายเปนประกาศคณะปฏวตมาบงคบวา หามพระภกษสงฆทวประเทศ เทศนสงสอนประชาชนเรองความมกนอย“สนโดษ ชวงหลงทานปยต ปยตโต อธบายวา ” จอมพลสฤษฎนนเขาใจผด มกนอย

สนโดษไมไดหมายความวา กนนอยใชนอย แตในทางพทธศาสนาแปลวา ความสำารวมไมใหกเลสมนเตบโต

***พกง...ตรงนเปนสโลแกนของใครกนแนระหวาจอมพลป.กบจอพล สฤษฎเพราะอาจารบรรยายสบสน...

-ทฤษฎ Harrod – Domar Model -อตสาหกรรมการพฒนาทสมดล (Balanced Growth) โดย Ragna

Nurkseส�ระสำ�คญของ Keynesian Consensus

1.ใหความสำาคญกบบทบาทรฐในการรกษาเสถยรภาพทางเศรษฐกจและการพฒนาเศรษฐกจ ดงนนรฐบาลในยคทไดรบอทธพลจากเคนสมกจะเปนรฐบาลทเปน

big government (ขยายตว สรางสงตาง ๆ) และถกตตราวาเปน รฐนนม“ ”2.แนวทางในการวางแผนเปนแบบชนำา(Indicative Planning) หมายความ

วา รฐสรางเงอนไข หรอใสสงสอดแทรก ปจจยบางอยาง เพอจงใจใหเอกชนทำาอยางรฐทตองการ

เชน รฐตองการเปลยนโครงสรางจากเกษตรกรรมมาเปนอตสาหกรรม รฐสรางสาธารณปโภคขนมา พฒนาทดนใหเปนนคมอตสาหกรรม โดยมสาธารณปโภคครบถวน รวมทงตงขอเสนอวาใครมาทำาตรงนจะมสทธพเศษหลายอยาง เชน รฐบาล

หาเงนกให คำาประกนเงนก ยกเวนภาษนำาเขาเครองจกร ยกเวนภาษนำาเขาวตถดบ กำาไรทไดยกเวนภาษเงนได 5 ป จะเหนวาสงทรฐอยากไดคอมการนำาเมดเงนมาลงทน

ในประเทศ มการจางงาน มรายได มการจบจายใชสอย และหวงวาเขาจะถายทอดเทคโนโลยใหกบเรา

แนวทางนยงมกลไกราคาในการจดสรรทรพยากร แตใหรฐมบทบาทในการชนำาการพฒนาโดยลงทนโครงสรางสาธารณปโภคทางเศรษฐกจ กำาหนดนโยบายไปใน

ทศทางทกำาหนดแลวปลอยใหเอกชนเปนฝายตดสนใจลงทน3.ใหความสำาคญกบเปาหมายของการจางงานเตมอตราเหนอกวาเสถยรภาพ

ราคา -การแกปญหาวางงานถอเปนหนาทพนฐานของรฐบาล และเปนการบรรเทา

ความยากจน-รฐยงมหนาทจดสรรสวสดการใหแกคนวางงานและคนยากจน

แนวคดของเคนสเชอวา ความเสมอภาคทางเศรษฐกจไมไดขดขวางความเจรญเตบโตทางเศรษฐกจ แตกลบเกอกลการพฒนามนษย ทำาใหมความมนคงดานอาหาร

และเขาถงความจำาเปนพนฐาน รวมทงการศกษาและบรการสาธารณสข4.ใชงบประมาณแผนดนเปนเครองมอในการกำาหนดนโยบายเศรษฐกจมหภาค

ในภาวะเศรษฐกจตกตำา/ถดถอย มการวางงานสง รฐอาจใชนโยบายงบประมาณแบบขาดดล

ในภาวะเศรษฐกจใชแบบเงนเฟอ รฐบาลอาจใชนโยบายงบประมาณแบบเกนดล5.การลงทนเปนปจจยสำาคญของการออม

การลงทนทำาใหผลผลตและรายไดประชาชาตเพมขน การขยายตวทางเศรษฐกจนำามาซงเงนออมทงในภาคครวเรอนและภาคเอกชน

แนวคดนแตกตางจากแนวคดสำานกนโอคลสสกและคลาสสกทเชอวา การออมเปนเงอนไขจำาเปนของการลงทน ในขณะทเคนสกลาววา การลงทนตองมากอนเงน

ออม 6.ใหความสำาคญกบนโยบายการจดการอปสงคมวลรวม ในการรกษา

เสถยรภาพทางเศรษฐกจ เพอกอใหเกดการจางงานเตมท โดยอาศยเครองมอทางการเงนและการคลงอยางเหมาะสม

7.เชดชระบบสงคมนยมประชาธปไตย ซงเคารพสทธและเสรภาพของประชาชน ใหความสำาคญกบสทธแรงงานและการรวมกลมเปนสหภาพแรงงานเพอใหม

เสถยรภาพทางอตสาหกรรมและประสทธภาพในการผลต8.เชดชการพฒนายทธศาสตรแบบปด (Inward Orientation) สำาหรบ

ประเทศโลกทสามทสนคาออกสวนใหญเปนสนคาขนปฐมทราคาในตลาดโลกแกวงไกวมาก ทำาใหรายไดจากการสงออกไรเสถยรภาพ

สงเสรมนโยบายอตสาหกรรมเพอทดแทนการนำาเขา มนยยะการพงตนเองแทนการพงสนคาขาเขา และใชมาตรการปกปองอตสาหกรรมภายในประเทศ เพอพฒนาความไดเปรยบเปรยบเทยบ(Comparative Advantage) กอนทจะสง

ออกเพอแขงขนในตลาดโลก นบเปนยทธศาสตรชวงการเปลยนผาน เพอใหประเทศโลกทสามปรบโครงสรางความคดใหเขมแขงเสยกอน

ยทธศาสตรนจะเหนไดชดจากการมอทธพลในประเทศไทย เราเรมตนในการพฒนาแผนท 1,2 เราใชการพฒนาแบบปด มการสงเสรมอตสาหกรรมทดแทนการนำาเขา ตงแตมการทำาสนธสญญาบาวดรงกบองกฤษ เราสงสนคาออกเปน

วตถดบ สนคาเขาเปนสนคาสำาเรจรปพรอมบรโภค จะเหนวาเราเสยเปรยบจงหนมาผลตเองทดแทนการนำาเขา แตเมอเราผลตได ประเทศอนกผลตได เราจงปกปอง

สนคาของเราใชมาตรการตงกำาแพงภาษกนสนคาของประเทศอนทผลตเหมอนเราเขามาแขงกบเราในประเทศ

นคอนโยบายแบบปด เชน บหรไทยในอดตไมมคแขง บหรนำาเขานนมกำาแพงภาษทแพงมาก จงเกดการลกลอบนำาภาษนอกเขามา ในทสดเราตองเปดเสรทางการ

คา ทำาใหบหรมคแขงขนมากมาย นเปนเพราะอทธพลเสรนยมใหม9.เสนอแผนพฒนาแบบทวลกษณ (Dualistic Development) เพอแก

ปญหาการวางงานแอบแฝงในโลกทสาม เชน แบบจำาลองในการพฒนาแบบทวลกษณของ Luwis(ลอส)

ก�รพฒน�แบบทวลกษณ (Dualistic Development) ของ Luwis คอ การพฒนาแบบไมสมดล โดยเอาความเจรญมาไวในเมอง เชน กรงเทพ เพราะไม

สามารถสรางใหไดทกจง หวดใหเจรญเหมอนกรงเทพฯได ลอสกลาววา ประเทศยากชนสวนใหญเปนประเทศเกษตรกรรม ผลผลตทาง

เกษตรกรรมไมคงทนถาวร เนาเสยไดงาย เกบรกษาไมได ประกอบกบผซอเปนผกำาหนดราคา ผผลตตองงอผซอ เชน ภาคใตเปนแหลงขดดบก โดยขดแรดบออกขาย แตผกำาหนดราคาคอสภาดบกโลก อยทกรงลอนดอน ประเทศองกฤษ เราเสยเปรยบอตราการแลกเปลยนระหวางสนคาเกษตรกบสนคาอตสาหกรรม ถกเอารดเอาเปรยบ

ลอสจงกลาววา ถาจะพฒนาประเทศจะตองเปลยนโครงสรางการผลตเปนอตสาหกรรม เรยกแนวคดนวา Structurelist และกลาววาคนชนบทไมตองหวงเลยวาการสรางอตสาหกรรมในเขตเมอง ความสะดวกมมากในเขตเมอง คาครองชพสง เพราะมความพรอมและความสะดวกสบาย ทำาใหคาจางสง จงสงทดงดดคนทวางงาน

ในชนบทเขามาทำางานในเมองแรงงานแอบแฝง เชน ครอบครวหนงมลก 7 คน ตอนทพอแมมลก 5 คนทำา

นาได 20 เกวยน มทดนทำานา 20 ไร แตเมอมลก 7 คนท ดนกม 20 ไรเทาเดม ทำานากไดขาว 20 เกวยนเทาเดม จะเหนวาลกคนท 6 และคนท 7 มผลตภาพหนวยสดทายเปนศนย แปลวามลกเพมขนแตผลผลตกไมเพมขน คนเหลานเรยกวา

แรงงานทวางงานแอบแฝง คอ ไมมนายจางจงไมรสกวาตกงาน แตไมทำาใหผลผลตเพมขนในครวเรอน

ดงนนลอสจงใหดงดดแรงงานเหลานจากชนบทไปเปนแรงงานทำางานในโรงงานอตสาหกรรม ทำาใหเกดรายไดสงกลบไปชนบท นคอการไหลลงอตโนมต เชน คนอสานเขามาทำางานในกรงเทพ เมอถงหนาเทศกาลนายจางหยดงาน คนเหลานก

กลบบาน สรปวา...สงคมทวลกษณของลอส คอ สงคมเมองกบสงคมชนบท มการ

พฒนาทไมเทาเทยมกน เมองพฒนามากกวา เมองจะเปนแรงดด สวนความยากจนในชนบทเปนแรงผลก ทำาใหเกดการพฒนาในเขตเมองและสงรายไดไปสชนบท

ตอมาไดเปลยนการพฒนาทเนนการเจรญเตบโตทางเศรษฐกจและการสรางงาน มาเนนการแกปญหาความยากจนและการตอบสนองความจำาเปนพนฐาน (เปน

ผลงานของนกเศรษฐศาสตร Dudley Seers และ Paul Streeten) 10.สงเสรมการจดรฐสวสดการโดยใชการมาตรการทางดานภาษ และปฏรป

ทดน กลาวคอ-การจดเกบภาษแบบกาวหนา

-การเพมภาษในแนวนอน เชน ภาษมรดก ภาษทดน ภาษจากการขายหนในตลาดหลกทรพย

-การปรบปรงการจดเกบภาษใหมประสทธภาพ-การจดสรรทดนใหคนยากจน

จะเหนวาทฤษฎของเคนสมอทธพลตอการพฒนาของประเทศยากจนทงหลายทวโลกในยคตงแตทศวรรษท 50-70 ทวโลก รวมทงประเทศไทยดวย

แนวท�งในก�รพฒน�แบบทนนยมส�กล แบงออกเปน 3 ชวง/สมย

1.แนวทางการพฒนาแหงชาตหรอรฐนยม(National Developmentalism) ไดรบอทธพลจากแนวคดของเคนส2.แนวทางการพฒนาแบบเสรนยมใหมแบบดงเดม (Neo – liberal

Orthodoxy) หรอ Washington Consensus 3.แนวทางการพฒนาแบบเสรนยมใหม หรอ Post Washington

Consensus : PWC …………

1.แนวท�งก�รพฒน�แหงช�ตหรอรฐนยม(National Developmentalism) (หนา 122)

หลงสงครามโลกเกดสงครามเยน ชวงสงครามเยนมการแบงขวออกเปน 2 ขวอำานาจ เกดการเปลยนแปลง เรยกวา Internationalization

Internationalizationแรงผลก : คอ การจดระเบยบโลก โดยมขวเสร นำาโดยสหรฐอเมรกา กบขว

คอมมวนสต นำาโดยสหภาพโซเวยตคณคา : มการแบงเปน 2 ขวเพราะมพนฐานมาจากอดมการณทแตกตางกน

คณคาหลกมลทธทแตกตางกนในแนวทางและวธการเพอบรรลและรกษาคณคานน-คณคาหลกของโลกเสร คอ เสรนยม ,เปาหมายคอ เสรภาพ ประชาธปไตย

ความกนดอยดของประชาชน การเคารพในสทธของทรพยสน/ความสามารถของมนษย และตองทำาเพอรกษาคณคานน มระบบเศรษฐกจแบบทนนยม

-คณคาหลกของโลกคอมมวนสต คอ เนนสงคมสวนรวมมากกวาปจเจกบคคล(ไมเนนความรวย/จน ไมเนนสทธเสรภาพ) ทรพยสนตองเปนสวนรวม ตองมความเสมอภาค วธการเพอบรรลความเสมอภาคคอรฐตองเขาไปจดการอยาง

ถอนรากถอนโคน ยดทรพยของคนรวยเปนของสวนรวมผลทเกด :

(1)โลกแบงออกเปน 2 คาย โครงสรางอดมการณ การพฒนา มาขยายและ“ ”ซอนความครอบงำาของมหาอำานาจแตละฝาย

(2)รฐประชาชาตกลายเปนรฐพฒนาและมนคง (เพราะมสงครามอดมการณ เนนการพฒนาและปราบปรามคอมมวนสต)

*การพฒนาจดนจะเหนวาเกดสงครามเวยดนาม ซงเปนสงครามตวแทน โดยสงไทยไดทหารไปชวยรบ และยอมอเมรกาเขามาตงฐานทพเพอความมนคงของไทย

เพราะเชอในทฤษฎโดมโน

(3)การรวมศนยอำานาจการพฒนา เปนการพฒนาแบบขยำาธรรมชาต เอาทรพยากรตาง ๆมาใช มการแขงขนกนทางวทยาศาสตรและเทคโนโลยทเชอมโยงกบ

การแขงขนทางอำานาจ(4)การถายทอดเทคโนโลยดวยการศกษา

แนวทางการพฒนาแหงชาต -แนวทางนมอทธพลในการพฒนาชวงศตวรรษ 1960s

-รฐมบทบาทสำาคญในกระบวนการพฒนาเศรษฐกจ-สงเสรมเศรษฐกจแบบปด

-กลยทธในการพฒนา คอ การสงออกสนคาขนปฐม และการพฒนาอตสาหกรรมแบบทดแทนการนำาเขา(อตสาหกรรมการทอผา)

ขณะนนไทยสงออกขาวนอยลงเพราะยงไมไดพฒนาสายพนธ และตองใชระยะเวลาในการเกบเกยวยาวนาน ประกอบกบตางประเทศไมบรโภคขาวและมคแขงอยาง

อนเดย จงหนมาปลกพชวงจรสนเพอการสงออก เชน มนสำาปะหลง ปลกเพอสงโรงงานอตสาหกรรมไปทำามนเสนกบมนอดเมดเพอนำาไปเปนอาหารสตว และสงออก

ตางประเทศเทานน ,ปลกปอ ขาวโพด ถวเขยว ฯลฯ-มความเขมงวดในดานการเงนการคลง

*หนา 31 การวางแผนการพฒนา ใหนกศกษาไปอานเองเพมเตมกลยทธก�รพฒน�กระแสหลก(กระแสโลก) หนา 37

1)เนนอตสาหกรรม โรเจน สไตสและโรแดง เนนใหมการทมทนขนานใหญในอตสาหกรรมหลาย ๆชนดพรอมกน

2)แนวทางการพฒนาใหสมดล (Balance Growth) คอ พฒนาใหสมดลในทกสวนของระบบเศรษฐกจทงภาคเกษตรกรรมและภาคอตสาหกรรม แตประเทศกำาลงพฒนามทรพยากรจำากดมเมดเงนนอย ถาเฉลยเทา ๆกนในทก Sector จะไมกอใหเกดการเปลยนแปลงขนานใหญ โดยเฉพาะอยางยงภาคเกษตรกรรม/ชนบทเปนภาคทใหญมาก เมอเงนจมลงไปกจะหายไปเลย เชน เงนกองทนหมบานละลาน ดงนนเมอประเทศยากจนมทรพยากรจำากดเราจะคดเลอกความสำาคญวาตองใหความสำาคญอะไรเปนลำาดบมากนอย/กอน-หลง ดงนนเราจงเลอกการพฒนาแบบไมสมดล

3)แนวการพฒนาแบบไมสมดล(Unbalance Growth) เสนอโดยเฮอรเรสมน อธบายวา ใหมาลงทนกจกรรมทจะกอใหเกดผลเชอมโยงไดมากทสดและเรวทสดเพอใหเศรษฐกจขยายตวแลวพฒนาใหดขน โดยจดอนดบใหการลงทน โดยใหความสำาคญกบโครงการทกอใหเกดประโยชนสงสดในแงของสงคม โครงการทเลอกลงทนตองเชอมโยงกนมากทสด ทงในแงของการเชอมโยงไปขางหลงและเชอมโยงไปขางหนา เชน

-อตสาหกรรมเหลกกลา การเชอมโยงไปขางหลง เชน กอนถลงเหลกกลาจะตองมการขดแรมากกอน และเมอมแรเหลกจะตองนำาไปเปนเหลกธรรมดากอน จาก

เหลกธรรมดาตองนำามาทำาเปนเหลกกลา เพอใหมความเหนยวแขง สนมไมกนสวนการเชอมโยงไปขางหนาคอ เมอไดเหลกกลาแลวนำาไปทำาอะไร เชน นำาไป

สรางโรงงานอตสาหกรรมผลตตอเรอ เปนตน-อตสาหกรรมทอผา การเชอมโยงไปขางหลง คอ กอนทอผาจะตองมโรงงาน

ปนดาย กอนมดายจะตองปลกฝาย สวนการเชอมโยงไปขางหนา คอ การนำาไปตดเยบ4) การสงออกสนคาขนปฐม

5)การพฒนาทดแทนการนำาเขา*ใหนกศกษาไปอานปญหาการสงออกของสนคาเกษตร (หนา 39-40)

ทฤษฎก�รพฒน� (หนา 19) อาจารยไดเลอกหนงสอของไมเคล พ พทาโร เปนเจาพอ

ทฤษฎเศรษฐศาสตรพฒนาการ ไดแบงทฤษฎการพฒนาเศรษฐกจออกเปน 5 กลม (ทฤษฎกลมท 1 และ 2 เปนทฤษฎทไดรบอทธพลจากทฤษฎ Keynesian Consensus)

1.ทฤษฎ The Linear – Stages of Growth Model : 1950 -1960 ไดรบอทธพลจาก Keynesian Consensus

2.The Theories and Pattern of Structural Change ไดรบอทธพลจาก Keynesian Consensus

เศรษฐศ�สตรพฒน�ก�ร

-ศกษากลไกทางเศรษฐกจ การเมอง สงคม และสถาบนตาง ๆทงในภาครฐและเอกชน และภาคประชาชน ในการปรบปรงระดบการครองชพของคนในสงคมทเรงรบและขนานใหญ

-มขอบเขตเนอหาวชาทกวาง เพราะใชความรทงเศรษฐศาสตรดงเดม และเศรษฐศาสตรการเมองและความรในเชงสหวทยาการ

-ศกษาประสบการการพฒนาของประเทศตาง ๆโดยเปรยบเทยบ

1.ทฤษฎ The Linear – Stages of Growth Model : 1950 -1960 ไดรบอทธพลจาก Keynesian Consensus เปนทฤษฎแบบขนบนได (เปนทฤษฎทลอกบทฤษฎของมารกซ สงคมในยคตาง ๆ 5 ยค )

1.1 ทฤษฎขนตอนของก�รพฒน�(Rostow ‘s Stages of Growth

ทฤษฎนเสนอโดย วอลส รอสท�ว และไดประกาศวาเปนทฤษฎ A Non Communist Maniters : ปฏเสธไมเอาคอมมวนสต แตวเคราะหสงคมเปนขนตอน มองการพฒนาของสงคมเปนเสนตรง และไดพฒนาการของสงคมยโรปออกเปน 5 ขนตอนเพอนำาไปสความทนสมยดงน

1 ขนตอนของสงคมดงเดม (Traditional Society) เปนสงคมทผลตพออยพอกน (Self Subsistence) ซงสงคมยงไมมความกาวหนาทางเทคโนโลยแตอาศยแรงงานคน สตวและธรรมชาต

2. ขนตอนเงอนไขการเตรยมการกอนการพงทะยาน (Pre Condition for Take off) เปนขนทมการเตรยมในดานตางๆ เชน

การลงทนทางดานสาธารณปโภค โครงสรางพนฐาน (Infrastructure) เพราะจะเปนพนฐานในการพฒนาเศรษฐกจ

ปจจยทมอทธพลตอก�รพฒน�เศรษฐกจ 1.ปจจยทางดานเศรษฐกจ (Economic factors) หมายถง

ปจจยทสามารถนบหรอวดไดในเชงปรมาณ เชน คาจาง ราคาสนคา ผลผลต การออม การลงทน การจางงาน การเพมผลผลต

2.ปจจยทไมใชเศรษฐกจ (Non economic factors) หมายถง ปจจยทไมสามารถนบหรอวดไดในเชงปรมาณ แบงเปน

2.1 ปจจยภายในประเทศ ไดแก-ทศนคตและทาทตอชวต หนาทการงาน ปจจยนขนอยกบการไดรบการอบรมเลยงด/การกลอมเกลา

มาจากแตละครอบครว/สงคม เหนไดจากการอบรมเลยงดลกของคนไทย/คนจนและฝรงนนตางกน ฝรงเลยงลกโดยปลอยใหลกชวยเหลอตวเอง ขยน ซอสตย ในขณะทคนไทยเลยงลกแบบตามใจทำาใหทกอยาง ขเกยจ จอมพลสฤษดจงตองมสโลแกนวา ง“านคอเงน เงนคองานบนดาลสข ” ในขณะทการอบรมเลยงดลกของคนจน จะเลยงลกใหขยน อดทน อดออม เลยงดพอแม

-โครงสรางการบรหาร กฎหมาย ระบบราชการขององคกรภาครฐและเอกชน ตองเปนธรกจทซอสตยสจรต เพอนำาพาประเทศใหเจรญได เชน กรณทจรตหลกเลยงภาษของอดตนายกฯทกษณ ทง ๆทการจายภาษนนเปนเงนทจะนำามาพฒนาประเทศแตกเลยงไมยอมจาย ประเทศถงไมพฒนา และจะเหนวาประเทศใดซอสตยประเทศนนเจรญ เชน ญปน

-ขนบธรรมเนยม ประเพณและวฒนธรรม 2.2 ปจจยระหวางประเทศ

3. ขนตอนทะยานขนหรอขนเรมการพฒนา (Take of) จะเหนวาอปสรรคตาง ๆถกขจดหมดสนไป มการเจรญเตบโตทกภาคสวน สวนการออมและการลงทนเพมขนเปนรอยละ 5 หรอไมตำากวารอยละ 10 หรอมากกวาจนสามารถรกษาการเจรญเตบโตไดอยางสมำาเสมอ มการเปลยนแปลงโครงสรางทางการเมอง สงคม เศรษฐกจไปในลกษณะทเออตอการเจรญเตบโตทางเศรษฐกจ สงคมยโรปผานระยะเวลานมาในชวงปฏวตอตสาหกรรม ตองใชเวลา 20-30 ป

4. ขนตอนการขบเคลอนสการมวฒภาวะ (Drive to Maturity) จะเปนชวงเรงรดของการขยายตวทางเศรษฐกจ จะใชเวลา 40 - 50 ป มการผลตทหลากหลาย เศรษฐกจขยายตวอยางกวางขวาง ภาคสวนใหม ๆเกดขน เชน ภาคบรการ ซงเกดขนมาสนบสนนภาคอตสาหกรรม(ภาคเกา) และภาคบรการจะไปไดดจะตองมภาคสวนมาสนบสนน เชน สถาบนการเงน การประกนภย และมการใชเทคโนโลยใหมในทกสาขา

5. ขนทสงคมเขาสสงคมอดมโภค (High Mass Consumption) ประชาชนมการบรโภคอยางเตมท มสงตอบสนองความจำาเปนขนพนฐาน มสวสดการตางๆ และมนษยมคณภาพชวตทด (เปนสงคมเชนเดยวกบสงคมของมารกซ)

1.2. ทฤษฎวฏจกรแหงคว�มย�กจน (The Theory of Cycle

Poverty) ไดรบอทธพลจาก Keynesian Consensus (หนา 2)อธบายวา สาเหตของความยากจนเกดจากปจจยภายใน

ประเทศของเราเอง ขาดเงนออม ขาดแคลนทรพยากร อยในสภาพภมอากาศดนฟาอากาศทไมเหมาะสม แหงแลงเปนทะเลทราย ฝนฟาไมตกตามฤดกาล ไมมระบบชลประทาน ประชาชนขเกยจ ม

ทศนคตทไมเออตอการทำางาน (จะเหนวาฝรงมองทงในแงของอปทานและอปสงค)

1.3.ทฤษฎของฮ�รอท โดม�ร (Harrood – Domar Growth Model) ไดเสนอแนวทางแกไขปญหาการขาดแคลนเงนทน โดยกลาววา การลงทนเปนหวใจของการเจรญเตบโตทางเศรษฐกจ ทำาใหเศรษฐกจขยายตว ทำาใหเกดการจางงาน เกดรายได (สอดรบกบ 2 ทฤษฎขางตน)

และทกประเทศตองออมจากเงนรายไดเพอนำาไปทดแทนทนกอนเกา การทประเทศจะเจรญเตบโตไดตองมเงนออมทกอนใหญขน โดยมสมมตฐานวาทก ๆ $ 3 เงนทเพมขนทก ๆ $ 3 จะใหผลผลตเพมขน $ 1 ดงนนถาตองการใหรายไดประชาชาตเพมขนตองลงทนเพมขนเปนสดสวน 3 : 1

1.4.ทฤษฎทนมนษย เปนทฤษฎของ T .W. shoss(ชด) มองวา การพฒนาเศรษฐกจไมใชมองทวตถ โครงสรางพนฐาน สาธารณปโภค ปจจยทสำาคญคอตวมนษย มนษยตองมการศกษา ทกษะ สขอานามยทด รางกายแขงแรง จงจะทำางานได

จะเหนวาชวงหลงสงครามโลกครงท 1 ประเทศยากจน ประชากรสวนใหญไมมการศกษา ดงนนถาตองการพฒนาประเทศ จะตองใหการศกษากบคนเหลาน เพราะการศกษาทำาเขาใหงายตอการเรยนรทกษะในการทำางาน คนทมการศกษาสอนงายกวาคนทไมมการศกษา จงการใหการศกษาโดยการศกษานอกโรงเรยน

*ประเทศไทยไดดำาเนนการศกษานอกโรงเรยนมาตลอด เมอเวลา 40 ปผานไปเราไดรบคำาชนชมวาจดระบบการศกษานอกโรงเรยนไดดและสำาเรจ และจะตองทำาอยางตอเนอง

2.The Theories and Pattern of Structural Change ไดรบอทธพลจาก Keynesian Consensus

2.1 The Luwis Theory of Development คอ ทฤษฎการ พฒนาแบบทวลกษณ (Dualistic Development) ของ Luwis (หนา 23-24) กลาววา มแรงงานวางงานแอบแฝงอยในชนบทเหลอเฟอ เปนกองทพสำารองแรงงานทมมากทอยในชนบททเราสามารถเอามาทำาใหเกดการจางงานไดในเขตเมอง เพอใหแรงงานเหลานมงานทำาแลวสงเงนทไดกลบสชนบทบานของตวเอง ทำาใหเกดการไหลลงเหมอนกบนำาทเตมฝายแลวจะไหลจากทสงลงสทตำา

2.2 Structural Change and Pattern of Development :ทฤษฎของเจนเนอร (หนาท 23) ไดศกษาจนสามารถสรปลกษณะกระบวนการพฒนาของประเทศตาง ๆได และกลาววา แมวาการสะสมทนและการลงทนเปนสงจำาเปนตอการพฒนา แตไมเปนเงอนไขเพยงพอตอการพฒนาเศรษฐกจ เพราะตองมองคประกอบอน ๆดวย เชน เปลยนการผลตจากภาคเกษตรกรรมเปนการผลตในภาคอตสาหกรรม การสะสมทนทางดานกายภาพและทนมนษย การเปลยนแปลงอปสงคของผบรโภคจากความตองการอาหาร สงจำาเปนในการดำารงชพไปเปนความตองการสนคาอตสาหกรรมทหลากหลายและการเจรญเตบโตดานตาง ๆ การเจรญเตบโตของเมองใหญและในเมอง ขนาดครอบครวทเลกลง การขยายตวของประชากร

ทฤษฎนยงวเคราะหอปสรรคทงภายใน(ทรพยากร คน สถาบน นโยบาย การบรหารราชการ) และภายนอกประเทศ(การเขาถงทน ประเทศยากจนไมสามารถเขาไปหาแหลงทนได ไมมเทคโนโลย การคาระหวางประเทศไมยตธรรม กดกนประเทศเลก

หรอไมสามารถเขาถงการคาของระหวางประเทศได ระดบการแตกตางของการพฒนาของแตละประเทศขนอยกบอปสรรคทงภายในและภายนอก

และมองวาประเทศกำาลงพฒนามโอกาสเขาถงแหลงเงนทน แหลงเทคโนโลย การนำาเขาสนคา การสงออกมากกวาประเทศพฒนาในตอนทประเทศกำาลงพฒนาอยในชวงยากลำาบาก จงกลาววาประเทศกำาลงพฒนาสามารถพฒนาไดเรวกวาประเทศอตสาหกรรมในยคตน ๆ

ทง 2 ทฤษฎนเปนทฤษฎกระแสหลก ทมมมมองวาปญหาอปสรรคการพฒนาประเทศมาจากปญหาภายในประเทศและภายนอกประเทศ

1)ทฤษฎพงพ�(Theory Dependency) (หนา 24) นกเศรษฐศาสตรของประเทศยากจน โดยเฉพาะอยางยงแถบอเมรกาวพากษ

วจารณกระบวนการพฒนาตงแตยคลาอาณานคม กลาวา ผลพวงจากการลาอาณานคมในอดต ทำาใหประเทศพวกเขายากจน เพราะวาเจาอาณานคมดดเอาความ

มงคง/ทรพยากร เอารดเอาเปรยบ ปกครองบงคบแบบกดข ประเทศเหลานไมพอใจทประเทศเจาอาณานคมเรยกพวกเขาวาเปนพวกดอย

พฒนา จงตอบกลบวาประเทศตวเองไมเคยดอยพฒนา จนกระทงพวกทานเขามา จงทำาใหเราดอยพฒนา เพราะเขามาเอาความมงคงของประเทศเราไปทำาใหพวกแกนน

พฒนาขน(เชนเดยวกบยโรปทไมเคยดอยพฒนา เพราะไมเคยถกใครเอารดเอาเปรยบแบบทยโรปทำากบผอน) จงมองวาการพฒนาเหมอนกบเหรยญทม 2 ดาน คอ พฒนาและดอยพฒนา ถามการพฒนาฝายหนงได อกฝายหนงเสย(ประเทศยากจน) เรยกวา

นกทฤษฎฝายซาย ใชทฤษฎมารกซสเปนทฤษฎพนฐานในการวเคราะห*ทฤษฎเคนส เปนทมาของ National Developmentism

*ทฤษฎมารกซส เปนทมาของทฤษฎพงพา(Dependency) เพราะมารกซ อธบายวา ชองวางระหวางคนจนกบคนรวยเกดขนเพราะนายทนเอาเปรยบกรรมกรผใชแรงงาน เชน บงคบใหทำางานแตใหคาจางถก ประเทศรำารวยรำารวยบนความยากจน

ของประเทศยากจน จงแตกเปนแนวคด 3 แนว คอ

-Neo Colonel Dependency คอ ชวงลาอาณานคม ประเทศทตกเปนอาณานคมถกเอารดเอาเปรยบ เมอไดรบเอกราชเขาสทนนยมโลก กลายเปนกระบวน

การแบงงานกนทำาแบบใหม สมยรชกาลท 4 เปนการแบงงานกนทำาแบบเกา คอ ประเทศพฒนาแลวผลต

สนคาอตสาหกรรม ประเทศยากจนผลตสนคาเกษตรกรรมผลตนำามาแลกเปลยนกน แตเมอเขาสยคพฒนา ประเทศยากจนถกสงเสรมใหผลตสนคาอตสาหกรรม ชวงหลง

เปลยนเปนผลตสนคาอตสาหกรรมเพอสงออก (เปนแนวคดของพวก Neo – liberalism)

แนวคดของพวก Neo – liberalism เสนอใหผลตสนคาอตสาหกรรมเพอสงออก โดยการกระจายการผลต เชน

คอมพวเตอร 1 ตว ชนสวนแตละชนผลตมาจากหลายประเทศ แลวสงชนสวนเหลานนออกไปประกอบทอเมรกา ญปน ไตหวน เปนตน กระบวนการนเรยกวา กระบวนการ

แบงงานกนทำาระหวางประเทศแบบใหมกระบวนการแบงงานกนทำาระหวางประเทศแบบใหม หมายความวา สนคาทใช

เทคโนโลยแบบตำา ใชแรงงานมาก ประเทศยากจนเปนผทำา ในขณะทประเทศรำารวย มเทคโนโลยสงกวากจะผลตสนคาทไฮเทค เปนอตสาหกรรมทอยบนพนฐานของการใชความร(Knowledge best Industry) ทงชวภาพและเคมทซบซอน โดยเฉพาะ

ความรใหม และประเทศใดม Knowledge best Industry กจะเปนประเทศรำารวย เชน การผลตยารนใหมแพง ๆทสามารถฆาเชอเฉพาะท/เฉพาะจด เชน เคมบำาบด(คล

โม) เปนยาทเขาไปโจมตเนอรายโดยเฉพาะ ขณะนอเมรกาเปนประเทศทมเทคโนโลยดานนสงมาก ในขณะทงานทตองใช

แรงงานกระจายมาใหกบประเทศยากจน เพราะถาผลตในประเทศตวเองตองใชแรงงานมาก ตองจายคาจางสง มสารพษทเปนอนตรายตอสขภาพ เชน ประเทศไทยผลตไมโครชพ ดงนนจงมการแบงประเทศวาเหมอนกบคนจนกบคนรวย /นายทนกบ

กรรมกร ประเทศรวย เรยกวา ประเทศศนยกลาง(Center) มอำานาจและพลงมาก สวนประเทศยากจน เรยกวา ประเทศชายขอบ

พวก Neo – liberalism กลาววา ปญหาอปสรรคไมไดเกดจากภายในประเทศ แตปญหาอปสรรคมาจากตางประเทศทงสน

2) Forc Paradigm Model (หนา 25) กลมนมองวาการพฒนามาจากคำาแนะนำาทผดพลาดของผเชยวชาญ World

Blank หรออเมรกา3) Dual……. (อาจารยไมไดขนจอและไมไดอานใหฟง)

ทฤษฎของกลมท 3 มองวาการพฒนายงพฒนาทำาใหเกดความแตกตางในดานสงคม ยงพฒนาคนในสงคมเมองกบคนในชนบทยงหางกน แตกตางกนใน

เทคโนโลย(ในเมองใชเทคโนโลยทกาวหนา สวนชนบทใชเทคโนโลยดงเดม) แตกตางในภมศาสตร ขยายตวไมเทากนเพราะนโยบายของรฐในการสนบสนนอตสาหกรรม

และการพฒนา4) ทฤษฎ Neo Classical Culture Revolution คอ แนวทางการ

พฒนาแบบเสรนยมใหม จดจบของแนวคดเคนส

-อทธพลของเคนสสนสะเทอนถกทาทายในทศวรรษท 70 เกดความผนผวนขนในระบบทนนยมโลกตงแตสงครามเวยดนาม การชนะของโลกคอมมวนสต การรบ

ดวยอาวธ อเมรกาแพสงครามเวยดนาม(1975) -ป 2514 อเมรกาเกดวกฤตเงนดอลลาร เพราะเอาเงนดอลลารไปผกกบ

ทองคำาถอวาตวเองมทองคำาแทงเปนทนสำารองมาก อเมรกาใชดอลลาหสนเปลองมาก มการนำาไปใชในสงครามเวยดนามมาก รวมทงฝรงเศสเกบเงนดอลลารตนไวแลวนำา

มาแลกเปนทองคำา ในทสดอเมรกาตานไมไหวจงประกาศลอยตวคาเงนดอลลาร จากระบบนทำาใหเมองเบตนบรสลมสลาย เพราะเมองเบตนบรสเปนเมองท

อเมรกา องกฤษ และฝรงเศสไดตกลงกนเพอสรางกตกาการเงน การคาระหวางประเทศ และเปนทมาของการเกดระเบยบเศรษฐกจระหวางประเทศ (หนา 124) ระเบยบเศรษฐกจการเงนได สถาบนการเงน IMF ,World Bank สวนระเบยบเศรษฐกจการคาได GATT คอการเจรจาเปนรอบ ๆเพอลดภาษศลกากรและลด

กำาแพงภาษการคา -ป 2516 เกดวกฤตนำามน โอเปครวมตวกนขนราคานำามนสงกวาปกตถง

200 % -ป 2522 เกดวกฤตในประเทศไทย เพราะมการสงเขานำามนเปนจำานวนมาก

เพอมาใชในการคมนาคมและอตสาหกรรมในประเทศ สงผลใหเราตองจายเมดเงนเปนจำานวนมาก ทำาใหรฐบาลขาดเสถยรภาพจนตองไปกเงนกองทน IMF

-ปค.ศ.1970 ยโรปและอเมรกาเจอภาวะผนผวนของเศรษฐกจ เกดภาวะชะงกงนทางเศรษฐกจ เกดทงภาวะเงนเฟอ( คาครองชพแพงขนคนขอขนคาจาง)และ

ถดถอย(ตนทนเพมขน เพราะนำามนราคาแพงขน สนคาแพงขน คนไมมเงนซอสนคา คนหยดบรโภคสนคามการเกงกำาไรคาเงนสหรฐฯ) เปนการกลนไมเขาคายไมออก

เรยกวาภาวะหนเสอปะจระเข (Stagflation)

-เศรษฐกจของเคนสไมสามารถใหคำาตอบกบภาวะ Stagflation ได เพราะปญหาทเกดขนมาจากสาเหตอปทาน ตองแกไขดวยเศรษฐศาสตรแบบอปทาน แต

แนวคดของเคนสมคำาตอบเกยวกบนโยบายการจดการดานอปสงค-แนวคดเคนสมอทธพลหลงชวงสงครามโลกครงทสองจนถงศตวรรษ 1970

ในขณะนนบรรยากาศการเมองโลกเคลอนไปทางซาย ทางฝายซายกมอำานาจรฐในยโรปตะวนตก พรรคดโมแครทครองอำานาจในอเมรกา

-รฐสรางรฐสวสดการสงคมขยายตวในประเทศมหาอำานาจ จนประเทศเหลานมาสามารถแบกรบไดตอไป James Callaghan นายกรฐมนตรองกฤษพรรคแรงงานกลาวในป 1976 วา รฐบาลไมอาจอดฉดเงนเพอใหระบบเศรษฐกจหลดพนจากวงวนภาวะเศรษฐกจถดถอยอกตอไปได เพราะตราบใดทรฐบาลอดฉดเงนเพอแกปญหาการ

วางงาน ภาวะเงนเฟอกจะพงทะยานขนนคอความอบจนของมาตรการของเคนทไมสามารถแทรกแซงกจการของรฐ

หนเสอปะจระเข แกปญหาถดถอยแตเกดภาวะเงนเฟอ-วกฤตการณเสถยรภาพทางเศรษฐกจในศตวรรษ 1970 ไมเพยงแตนำาไปส

การอวสานของแนวคดของเคนสเทานน แตนำาไปสจดจบทางการเมองของฝายซายในทางการเมองดวย

-ป 1979 มการเลอกตงใหม พรรคอนรกษนยมภายใตการนำาของนางมารกาเรตแทสเชอรชนะการเลอกตงอยางถลมทลาย และไดประกาศนโยบาย Neo – liberalism เปนการกลบไปสกลไกตลาด การแขงขนเสร การปรบปรง/ปฏรป

โครงสรางสถาบนเพอประสทธภาพ สวนในอเมรกาพรรครพบรกลปชนะการเลอกตงในป 1980 ภายใตการนำาของนายเรแกนท

-ระบบทนนยมโลกนบแตศตวรรษ 1980 เปนตนมาเปนยคของระบบทนนยมแบบอนรกษ (Conservative Capitalism) โดยยดหลกการ Four –action

และสงเสรมอทธพลของฉนทานมตวอชงตน(Washington Consensus) (หนา 23) ทฤษฎท 3 ตาง ๆชวนใหประเทศตาง ๆปฏวต หนหลงใหกบทนนยม

ลมระบบทนนยมโลก(หนา 26) ทฤษฎใหมตานการปฏวตทนำาเสนอใหปฏวตโดยฝายซาย(ทฤษฎท

3) หนกลบไปใชกลไกตลาด (โดยใชคำาวา liberalism) Liberalism แบงออกเปน 2 ชวง คอ

1.แนวท�งก�รพฒน�แบบเสรนยมใหมแบบดงเดม (Neo – liberal Orthodoxy) หรอ Washington Consensus

-มอทธพลในชวงศตวรรษท 1990

-ใหความสำาคญกบปจเจกชน (Individualism)-สงเสรมแนวทางเสรนยมทางเศรษฐกจ (Marketing liberalism)

-สงเสรมระบบเศรษฐกจแบบเปดสตลาดโลก (Outward – oriented economy)

-เนนการลดบทบาทของภาครฐ โดยใหรฐทำาหนาทเบองตนเทานน เชน-การรกษากฎหมาย และความเปนระเบยบเรยบรอย-การรกษาเสถยรภาพทางเศรษฐกจระดบมหภาค

-การจดหาโครงสรางพนฐานทางกายภาพทจำาเปน(basic infrastructure)

-มองวารฐเปนสาเหตทสำาคญของปญหาเศรษฐกจและแทรกแซงเศรษฐกจ

-จงเสนอใหมการถายโอนกจการจากภาครฐไปสภาคเอกชน-ลดคาใชจายของภาครฐลง

-ลอยตวราคา อตราดอกเบย อตราแลกเปลยน– –-ยกเลกการควบคมการแลกเปลยนเงนตรา ใหเงนไหลเขา-ออกอยาง

เสร-สงเสรมการแขงขนเสร

-แนวคดนไดรบการสนบสนนจากแนวคดเศรษฐกจการเมองใหม(New political economy) ทวเคราะหวารฐและขาราชการคอกลมประโยชนทสำาคญโดย

ตวของมนเอง เพราะขาราชการและนกการเมองแสวงหาคาเชาทางเศรษฐกจผานทางการแทรกแซงเชงนโยบาย ในรปของการใชหนาททตรงพลงในการคอรปชน ในการใชลทธกดกนทางเศรษฐกจทำาใหประชาชนเสยประโยชนเพราะตองซอของทผลต

ในประเทศในราคาทแพงแตคณภาพตำา โดยการตงกำาแพงภาษและการนำาเขา การเปดเศรษฐกจเสรจงเปนเครองมอในการลดอำานาจนกการเมองและขาราชการ และทำาให

เศรษฐกจเจรญเตบโต*อาจารยบอกวาอาจารยไมชอบคณทกษณเพราะคอรปชนมาตงแตตนนำา ม

การใชอำานาจสงใหพรรคพวกตวเองออกกฎหมาย/ แกกฎหมายทเออตอตนเอง เชน กฎหมายอนญาตใหตางชาตถอหนได 49 % จะเหนวาโกงกนในลกษณะนอนตรายมากนมาตงแตตนนำา กลางนำา จนกระทงปลายนำา กนทงสายนำาอยางมหาศาล ประเทศชาตเสยหายมาก เมอมการสมปทานระบบ AIS ไดประชาชนทมมอถอตองจายคารายเดอน ๆละ 500 บาท เงนเหลานเขากระเปาทกษณทงสน โทรศพทแตละรนราคาแพง

มากเชน รนกระดกหมา จะเหนวาการสมปทานเปนความไดเปรยบธรกจรายอน ๆพรอมทงตงกำาแพงนำาเขามอถอแพงมาก

(หนา 27) แนวคดนแบงออกเปน 3 ทางใหญ ๆคอ1.Free Market : ตลาดเทานนทมสทธภาพ เพราะผผลตจะรบ

สญญาณจากผบรโภควาจะผลตอะไร อยางไร เทาไหร (ปลอยใหเปนหนาทของกลไกตลาด รฐอยาเขาแทรกแซง ตองใหมการแขงขน คนทไดประโยชนคอประชาชน)

2.Public Choice : เศรษฐศาสตรการเมองใหม กลาววา นกการเมอง/ขาราชการคอกลมผลประโยชนในตวของมนเอง เอาตำาแหนงหนาทมาแสวงหาคาเชาทางเศรษฐกจผานทางการแทรกแซงเชงนโยบาย ในรปของการใชหนาททตรงพลงในการคอรปชน ประชาชนตองจายเงนซอสนคาในราคาแพง

3.Market Friendly Approach : รฐอาจจะมบทบาทจำาเปนบาง แตตองแทรกแซงอยางไมเจาะจง คอ เลอกทำาในกจกรรมทรฐตองทำาเพราะเอกชนไมทำา เอกชนไมทำาเพราะวาไมมแรงจงใจจะทำา กำาไรนอย ลงทนนาน เชน การลงทนดานการศกษา ดานสาธารณปโภค ดานสาธารณสข ฯลฯ

สาระสำาคญของฉนทานมตวอชงตน ( หนา 28-29) เชน 1.ยกเลกการควบคมราคาสนคาอปโภคบรโภค ปลอยใหราคา

ลอยตวตามความเปนจรง เชน ราคานำามน ทำาใหคนหาทางประหยด ใหแขงขนไดอยางมประสทธภาพ

2.รฐบาลตองมวนยทางการคลง อยางนอยตองสมดล ไมตงงบประมาณเกนดล เพราะจะทำาใหเกดเงนเฟอ

3.ใหความสำาคญกบรายจายสาธารณะ รฐตองตดงบประมาณดานการปองกนประเทศ/ดานการบรหารราชการ มาใหความสำาคญกบดานการศกษา สาธารณปโภค สาธารณะสข

4.ปฏรปภาษ ขยายฐานภาษ จดการปรบปรงระบบภาษ เพมการจงใจการเสยภาษ

*ระบบภาษของไทยปจจบนนกลบหวกลบหางอยางไรชอบกล รฐบาลมมาตรการจงใจดานภาษ เชน การซอประกนแลวนำามาลดภาษได และการซอเงนกองทนระยะยาว LTF และ RMF เงนทลงทนลงไปหามถอนคนกอนระยะเวลา 5 ป เปนการตองการใหฝากเงนระยะยาว/ตองการใหออม และเงนฝากของแตละปสามารถนำาไปหกภาษได หมายความวา เงนทซอไปตองไมเกด 15 % ของเงนเดอนทรวมกนทงป จะเหนมาตรการนทำาใหรฐเสยประโยชนมาก เพราะแทนทรฐจะสนบสนนเกบภาษจากคนรวยกลบไปลดภาษใหคนรวย เพราะคนรวยเทานนทมเงนออม

5.ตองเปดเสรทางการเงน อตราแลกเปลยนตองสามารถแขงขนได ไมผกขาดกบสกลเงนใดสกลหนง

6.เปดเสรทางการคา 7.ลงทนโดยตรงจากตางชาต จะเหนวาเปดเสรใหเทสโกโลตส

,รานสะดวกซอ 7 – eleven อยางไรขอจำากด เปนการดดเงนจากประเทศเราไปแลวทำาลายธรกจ SME ,รานคาปลกในบานเรา

8.แปรรปองคกรภาครฐไปสรฐวสาหกจ9.การลดกฎระเบยบ เพราะกฎระเบยบบางอยางเปนอปสรรค

ตอการลงทนป 2536 ลอเรน ซมเมอร ไดสรปหวใจสำาคญของฉนทานมต

วอชงตนวา คอ Four – action ไดแก1. Liberation : เปดเสรทกอยางทงการลงทน การคาระหวาง

ประเทศ การบรการ การเงน

2. Stabilization : สรางเสถยรภาพทางการเงน สรางวนย โดยใชระบบงบประมาณแบบขาดดล ปฏรประบบภาษเพอเพมรายไดใหกบรฐ รฐมรายไดมากกเทากบเพมรายไดใหรฐมาก

3.Privation : การแปรรป โอนกจการของภาครฐ การผลตในภาครฐ ถายโอนไปภาคเอกชน ลดบทบาท ลดการควบคม ลดขนาดของรฐลง เนนประสทธภาพของการทำางานภาครฐ (กลาวคอ ใหบรหารภาคราชการเสมอนหนงเปนภาคเอกชน : Business like Approach : แนวคดทเนนการแขงขน เปนแนวคดของ Post Washington)

4.Deregulation : ลดการแทรกแซง กลไกราคา ลดกฎระเบยบทหยมหยม ลดการกำากบของภาครฐ…….

2. Post Washington Consensus -มอทธพลตงแตชวงตนศตวรรษ 1990 เปนตนมา-เนนการผสมทลงตวระหวางรฐกบตลาด และระหวางการ

ทดแทนการนำาเขากบการสงออก-จากการศกษาวจยในเชงประจกษพบวา ชวงทแนวทางการ

พฒนาแบบฉนทานมตวอชงตนมอทธพลอยนนเศรษฐกจของโลกซบเซาและไมมนคง มชองวาระหวางประเทศรำารวยและประเทศยากจนมากขน แมแตในประเทศยากจนดวยกนเองกมชองวาง เชน กลมประเทศ Nics รวย ในขณะทประเทศแถบทะเลทรายซาฮารายากจน

-นอกจากนยงพบวาหลายประเทศมเศรษฐกจทรงเรองมากโดยไมไดเดนตามรอยฉนทานมตวอชงตน เชน จน เวยดนาม (ใชแนวคดของเคนส) โดยปกปองสนคาอตสาหกรรมทารกบางอยาง

(อตสาหกรรมทารก คอ อตสาหกรรมทรฐบาลปกปอง สงผลใหเงนตราประเทศไมไหลออก เพราะคนถกบงคบใหตองซอ

-อนเดยเปนประเทศเปดเสรอยางคอยเปนคอยไป (อนเดยไดเอกราชมาจากองกฤษ เขดขยาดกบการเปนเมองขน เมอไดเอกราชมาปดประเทศทนท ไมรบการลงทนจากตางประเทศ ไดทำาการพฒนาเทคโนโลยของตวเอง ถอวาประเทศตวองใหญ มประชากรมากเปนอนดบ 2 ของโลก มตลาดทใหญ ผลตสนคาอะไรออกมากมทรองรบ และในขณะนนทำาการพฒนาเทคโนโลยของตวเองอยางตอเนองแลวคอย ๆเปดประเทศ

-มาเลเซย เปนประเทศทระมดระวง/ควบคมเงนทนระยะสนทไหลเขาออก เพอเปรยบเทยบกบไทยและอนโดนเซยทเปดเสรทางการเงน และประสบปญหาอยางหนกในป 1997

-ชล รฐบาลเขามาควบคมการสงออกทรพยากรธรรมชาต และการไหลของเงนทนระยะสน

-มหลายประเทศทตอตานแนวทางฉนทานมตวอชงตน เชน -กระบวนการซาปาตสตา(Zabatista movement) ในแมก

ซโก-การประทวงในอารเจนตนาหลงวกฤตในป 2001-การประทวงในอนโดนเซยและประเทศอน ๆหลงวกฤต

1997-การประทวงในตรกและเปร-การประทวงของภาคประชาสงคมในการประชม WTO

ทเมองซแอทเตล กรงปราก กรงโรม เมองควเบค และทอน ๆทมงเปาไปทสถาบนหลกของแนวทางน เชน IBRD ,IMF , WTO

-กระบวนการตอตานเหลานรวมเรยกวา ขบวนการตอตาน“โลกาภวตน หรอ ขบวนการโลกาภวตนแบบทางเลอก ซงรวม” “ ”ทงการตอตานจากขบวนการสหภาพแรงงานและกลมพทกษสงแวดลอมในประเทศทพฒนาแลวทตอตานการคาเสร และการตอตานจากกลมประเทศกำาลงพฒนาทเรยกรองใหประเทศพฒนาแลวเปดตลาดใหกบสนคาจากประเทศกำาลงพฒนา และใหประเทศกำาลงพฒนามโอกาสเขาถงเทคโนโลยจากประเทศทหนง ดงนนจะเหนไดวากระบวนการตอตานเหลานยงมความขดแยงกนดวย (ขณะนอเมรกาตอตานสนคาจนมาก)

*โลกเขาสขบวนการโลกาภวตนเมอเขาสยคการปฏวตครงท 3 ปฏวตเทคโนโลยสารสนเทศและโทรคมนาคม

*การปฏวตม 3 ครง คอ -ครง 1 ปฏวตเกษตรกรรม(ปฏวตเขยว) ใชเวลาหลายหมนป -ครงท 2 ปฏวตอตสาหกรรม ใชเวลาประมาณหาพนกวาป -ครงท 3 ปฏวตเทคโนโลยสารสนเทศและโทรคมนาคม มการ

ยนยอระยะทางและเวลา ทำาใหโลกทงโลกตดตอสอสารไดรวดเรว เปรยบเสมอนหมบานเดยวกน ทำาใหโลกทงโลกเลกลงสามารถเชอมกนไดทวโลก

Globalization : โลก�ภวตนแรงผลก : เทคโนโลยทเชอมโยงโลกดวยดาวเทยมและ

เสนใยแกวนำาแสงคณคา : 1.ความพยายามทจะใหคณคาประชาธปไตยมาแผทว

โลกใหเปนคณคาสากล 2. ความพยายามของเอเชยในการตอตานคณคาตะวน

ตก และใชคณคาดงเดมของตะวนออก

ผลทเกด : 1) สนสดของสงครามเยน2) กาละและเทศะใกลกนโดยเทคโนโลยใหม3) การปรบเปลยนกระบวนทศนใหม อภมหาโกลาหล ความ

แนนอนคอความไมแนนอน (Quantum Physic) 4) การพฒนาแบบยงยน5) การรวมกลมประเทศ การสลายของรฐประชาชาตเกดขน

พรอมกบการขามรฐ(บรรษทขามชาต,กองทน Hedge Found จะลงทนทไหนกได - ลอดรฐ(การเขาประเทศอนทผดกฎหมาย เชน แรงงานขามชาตกฎหมาย)

6) การพงพาตอกนทงดานเศรษฐกจและวฒนธรรม7) ความจำาเปนในการวจยและพฒนาองคความรของตนเอง

โดยลดภาวะพงพาลง-การตอตานทำาใหฉนทานมตวอชงตนตองปฏรปตวเองป

1990 โดยใหความสนใจปญหาความยากจน และ Governance …(เนอหาขอนตอจากขอกระบวนการตอตานเหลานรวมเรยกวา ขบว“นการตอตานโลกาภวตน” ของ Post Washington Consensus เพราะอาจารยไดอธบายหวขอโลกาภวตนกนระหวางอย *(สวนเนอหาของ Governance ใหนกศกษาตดตามการบรรยายในทอท 3 ทบรรมย)

-นกวชาการทมสวนในการกำาเนดแนวคด Post Washington Consensus ไดแก

1)Joseph Stiglitz (โจเซฟ สตกลตซ) เปน Shift Economic ของ World Bank ในชวงทประเทศไทยเจอวกฤตเศรษฐกจป 2540

ไดเขยนดาผเชยวชาญ IMF ทใหยา/แนะนำาประเทศไทยแบบผด ๆในทสดถกปลดออกจากตำาแหนง

2)Dani Rodrik3)Stanley Fisher4)William Easterly5)Ravi Kanbur ส�ระสำ�คญของแนวคด Post Washington Consensus :

PWC 1) ผสมผสานบทบาทภาครฐกบการเปดเศรษฐกจเสรทาง

เศรษฐกจ 2) ตวอยางบทบาทภาครฐ ไดแก

-การควบคมการเงนอยางเหมาะในแงของการเคลอนยายทน

-การทำาใหผฝากเงนมความเชอมนในระบบธนาคาร (เปนทมาของการเรยกรองใหธนาคารสำารองหนเพม

-จดสรรเงนทนเพอการศกษา และสาธารณปโภค -การพฒนาการถายทอดเทคโนโลย-การทำาใหเกดความเปนธรรม-การขจดความยากจน-การปรบปรงการปฏบตงานจากภาครฐโดยอาศยกลไก

เชงตลาด-การทำาใหการบรหารภาครฐเหมอนภาคเอกชน

3) แนวทางการปรบปรงการทำางานของภาครฐตามขอเสนอของ PWC

-ปรบปรงโครงสรางการจงใจภายในระบบ และระบบการใหรางวลความดความชอบ

-เนนใหหนวยงานราชการมการแขงขนกนเอง และแขงขนกบหนวยงานภาคเอกชน4) มตระหวางประเทศ

-ใหประเทศทพฒนาแลวเพมความชวยเหลอและเปดตลาดใหกบสนคาเกษตรและสนคาอตสาหกรรมทใชแรงงานหนาแนนจากประเทศยากจน5) ใหความสำาคญกบสถาบนและนโยบายใหม ๆ เชน การกระ

จายรายได และประเดนทางสงคม เชน การวางงาน ความยากจน และความไมเปนธรรม

6) ตระหนกวาการศกษาและสขภาพอนามยไมเปนเพยงเครองมอในการพฒนาเทานน แตเปนเปาหมายปลายทางโดยตวของมนเอง การตดรายจายดานนจะมผลรายตอการเจรญเตบโตของประเทศ

7) ตระหนกถงความสำาคญของระบอบประชาธปไตย โดยทำาใหการบรหารงานของรฐมความโปรงใสและตรวจสอบได

8) ตอตานรฐบาลทเผดจการทกรปแบบทงเผดจการทางทหารและพลเรอนเพราะจะทำาใหเกดการทจรตคอรปชนและการเขนฆามนษย

ขอจำ�กดของแนวท�งแบบ Post Washington Consensus : PWC

- PWC ไมไดเสนอแนวทางทางการเมองในการปรบปรงปจจยตาง ๆเพอการพฒนา........

Democratization (หนา 29)-เปนกระแสใหมเรยกรองใหประเทศตาง ๆมประชาธปไตย

-รฐบาลเคารพสทธมนษยชน (ขณะนพมากำาลงเผชญอยกบประเดนน มการเขนฆาประชาชน)

-Good Governance คอ การปฏรปสถาบนทงภาครฐและภาคเอกชน ใหประชาชนมหนสวนในการพฒนา

สมยกอนประเทศไทยใช Government คอรฐบาลครองประชาชน ตอมาในสมยรฐบาลพลเอกเปรมกระแส Liberalism เปดโอกาสใหเอกชนเขามารวม แต

ปจจบนเปดโอกาสใหภาคประชาชนเขามามสวนรวม เรยกวา ประชาธปไตยแบบมสวนรวม(Democracy Participatory) คอ มสวนรวมในการตดสนใจ ดงนนเมอ

ประชาชนเขามสวนรวมจงตองมธรรมภบาล(Good Governance) * Governance แปลวา การบรหารแบบหนสวน

ทฤษฎ New Growth (หน� 30)โดยสรป...การพฒนาทผานมาเราเนนการเจรญเตบโต เรา

พฒนาโดยอาศยเงนทน เทคโนโลยจากคนอน ทฤษฎนสงเสรมใหการพฒนาประเทศเกดขนจากภายใน โดยใหเรามองหาจดด จดแขง ทรพยากร ขนบธรรมเนยม ประเพณของเรา แลวเรานำาจดนนมาพฒนา หรอเราสรางคณภาพมนษย สรางเทคโนโลยของเราเอง และใหความสำาคญกบการวจยและการพฒนา

*ทฤษฎ New Growth นเชอมโยงกบทฤษฎการพฒนาแบบทางเลอก (ทฤษฎการพฒนาทางเลอก นกศกษาตองกลบไปอานเอง เชน

-ธรรมกสงคมนยม คอ การพฒนาในแนวพทธของทานพทธทาส

-ชมชนาอธปไตย คอ อาศยการรวมกนเปนชมชน สงคมไทยในอดตกอนมรฐ จะเหนวาเรากอยกนไดเองตามชนบท รวมตวกนเปนชมชน ชวยเหลอกน รวมตวกนเปนเครอขาย

จะเหนวาสงเหลานเปนของดทเรามอยแลวเพยงแตใหเราเตบโตจากสงเหลาน โดยเขากบทฤษฎ New Growth

*เนอห�ทนกศกษ�ตองกลบไปอ�นเพมเตม ดงน- Governance-การพฒนาแบบทางเลอก (สำาคญ)-ทฤษฎ New Growth

-การวจยการพฒนา**********************************************

******

คำ�บรรย�ยวช� PS 704 แนวคว�มคดและนโยบ�ยในก�รพฒน�ประเทศไทย

Concepts and Policy of Development in Thailandผศ.เส�วลกษณ สขวรช วนท 5 ตล�คม พ.ศ.2550

อ�จ�รยผบรรย�ยวช�นม 4 ท�น 1.อ.เสาวลกษณ สขวรช (เชยงราย) บรรยายเร องการ

พฒนาดานเศรษฐกจ2.อ.สรพล ราชภณฑารกษ (กาญจนบร) บรรยายเร องการ

พฒนาทางการเมอง3.อ.พมล พพพธ (อดรธาน) บรรยายเร องบรบทระหวาง

ประเทศ4.อ.สมหรา จตตลดากร (สรนทร) (ดรายละเอยดในหนงสอ)เกณฑก�รประเมนผล1.การเขาเรยน 10 คะแนน2.Quiz 30 คะแนน3.รายงาน 20 คะแนน4.สอบไล 40 คะแนน (ขอสอบ 4 ขอ) นกศกษาควรตอบให

ตรงประเดน โดยเฉพาะขอสอบของอ.สมหราทไมควรตำานำาพรกละลายแมนำา สวน อ.พมลชอบใหเขยนมากๆ

เค�โครงก�รบรรย�ย1.การพฒนาเศรษฐกจ

2.ทฤษฎแมบททางเศรษฐศาสตร โดยแตกรปเปน-ทฤษฎการพฒนาเศรษฐกจ -ยทธศาสตร/กลยทธในการพฒนา -แผนพฒนาเศรษฐกจคำ�สงร�ยง�น1.รายงานเดยว เขยนดวยลายมอตวเอง ความยาว 15-20

หนา2.สงภายในสปดาหท สามของการเรยน (20 ตลาคม

พ.ศ.2550)3.หวขอรายงาน การพฒนาตนเอง ชมชน และการงาน“ ”

โดยใหนกศกษาเสนอยทธศาสตรการพฒนาพรอมตวชวดดงตอไปน

(1) การพฒนา ม 3 ระดบ ไดแก (เลอกทำาหนงอยาง)-การพฒนาตนเอง เชน ดานร ทกษะ อปนสย/ลกษณะนสย

ทศนคต คณธรรมจรยธรรม และพฒนาทกษะความสามารถเพอใหเปนพลเมองทดของสงคม

-การพฒนาชมชนทตนเองเปนสมาชก เชน ดานเศรษฐกจ การรวมกลมของสงคม การแกปญหาความยากจน การมสวนรวมทางการเมอง สงแวดลอม

-การพฒนาหนาทการงานตามหลกธรรมาภบาล เชน ความรบผ ดชอบ ความซ อส ตย ส จ ร ต ความโปร ง ใส ประส ทธ ผล ประสทธภาพ หลกนตธรรม

(2) ลกษณะการนำาเสนอ-สภาพปญหา-สาเหตของปญหา

-แนวทางแกไข เชน ยทธศาสตร นโยบาย ขอเสนอแนะ ปณธาน

-ตวชวด(3) เงอนไขการใหคะแนน-หามลอกจากหนงสอหรอบทความทงหมด โดยไมมงานเขยน

การวเคราะห หรอเสนอแนะของนกศกษาเอง-การเขยนตองมการอางองและบรรณานกรมทถกตองตามท

มหาวทยาลยกำาหนดเทคนคก�รเรยน ส ตงใจฟง และฟงอยางมสมาธ–จ จนตนา คอการจบประเดน และประมวลค ำาพดของ–

อาจารยแตละทานมาทำาความเขาใจของตนเองป ปจฉา คอการถามสงทไมเขาใจ แยงหากไมเหนดวย หรอ–

อยากรมากกวาทอาจารยสอนกใหถามอาจารยล ลขต คอการเขยน การจดทำาใหจำางายเพราะไดคดตาม–

และเปนการฝกทกษะการเขยนหนงสอไว

**เขาสเนอหาการบรรยาย**นโยบ�ยก�รพฒน�ประเทศไทย มคำาศพททเกยวของ ไดแก1.การเปลยนแปลง (Change)2.การเจรญเตบโต (Growth)3.ววฒนาการ (Evolution)4.การพฒนา (Development)5.การทำาใหทนสมย (Modernization)6.การปฏรป (Reformation)

7.การปฏวต (Revolution)ก�รเปลยนแปลง (Change) การเปลยนแปลง หมายถงการเปลยนจากสงหนง/สภาวะ

หนงไปสอกสงหนง/สภาวะหนง อาจจะเปนทางบวกหรอทางลบกได การเปลยนแปลงจงมความหมายเปนกลางๆ เมอนำามาใชกบการพฒนาจงครอบคลมแนวคดทเกยวของ เชน การเจรญเตบโต ววฒนาการ การพฒนา การทำาใหทนสมย การปฏวต

ววฒน�ก�ร (Evolution)Evolution มาจากคำาวา Evolve คอการเปลยนอยางคอย

เปนคอยไป เปนไปเองตามปจจยธรรมชาต โดยทมนษยไมตองเตมปจจยทเป นตวเรงของการเปลยนแปลง โคลนนงไมถ อเป นววฒนาการเพราะมนษยเปนผสราง โดยนำามาไปผสมกบลาทำาใหลกออกมาเปนลอ

ววฒนาการเปนการเปลยนแปลงทเกดจากอบตเหตหรอการผาเหลาโดยธรรมชาต เชน เงาะโรงเรยนมาจากการผาเหลาของเงาะมาเลเซยเพยงตนเดยวทโรงเรยนบานนาสา มรสชาตหวาน เปลอกบาง เนอกรอบและลอน หลงจากเพาะพนธ เงาะโรงเรยนจงขยายไปเรอยๆ

มนษยเรามววฒนาการมากวา 500,000 ปโดยพฒนามาจากวานร (Ape) ซงเปนลงทไมมหาง สมองมนำาหนกและมรอยหยก สามารถยนสองขาไดนานกวาลงทวไป ซงวานรม 3 สายพนธ ไดแก อรงอตง ชมแปนซ และกอลลา วานรเหลานไดพฒนามาเปนมนษยทยนสองขาไดนานขน เรยกวา Homo-Erectus แตสมองยงไมพฒนาเทาไหร เมอพฒนามาเปนมนษยจะเรยกวา Homo-Sapien เชน มนษยปกกง มนษยโคมนยอง แตละชวงจะใชเวลา

พฒนากวา 50,000 ป ซงววฒนาการจะเปลยนแปลงอยางไมมวนจบสน มนษยเราในทกวนนอาจจะเปลยนแปลงไปในอก 5,000 ปขางหนากได

ววฒนาการจะมทงทดและไมด ทางทไมดคอววฒนาการผาเหลา เชน มนษยดกแด หรอคนทเปนทารสซเมยกจะถายทอดไปใหลกหลาน เผาพนธนนกจะเปนทารสซเมยทงหมด

ก�รพฒน� (Development)การพฒนาเปนการเปลยนแปลงทมนษยท ำาใหเกดขน โดย

มนษยจะตงเงอนไขและใสปจจยททำาใหเกดการเปลยนแปลง ซงการพฒนาจะมระยะเวลาสนสด เปนการเปลยนแปลงอยางเรงรบ ไมใชเปนแบบคอยเปนคอยไป เพราะตองการใหเหนผลทนตาเหน

การพฒนาจะมคานยมมาเกยวของ เพราะเปนการแสดงถงสภาวะทพงปรารถนา เชน ตองการความเจรญเตบโต ความรมเยนเปนสข หรอสงคมสมานฉนท ซงสภาวะทพงปรารถนาจะเปนตวกำาหนดเปาหมายของการเปลยนแปลง (End) คานยมจะกำาหนดวธการเปลยนแปลง เชน ตองการใหเศรษฐกจเจรญเตบโตกตองเพมการลงทน ลดการออม และมกจกรรมทางเศรษฐกจตางๆ

คานยมทเปนเปาหมายจะเปนคานยมในระดบสงและเปนนามธรรม สวนคานยมทเปนวธการจะเปนคานยมในระดบทตำากวาและเปนรปธรรมมากกวา

คานยมทเปนเปาหมาย คอความเสมอภาคและความเปนธรรมทางสงคม (Social Equity) เชน

1.ไมมชองวางระหวางคนรวยและคนจน คนผวดำาไดรบการปฏบต (Teat) อยางเสมอภาคเทาเทยมกน (การเหยยดสผวเปนปญหามากในสงคมตะวนตก)

2.ความเสมอภาคทางเพศ จากการศกษาประวตศาสตรพบวา ชนชาตไทยมผหญงเปนใหญ เพราะมการคนพบหลมฝงศพทยนาน 3 หลม หลมใหญตรงกลางเปนผหญงขณะทหลมขนาบขางเปนผชาย แสดงวาผหญงเปนเจา กรณสงคมไทย สงทสำาคญจะเปนผหญงทงหมด เชน แมทพ แมนำา แมยานาง การปฏบตตอกนในครอบครวกดในระดบหนง

แตอดตผหญงจะถกเอาเปรยบ ปจจบนผหญงจงลกมาเรยกรองความเทาเทยมมากขน เชน การเสนอกฎหมายใหกลบไปใชนามสกลเดมของตวเอง ความเสมอภาคในสงคมไทยจงคอยๆดขน และปจจบนกมการยอมรบเพศทสามมากขน

คานยมทเปนพธการทสอดรบคานยมระดบบน เชน การกระจายรายได เพราะรายไดเปนเคร องมอทท ำาใหเกดความเสมอภาคทางเศรษฐกจและสงคม ชองวางระหวางคนจนและคนรวยกจะลดนอยลง

ก�รทำ�ใหทนสมย (Modernization)Modern คอความทนสมย ตรงขามกบความลาสมยหรอ

จารตประเพณ (Tradition) เชน ประเพณไหวผปยาของชนเผา หรอรกษาโรคดวยไสยศาสตร สงคมชนเผาในแอฟรกา ผหญงทมชจะถกจบมาพสจนความบรสทธ โดยใหเลยกระบวยทเผาไฟจนแดง 3 ท หากลนไหมพองแสดงวามช ซงจารตประเพณนยงคงใชอยขณะทกฎหมายบานเมองพฒนาไปไกลแลว

การทำาใหทนสมย หมายถงสงคมเปลยนจากการผลตภาคเกษตรกรรมไปเปนอตสาหกรรม เปลยนจากการผลตดวยมอเปนผลตดวยเครองจกร และเปลยนจากผลตทละชนไปเปนผลตทละ

มากๆ มภาพยนตรเร องหนงช อเกากก ใชช อภาษาองกฤษวา Modern Time เปนภาพยนตรเงยบขาวดำาทฉายเมอ 30 ปทผานมา แตไทยกลบนำาคำาวาเกากกนมาใชกบความเกาและลาสมย ภาพยนตรเรองนชใหเหนถงสงคมองกฤษสมยทมเครองจกรผลต โดยชาล ชปปลน เปนคนงานในโรงงานอตสาหกรรม ในภาพยนตรจะทำาใหเหนสงคมทวนวาย และมรถยนตแทนรถมา

การทำาใหทนสมยม 2 ชวงสมย ไดแก1.ส ง ค ม ท น ส ม ย (Modern) เ ก ด ข น ห ล ง ป ฏ ว ต

อตสาหกรรมมาจนถงสงครามโลกครงทสอง สงคมอตสาหกรรมเกดจากการคนพบความรดานวทยาศาสตร และนำาความรนนมาประด ษฐเทคโนโลย Modernization จงใหความส ำาค ญกบวทยาศาสตรและเทคโนโลย

ในทางการเมอง Modernization จะหมายความวา การทำาใหระบอบการปกครองเป นประชาธปไตย (แบบตวแทน) (Representative Democracy)

2.สงคมยคปจจบน (Post Modern) ยคนสงคมไมศรทธาประชาธปไตยแบบตวแทน โดยมองวาตวแทนมผลประโยชนของตวเองทตองรกษา การตดสนใจในสภาจงทำาเพอพวกพองของตวเอง เชน แกกฎหมายเปลยนการถอครองหนในวนศกรและประกาศขายหนในวนจนทร คนพวกนจงเขามาสอำานาจรฐเพอเรยกคาเชาทางเศรษฐกจ ประชาชนจงตองลกขนมารกษาประโยชนของตวเอง สงคมหลงสมยใหมจงเรยกรองประชาธปไตยแบบมสวนรวม (Participative Democracy) โดยใหความส ำาค ญก บภาคประชาชนและประชาสงคมมากขน (Civil Society)

ประชาสงคมจะอยระหวางรฐและปจเจกบคคล เกดขนจากความสมครใจและความสนใจทจะปกปองสทธประโยชนของตนเองหรอสทธของคนอน ประชาสงคมจะไมรอกลไกรฐ หากสามารถเปลยนแปลงสงคมไดกจะทำาทนท

ภาคในการปกครองปจจบนจงม 3 หนสวน ไดแก รฐ ธรกจ และภาคประชาสงคม โดยบรหารจดการบานเมองรวมกน แนวคดนเรยกวา Governance อาจารยแปลศพทใหมวา การบรหารแบบหนสวน

สงคม Modern จะมภาคเศรษฐกจเปนอตสาหกรรม สวนยค Post Modern จะมภาคเศรษฐกจคอภาคบรการ (Service Sector) หร อ เ ป นอ ต ส า ห ก ร ร ม ท อ ย บ น ฐ า น ข อ ง ค ว า ม ร (Knowledge Based Industry) เชน เทคโนโลยสารสนเทศ นาโน ชวภาพ

Service Sector จะหมายความรวมถงการคา การเงน คารล มารกซ มชวตในชวงยโรปปฏวตอตสาหกรรมมาได 100 ป เขาเขยนตำาราอธบายการเอารดเอาเปรยบระหวางนายทนและกรรมกร โดยกลาววาจะตองมการปฏวตสงคมขน ลดอลฟ ฮารโบดงศรทธาแนวคดของมารกซมากและไดพฒนาแนวคดของมารกซแล วท ำานายชวงก อนสงครามโลกคร งท หน งว า ทนน ยมม พฒนาการ 3 ขน ไดแก

(1) ทนน ยมทางการค า (Commercial Capitalism) เกดขนชวงยคลาอาณานคมและกอนปฏวตอตสาหกรรม คอการซอมาขายไป โดยนำาสนคาปฐมภมจากประเทศโลกทสามไปแลกสนคาสำาเรจรปจากประเทศโลกทหนง หลงจากนนอตสาหกรรม

จากโลกทหนงกจะแพรขยายไปทวโลกจนกลายเปนทนนยมขนทสอง

(2) ทนนยมอตสาหกรรม (Industrial Capitalism) ม การเอารดเอาเปรยบระหวางชนชนนายทนและกรรมกร และมการเอารดเอาเปรยบของประเทศทพฒนาแลวกบประเทศกำาลงพฒนา

(3) ท น น ย ม ท า ง ก า ร เ ง น (Financial Capitalism) เปนการขดรดและเอารดเอาเปรยบทรนแรงทสด กองทนการเงนภาคเอกชน (Hedge Fund) เชน กองทนของจอรจ โซรอส เขามาโจมตคาเงนบาทของไทยในปพ.ศ.2540 ทำาใหไทยเกดวกฤตตมยำากงขน ชวงทอนโดนเซยเปดประเทศกตองย ำาแยจากการโจมตคาเงนเชนกน

สงทแยกวานนคอ ประเทศตางๆจะตงกองทนการเงนของตวเองแลวไปลงทนในประเทศอน ปจจบนกองทนเทมาเสกของสงคโปรเขามาในประเทศไทย ซงกองทนนเปนรฐวสาหกจของสงคโปร ผบรหารคอลกสะใภของลกวนย กจการทส ำาคญของไทยอยในมอสงคโปรเปนจำานวนมาก เชน ดาวเทยม ITV โทรศพทมอถอ โรงพยาบาล และกจการอนอกหลายอยาง

ทางสงคม Modernization คอการทำาใหสงคมเปนพห นยม เพราะคนรวมตวกนตามฐานของผลประโยชนของตวเอง ทำาใหมกลมผลประโยชนหลากหลาย เชน กลมภมภาค กลมอาชพ สงคมจงยอมรบความหลากหลายและความแตกตางมากขน เชน ศาสนา

ทางการบรหาร Modernization คอการมสถาบนทหลากหลายขน เพอมาตอบสนอง ใหบรการ และรองรบความตองการ

ของประชาชน ในลกษณะทเปนผเชยวชาญ กลาวถง แตละสถาบนจะทำาหนาทเฉพาะของตวเอง

สงคมจารตประเพณจะไมมสถาบนทหลากหลาย วดจะเปนศนยกลางของทกอยางตงแตการเรยน โรงพยาบาล หรอศาล เชน พระชวยตดสนปญหาขดแยง พระปรงยารกษาโรค พระเปนทปรกษาทางจตวญญาณ แตสงคมปจจบน สถาบนจะท ำาหนาทเฉพาะอยาง เชน ครทำาหนาทสอนหนงสอ หมอทำาหนาทรกษาโรค ตลาการทำาหนาทตดสนความยตธรรม

ทางปรชญา Modernization คอเหตผลนยม เพราะยคทนสมยจะใชเหตผลเปนหลกและไมเอาความเชอเปนตวนำา สงคมยโรปกอนปฏวต อตสาหกรรมเปนยคศกดนา /ยคกลางหรอยคมด (ศตวรรษท 5-15) ยคนศาสนาครสตมอำานาจสงสดเหนอกษตรย สาเหตเกดจากยคโรมนทมการรวมศนยกลางไวทกรงโรม พอกษตรยโรมนเสยชวต ประเทศตางๆจงตอสกนเองเพอตองการขนมามอำานาจ สงทคมประเทศเหลานอยคอพระสนตะปาปา อำานาจสงสดจงอยทผนำาทางศาสนา เพราะผนำาศาสนาบอกวาศรทธาตองมากอน คนจงเชอโดยไมตองหาเหตผล เชน พระบอกวาโลกแบน พระเจาสรางโลก หรอมนษยคแรกของโลกคออดมและอฟ คนกตองเชอเพราะหากไมเชอกจะกลายเปนทาทายพระเจา คนจงกลวพระเจา เพราะพระบอกวาพระเจาศกดสทธ

ยคทนสมย วทยาศาสตรจะอยเหนอความเชออยางงมงาย Modernization ในความหมายของปรชญาจงเปนเหตผลนยม สจจนยม ประจกษนยม ไมใชศรทธาหรอความเชอทงมงายอกตอไป

Modernization คอความเปนตะวนตกนยม ซ งเปนการเลยนแบบสงคมตะวนตก สงทไทยเราเอาแบบมากทสดคอวตถ รปแบบ วถการดำาเนนชวต โดยมองวาหากทำาสงเหลานแลวจะทนสมย แตหากทำาสงตรงกนขามกจะถกมองวาเชยหรออนรกษนยม

ผทนำาความทนสมยมาใหสงคมไทยคอชนชนสง กษตรยจะรบทตานทตจากตางชาตเขามา เชน พระนารายณสรางหอดดาวทลพบรเพอดจนทรปราคาจากกลองสองทางไกลทไดจากการถวายของฝรงเศส รชกาลท 4 มพระบรมราชองคการวา ขนนางและขาราชบรพารในราชการของพระองคจะตองใสเสอเมอเขาเฝา สมยรชกาลท 5 กทนสมยมากสงเกตจากการแตงกายและทรงผม

จอมพล ป. จะนำาวถชวตตะวนตกเขามามากคนหนง เชน ออกกฎหมายหามคนกนหมาก หามนงโจงกระเบน ผหญงและผชายตองใสหมวกกอนออกจากบาน กอนออกจากบาน สามตองหอมแกมภรรยา

ความแตกตางระหวางความทนสมยและการพฒนา ตวอยางเชนไทยเรารบความทนสมยเฉพาะดานวตถ เชน ตกรามบานชอง รถ รายไดสง อาจารยมองวาเปนเพยงคานยมในระดบตำา เพราะวดทความร ำารวยและการดำารงชวต ดานการพฒนาจะมองคณคาในระดบสงกวาวตถ เพราะไดรบการฝกอบรมกลอมเกลายกระดบจตใจแลว เชน มองศลธรรม จรยธรรม ความดงาม

ความทนสมยแตไมพฒนา เชน ขบรถเบนซปายแดงแตท งเปลอกเงาะขางถนน หรอนกศกษาขามถนนโดยไมใชสะพานลอยหรอทางมาลาย คอทนสมยแตเหนแกตว ไมมจตสาธารณะ คดถงแตความสะดวกสบายและความสขสวนตว โดยไมได มองสงแวดลอมและความเปนระเบยบเรยบรอยของบานเมอง

ก�รปฏรป (Reformation)การปฏรปคอการเปลยนรปแบบใหม โดยทเนอหาสาระท

สำาคญไมเปลยนแปลง มระยะเวลาสนสดทแนนอน แตกำาหนดลวงหนาไมไดเพราะอาจใชเวลานานและอาจทำาหลายครงกได เชน การปฏรปศาสนา การปฏรปการเมอง การปฏรปการศกษา การปฏรประบบราชการ

1.การปฏรประบบราชการ ประเทศไทยปฏรปมาแลวหลายคร ง คร งส ำาคญคอสมยรชกาลท 5 โดยเปลยนจากจตสดมภ (เวยง วง คลง นา) มาจดตงกระทรวง ทบวง กรม มการบรหารราชการจากสวนกลาง รวมอำานาจทศนยกลาง มสขาภบาล จากนนไทยเรากปฏรปมาเร อยๆ ครงสดทายคอหลงเจอวกฤตเศรษฐกจในปพ.ศ.2540

หลงวกฤตเศรษฐกจ 2540 ไทยเราตองกเงนจาก IMF ซง IMF ไดยนเงอนไขเชงนโยบายใหไทยลดขนาดของระบบราชการลง รฐบาลชวนจงมแผนแมบทและแผนปฏรประบบราชการ และเหนเปนรปรางมากทสดในรฐบาลทกษณ ไทยเราไดตงสำานกงานคณะกรรมการพฒนาร ะบบราชการ (กพร .) ข น ตามมาด วยพ.ร.บ.ปรบปรงกระทรวง ทบวง กรม 2545 พ.ร.ก.วาดวยการบรหารกจการบานเมองทด 2546 มมาตรการวดผล/ประเมนผลการปฏบตงาน และการเกษยณกอนกำาหนด ซงยงไมทราบวาการปฏรประบบราชการของไทยจะสนสดเมอไหร

2.การปฏรปการศกษา เชน เปลยนจากประถม 7 ปและมธยม 5 ป (ป.1-ป.7. มศ.1-มศ.5) มาเปนประถม 6 ปและมธยม 6 ป (ป.1-ป.6, ม.1-ม.6) โดยปรบเปลยนรปแบบและเนอหาสาระบาง เชน สปช. สลน. เปนการบรณาการของหลายวชาเขาดวยกน

3.การปฏรปศาสนา เชน ครสตนกายคาทอรกแตกออกเปนนกายโปรเตสแตนต กอนปฏรปศาสนา ยโรปมศาสนาครสต 2 นกายใหญ ไดแก

(1) นกายออรทอดอกซ เปนนกายดงเดมทไมดดแปลงหรอแกไขปรบปรง คมภรไบเบลเขยนดวยภาษากรก และเปนพระวจนะของพระเยซทไมมการดดแปลง มอทธพลในยโรปตะวนออก ศนยกลางอยในกรงอสตนบล, ตรก หรออาณาจกรไบเซนไทน

(2) นกายโรมนคาทอรก มศนยกลางอยท กร งโรมหรออาณาจกรโรมนตะวนออก ภาษาในคมภรไบเบลคอภาษาลาตน คนนบถอโรมนคาทอรกมเปนจำานวนมาก มหาวทยาลยแหงแรกชอโบเรนยาอยในอตาล คณะแรกทเปดสอนคอเทววทยา โดยมงศกษาศาสนาครสต หากไมเขาใจ พระผ ใหญก จะตความและสรางพธกรรมใหดคลง จนกระทงเปลยนแปลงไปจากออรทอดอกซ บาทหลวงของคาทอรกมความสำาคญมากขน เพราะบาทหลวงตความวาตนคอผทพระเจาเลอกใหมาอบรมสงสอนประชาชน ดงนนประชาชนตองเชอ หากคนจะตดตอพระเจาตองกระท ำาผานบาทหลวง คนทอยากขนสวรรคตองทำาบญกบบาทหลวง และหาทำาผดมากตองไปลางบาปกบบาทหลวง เพราะหากไมลางบาปกจะตกนรก

ยคกลาง ศาสนจกรอยเหนออาณาจกร เพราะกษตรยครองเมองเลกเมองนอย อำานาจจงกระจดกระจายและไมเปนปกแผน ประกอบกบกษตรยกลวพระเจาจงตองอยใตอำานาจของศาสนจกร พระสนตะปาปาจะเปนผสวมมงกฎใหกษตรยและเทศนใหประชาชนเชอฟงผปกครอง เพราะกษตรยเปนตวแทนของพระเจาเชนกน

กษตรยจงตอบแทนพระดวยการอปถมภศาสนา เชน สงกองทพมาดแล ใหเงนทอง

พอบาทหลวงมอำานาจมากขนจงเหลงดวยการทำาผดศลธรรม เชน มภรรยาและลก รบสนบน สะสมความมงคง เมอเบอกบการฟงคำาสารภาพบาป บาทหลวงจงพมพแบบฟอรมสารภาพบาปขาย สงผลทำาใหบาทหลวงรำารวยมากขน

บาทหลวงมารตน ลเธอร จากเยอรมนเครงศาสนาและสนใจใฝศกษาธรรมะ จงคาดหวงวาจะไปตกตวงความรในกรงโรม พอพระปามาเจอสมเดจพระสนตะปาปาจงเสอมศรทธา ทานจงเขยนคำาประทวงตดไวท หนาวงพระสนตะปาปาจ ำานวน 95 ขอ การประทวงเรยกวา Protest ผประทวงจงเรยกวา Protestant อนเปนทมาของครสตนกายโปรเตสแตนต หนงในคำาประทวงนนบอกวา การใหพระถอพรหมจรรยนนผดธรรมชาต เพราะผชายมฮอรโมนทอยากมเพศสมพนธตามการเจรญของฮอรโมน เมอใหถอพรหมจรรย พระจงลกลอบมภรรยา และขอใหเปลยนกฎหมายเพอใหพระมภรรยาได พระสนตะปาปาโกรธมากทบาทหลวงมารตน ลเธอรรความลบจงสงจบตาย บาทหลวงลเธอรจงหนไปหายนายเกาทเปนกษตรยรสเซย กษตรยรสเซยจงอาแขนรบเพราะอยากแยกตวออกจากกรงโรมนานแลว เนองจากถกรดนาทาเรนใหเสยภาษไปอดหนนสำานกวาตกน

รสเซยไดประกาศแยกตวออกมาเพอไมใหขนตรงตอกรงโรม สงผลทำาใหเกดนกายโปรเตสแตนตขน และโปรเตสแตนตกแยกออกเปนหลายสาขา เพราะบาทหลวงทตองการแยกไมไดมบาทหลวงลเธอรคนเดยว เชนทฝรงเศส สวสเซอรแลนด และทสำาคญคอองกฤษ

บาทหลวงมารตน ลเธอร ไดนำาเอาคำาประทวงทง 95 ขอมาปฏบต เชน ใหพระมภรรยาได แลวทานกแตงงานกบแมชและมลกดวยกนหลายคน

คนทประกาศแยกศาสนาในองกฤษคอพระเจาเฮนร ท 8 สาเหตเพราะอยากมภรรยาใหม คาทอรกใหคนมภรรยาไดคนเดยว ตอนแตงงานตองไปใหคำาปฏญญาตอหนาบาทหลวง โดยเอามอไปวางไวบนคมภรไบเบล ชาวคาทอรกจงมภรรยาไดคนเดยวและหามหยา สงคมคาทอรกจงมฆาตกรรมในครอบครวสงมาก เพราะตางกอยากมภรรยาหรอสามใหม

ภรรยาคนแรกของพระเจาเฮนรท 8 เปนแมมาย อายมากกวา มลกตดมาคนหนง และเครงศาสนามาก พอพระองคไปเจอนางแอนโมลนซงเปนนางสนองพระโอษฐชาวองกฤษจงหลงใหลเปนเวลาถง 8 ปแตกไมไดแอม เพราะนางแอนโมลนยนเงอนไขวานางตองไดเปนมเหส พระองคจะตองไปขอหยาจากพระสนตะปาปา แตกเปนไปไมไดเพราะคาทอรกมกฎวาหามหยา ยงไปกวานน ภรรยาของพระองคก เป นหลานแทๆของพระสนตะปาปาดวย (ธดาของกษตรยสเปน) แตพระเจาเฮนรกยนยนวาจะหยา พระสนตะปาปาจงตดหางองกฤษปลอยวดและบอกประเทศอนหามตดตอกบองกฤษ ซ งพระเจาเฮนร ท 8 กไมสนใจเพราะองกฤษเปนเกาะอยแลว พระองคจงตงพระปชอฟเปนพระสนตะปาปาและแตงงานกบนางแอนโมลน แลวพระองคกมลกสาวคอพระนางเจาอลซาเบธทหนง ซงเปนพระราชนททำาใหองกฤษยงใหญขนมา

พอไดเปนมเหส พระนางแอนโมลนกมฤทธมากจนพระเจาเฮนรท 8 เบอ เมอพระเจาเฮนรท 8 เจอผหญงคนใหมจงใสรายนางแอนโมลนวาคบชและสงประหารชวต เพอทพระองคจะไดแตงงาน

กบผหญงคนใหม นางแอนโมลนสงเพชฌฆาตวาใหมสมาธเวลาลงขวาน และใหทำาครงเดยวขาดอยาใหพระนางตองเจบปวดทรมาน

ภรรยาคนทสามของพระองคคลอดลกแลวเสยชวต พระองคจงแตงงานใหมเปนครงทส เปนเจาหญงชาวเยอรมนทไมสวยเลยเพราะทรงถกหลอก พระองคจงขอหยาและไปแตงงานใหม ภรรยาคนทหาคบชจรงจงถกประหารชวต แลวพระองคกแตงงานใหมอก

ครสตนกายในองกฤษคอ Church of England เปนจารตประเพณขององกฤษทวา กษตรยขององกฤษทกพระองคตงแตพระนางอลซาเบธทหนงเปนตนมาจะตองนบถอครสตน กาย Church of England เทานนจงจะเปนกษตรยขององกฤษได ปจจบน ราชวงศองกฤษจงนบถอนกายน เจาฟาชายชารลจงสามารถหยากบเจาหญงไดอานาได เพราะบรรพบรษของพระองคทำาอยางนมากอน

ก�รปฏวต (Revolution)การปฏวตเปนการเปลยนแปลงอยางถอนรากถอนโคน (ใช

ศพทวา Radical ทมรากศพทจากภาษาลาตนวา Radix แปลวาราก) โดยร อของเกาทงแลวสรางสรรคสงใหมขนมาแทนท การปฏวตจงลงเอยดวยความรนแรงเพราะเปนการเปลยนแปลงอยางฉบบพลน การปฏวตจงนยมใชกบการเมองและการอตสาหกรรม

1.การปฏวตการเมอง จะมการตอสระหวางอำานาจเกาและอำานาจใหม เชน

-การปฏวตฝรงเศสในปค.ศ.1789 สมยพระเจาหลยสท 16 โดยถอดถอนกษตรยและนำาไปตดหวดวยเครองกโยตน

พระนางมาร องกวเนส เปนธดาของกษตรยออสเตรยซงเปนอาณาจกรทยงใหญ ฝรงเศสกยงใหญในสมยพระเจาหลยสท 14

ทงสองราชวงศจงเชอมโยงกนดวยการใหพระเจาหลยสท 16 (หลานพระเจาหลยสท 14) แตงงานกบพระนางมาร องกวเนส ซงพระนางมารกร ำารวย ชอบแตงตวสวย และมความสขอยแตในวง โดยไมเคยรวาประชาชนอดอยากขาดแคลน กษตรยขดรดภาษ และเกดวกฤตเศรษฐกจ ชาวบานจงมาเดนขบวนเพราะไมมขนมปงกน พระนางมาร องกวเนส จงบอกใหไปกนเคกแทน จนกองทพปฏวตมาถงวง พระนางกยงไมรเร องจนทำาใหถกจบ สองปถดมาพระนางและราชวงศฝรงเศสกถกประหารชวตในใจกลางเมอง ซงเปนการถอนรากถอนโคนระบบกษตรยในฝรงเศส

-การปฏวตรสเซยในปค.ศ.1917 ในสมยราชวงศโรมานอฟ โดยพระเจาซาร น โคลสทสอง เลนนปฏวต รสเซยโดยฆาทงครอบครวของพระเจาซารเมอ 2 ปหลงจากนน โดยจบไปไวในไซบเรยซงเปนพระราชวงฤดรอนสำาหรบลาสตว ตอนต 3-4 ไดปลกใหแตงตวเตมยศหลอกวาจะถายรปหม พอจดทาเสรจ หนวยสงหารกยงกราดเสยชวตทงหมด ภายหลงมคนอางวาเปนธดาของพระเจาซารทรอดตายคออนาตาเซย แตนางกเสยชวตเสยกอนทจะพสจนโครโมโซม เพราะเมอไมนานมานไดมการขดกระดกราชวงศของพระเจาซาร พบวาเปนการสงหารทโหดรายมาก โดยเอาศพใสรถบรรทกไปฝงในปา แลวเอานำากรดราดและทงศพเอาไวจนมาเจอในศตวรรษท 1990 หลงสหภาพโซเวยตลมสลาย

-ปฏ ว ต จ น ใ นป ค .ศ .1949 เห มา เ จ อ ตงยก เล ก ร ะ บ บประชาธปไตยออกแลวเอาระบบคอมมวนสตมาใชแทน และใชระบบเศรษฐกจแบบสงคมนยม

ก�รรฐประห�ร

รฐประหารคอการใชกำาลงทหารเขายดอำานาจจากรฐบาลเกา ซ งมาจากการเลอกตง หรอจากรฐบาลทหารดวยกนเอง แลวสถาปนารฐบาลใหมขนมาปกครอง ซงการรฐประหารสามารถทำากบตวเองกได เชน จอมพล ป. พบลสงคราม และจอมพลถนอม กตขจรทำาการรฐประหารตนเอง การรฐประหารลาสดของไทยคอวนท 19 กนยายน พ.ศ.2549

**ขอมลเพมเตม**พระเจาซาร นโคลสทสอง ทรงเปนพระสหายรชกาลท 5 ตอน

เปนเจาฟาชาย พระองคเคยเสดจมาประพาสเมองไทย เจาฟาจกรพงศภวนาถพระราชโอรสในรชกาลท 5 ไปเรยน

รสเซยและเปนบตรบญธรรมของพระเจาซารนโคลสทสอง แตพระองคกหมดสทธครองราชยเพราะแตงงานกบแคทยาสาวรสเซย ลกชายคอพระองคเจาจลจกร จกรพงศ แลวพระองคเจาจลจกรกไปเรยนทองกฤษตงแตเดกและแตงงานกบหมอมอลซาเบธ ลกชายคอม.ร.ว.นรศรา จกรพงศ ซงแตงงานกบคนองกฤษอก แลวไดลกชายคอฮวโก (นกรอง นกแสดง)

คำ�บรรย�ยวช� PS 704 แนวคว�มคดและนโยบ�ยในก�รพฒน�ประเทศไทย

Concepts and Policy of Development in Thailandผศ.เส�วลกษณ สขวรช วนท 6 ตล�คม พ.ศ.2550 ภ�ค

เช�

การพฒนาจะมความหมายทครอบคลมมากกวาความทนสมย เมอวานนอาจารยไดเนนความทนสมยไวมาก โดยกลาวถงความทนสมยในมตตางๆ เชน การเมอง สงคม เศรษฐกจ ปรชญา และการบรหาร

ความทนสมยและการพฒนาแตกตาง ความทนสมยเปนเพยงความเจรญทผวเผนและเปนเปลอกนอก เนนวตถ ความเจรญทางวทยาศาสตร และการใชเหตผล ซงเปนคานยมในระดบตำา แตการพฒนาจะมความหมายทลกกวา เพราะเปนคานยมหรอเปาหมายในระดบสงทเปนนามธรรม สวนทนสมยแตไมพฒนา เชน คนแตงตวดแตคายหมากฝรงทงขางถนน

สงคโปรเปนประเทศทเจรญ มตกระฟา (Skyscraper) เปนจ ำานวนมาก รฐบาลกลววาคนจะทนสมยแตไมพฒนาจงออกกฎหมายใหทกอยางมราคาทงหมด บญญต 10 ประการของสงคโปรทไมสามารถปฏบตในประเทศได เชน (1) ทงขยะไมเปนทเป นทาง (Littering) หรอเข ยบหร ลงบนถนนโดนปรบ 500 เหรยญ (2) เขาหองนำาแลวไมกดชกโครกโดนปรบ 500 เหรยญ (3) เคยวหมากฝรงโดนปรบ 500 เหรยญ ชใหเหนวาคนสงคโปรไมพฒนา รฐบาลจงตองออกกฎหมายและปรบดวยราคาแพง

**เขาสเนอหาการบรรยาย**คว�มแตกต�งของส�ข�วช�ท�งเศรษฐศ�สตรการพฒนาเศรษฐกจจะอาศยแนวคดจากเศรษฐศาสตร ซง

เศรษฐศาสตรไดแบงออกเปน 3 กลม ไดแก1.เศรษฐศาสตรดงเดม (Traditional Economics) 2.เศรษฐศาสตรการเมอง (Political Economy)

3.เ ศ ร ษ ฐ ศ า ส ต ร พ ฒ น า ก า ร (Development Economics)

1.เ ศ ร ษ ฐ ศ � ส ต ร ด ง เ ด ม (Traditional Economics)

เศรษฐศาสตรดงเดมเปนวชาเศรษฐศาสตรกระแสหลกของสำานกคลาสสกและนโอคลาสสก ซงเนนการจดการทรพยากรใหมประสทธภาพสงสด เพราะมนษยตระหนกวามนษยมจ ำากดจงตองจดการทรพยากรใหเกดผลประโยชนสงสด คอไดผลผลตมากและตนทนตำา เพอใหเกดความเจรญเตบโตทางเศรษฐกจทเหมาะสมในระยะยาว

เศรษฐศาสตรสำานกคลาสสกและนโอคลาสสกจะสนบสนนกลไกการตลาดและทนนยม ยกเวนสำานกมารกซสมของ คารล มารกซ ทเปนนกคดยคคลาสสก แตไมไดสนบสนนกลไกตลาดและทนนยม

เนองจากเศรษฐศาสตรดงเดมไมไดคำานงวาผลของการจดสรรตกอยกบใคร เพราะเปนการตอบคำาถามวา How เมอเวลาผานไปจงพบวาความร ำารวยไปกระจกตวอยกบคนบางคน สงผลทำาใหเกดสำานกเศรษฐศาสตรการเมองขน

2.เศรษฐศ�สตรก�รเมอง (Political Economy) เศรษฐศาสตรการเมองใหความสนใจวาใครเปนผตดสนใจ

(Who) ดงนนจงมการศกษาบทบาทและกระบวนการทางสงคมขององคการหรอสถาบนตางๆในการตดสนใจและการก ำาหนดนโยบายดานเศรษฐกจ เชน สภาพฒน ส ำานกงานเศรษฐกจของกระทรวงการคลง ธนาคารชาต รฐบาล รฐสภา ผนำาทางการเมอง กลมผลประโยชน หรอภาคประชาชน

โดยศกษาวาขอต ดสนใจน นเป นเพ อประโยชน ของใคร (Whom) เปนการตดสนใจเพอตวเองหรอสวนรวม ขนตอนนจงมการเมองเขามาเกยวของ เชน ส.ส.ภาคอสานคนหนงสรางถนนตดผานเฉพาะทดนของตวเอง ทำาใหเกดคำาวาถนนควายเดนขน หรอกรณคณทกษณทแกกฎหมายใหตางชาตถอหนได 49% พอประกาศเปนราชกจจานเบกษาเสรจ วนรงขนจงขายหนทนท ซงระหวางนนกไดมการเจรจากนมากอนแลว ประกอบกบพรรคไทยรกไทยครองเสยงขางมากเพยงพรรคเดยว กฎหมายจงผานอ ย า งสบ าย ๆ ป ร ะ โย ช น จ ง ตก อ ย ก บ ผ ถ อ ห น ช น คอ ร ป ฯ เศรษฐศาสตรจงสนใจวาการตดสนใจนนเกดประโยชนเพอใคร

การศกษาเศรษฐศาสตรจ ำาเปนจะตองอาศยเศรษฐศาสตร ดงเดมดวย เพอดวามกลไก กระบวนการ มาตรการ หรอวธการอ ย า ง ไ ร ใ น ก า ร จ ด ส ร ร ท ร พ ย า ก ร แ ล ะ ต อ ง ศ ก ษ า ว า ใ ค ร (องคกร/สถาบน) มบทบาทในการตดสนใจอยางไร

3.เ ศ ร ษ ฐ ศ � ส ต ร พ ฒ น � ก � ร (Development Economics)

เศรษฐศาสตรพฒนาการจะศกษากลไกทางเศรษฐก จ การเมอง สงคม และสถาบนตางๆ ทงในภาครฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในการปรบปรงระดบการครองชพของคนในสงคมอยางเรงรบและขนานใหญ เนองจากการพฒนาเปนการสรางเงอนไข กำาหนดปจจย และแทรกแซงเพอใหเกดการเปลยนแปลงอยางเรงดวน โดยมการกำาหนดระยะ เชน ภายใน 5 ปจะยกระดบการครองชพของคนใหดขน โดยวดจากรายไดประชาชาตหรอการคำานวณรายไดตอหว

ซงเศรษฐศาสตรพฒนาการจะมขอบเขตเนอหาวชาทกวาง เพราะใชความร ท งจากเศรษฐศาสตรด งเด ม เศรษฐศาสตร การเมอง และความรในเชงสหวทยาการ นอกจากนนยงศกษาประสบการณการพฒนาของประเทศตางๆ โดยเปรยบเทยบ เชน ประเทศใดประสบความสำาเรจมากกวากน และใครมปญหาดานกลยทธและอยางไร

ขอบเขตเนอห�ของก�รพฒน�เศรษฐกจ (เนองจากเวลามจ ำากด อาจารยจงอธบายแคบางเนอหา

เทานน)1.ความหมายของการพฒนาเศรษฐกจ2.ทฤษฎและหลกการทางเศรษฐศาสตรทเกยวของกบการ

พฒนา3.ทฤษฎและยทธศาสตรในการพฒนาเศรษฐกจ4.ประวตความกาวหนาทางเศรษฐกจของประเทศทพฒนา

แลวและประเทศกำาลงพฒนา5.บทบาทและสถานภาพของผหญงตอการพฒนา6.ประชากรกบการพฒนา ปญหาของแตละประเทศจะแตก

ตางกนขนอยกบประชากร ประเทศทคนอยในวยทำางานมาก โอกาสการพฒนาเศรษฐกจกจะด แตสงคมผสงอายจะเกดภาวะพงพาสง คนวยทำางานหนงคนอาจตองเลยงดคนแก 2-3 คน สวนประเทศทมอตราการเกดสง คนวยทำางานคนหนงกตองเลยงดเดก 2-3 คน

คณลกษณะของประชากรจะบอกทศทาง/แนวโนมของการพฒนา เชน การสมมนาวชาการของธนาคารแหงประเทศไทยเมอสปดาหทผานมากลาววา หากไทยไมปฏรปเปลยนแปลงกองทนประกนสงคม ไทยเรากจะกาวสภาวะวกฤตของกองทน เพราะสงคม

ไทยกำาลงจะกาวเขาสสงคมของผสงอาย อายเฉลยของคนไทยสงขน ตวเลขลาสดคอ ชาย 79 ป ผหญง 82 ป แสดงวาคนไทยมความรในการดแลสขภาพอนามยของตวเองดขน คณภาพการแพทยดขน และโภชนาการดขน ทำาใหคนไทยแกยากและตายยากขน และคาดวาปพ.ศ.2568 คนแกจะเพมขนอกหลายเปอรเซนต การพฒนาจงตองคำานงถงประชากรดวย เพราะประชากรคอผรบผลของการพฒนา

7.การวางงานและการอพยพแรงงาน (Labor Mobility) ประเทศกำาลงพฒนาจะมการอพยพจากชนบทเขาสเมอง อดตจะอพยพในลกษณะของแรงงานไรฝมอ การวางแผนพฒนาจงตองดวาจะใหความสำาคญกบเมองหรอชนบท

อดตการพฒนาจะใหความสำาคญกบเมองมากเกนไป เมองจงไปดดคนจากชนบท เพราะชนบทไมไดรบความเหลยวแล คนจงแสวงหาโอกาส อาชพ และรายไดดวยการเขาไปในเมอง สงผลทำาใหเมองขยายตวและเกดความหนาแนนขน แลวชนบทกถกทอดท ง บางแหงไมมแมคนทำางาน เชน อ.ปากพนง จ.นครศรธรรมราช อดตเปนแหลงปลกขาวทเลยงคนทงภาคใต แตผลของการพฒนา 50 ปทผานมา ทนาของปากพนงจงรางเพราะไมมคนทำานา เหลอแตคนแก เพราะคนชนบทผลตคนปอนเขาเมองหลวง

การโยกยายเกดจากการไมสมดลของการพฒนาระหวางเมองและชนบท หรอในภมภาคเดยวกนทำาใหเกดการอพยพระหวางประเทศขน ไทยเรามปญหาขาดแคลนแรงงานทมทกษะ เชน ชางเทคนค เพราะแรงงานมฝมอไดคาจางนอยจงอพยพไปทำางานตางประเทศเพราะไดคาจางสงกวา คนทไหลมาแทนทคอแรงงานไร ฝมอตางดาว เชน ชาวพมา ชาวปากสถาน ปจจบนจำานวนผอพยพ

เพมข นอยางนากลว มาตรการการตรวจสอบคนเขาเมองผดกฎหมายกไมมประสทธภาพ แรงงานตางดาวจงหลบหนเขามาตามชายแดน

8.การศกษากบการพฒนา ประเทศทมระดบการศกษาของประชาชนตำา ระดบการพฒนากจะตำาดวย ซ งการศกษามความสำาคญมาก เพราะเปนตวยกระดบความร ทกษะ และความสามารถในการทำางาน

9.การพฒนาเกษตรและชนบท ประเทศกำาลงพฒนาสวนใหญ การผลตจะอยในภาคเกษตรทอยในชนบท ยทธศาสตรการพฒนาทไทยเรารบเขามาจากภายนอก เชน World Bank, IMF คอการใหไทยเปลยนโครงสรางทางเศรษฐกจจากภาคเกษตรดงเดมมาเปนภาคอตสาหกรรม สงผลทำาใหภาคเกษตรถกทอดทง เปลยนจากผลตเพอบรโภคมาเปนผลตเพอการสงออก ทำาใหเกดภาวะพงพาตลาดโลกขน เพราะสนคาเกษตรถกกำาหนดราคาโดยตลาดโลก ไมใชผขายกำาหนดราคาเอง เชน แรดบกถกกำาหนดราคาจากลอนดอน

10.การพฒนาอยางยงยนในทางสงแวดลอม การพฒนาเ ศ ร ษ ฐ ก จ อ ย า ง ย ง ย น ค อ ก า ร เ จ ร ญ เ ต บ โ ต อ ย า ง ย ง ย น (Sustainable Growth) เศรษฐกจจะโตอยางมนคงไปเร อยๆ สวนการเตบโตแบบขนๆลงๆคอการโตแบบพงพาเศรษฐกจโลก หากเศรษฐกจโลกผกผนกจะมผลตอการเตบโต

การพฒนาอยางยงยน หมายถงการพฒนาทไมท ำาลายสงแ ว ด ล อ ม (Sustainable Development) ค อ ไ ม เ อ า จ า กธรรมชาตหรอเอานอยถงนอยทสด เมอใชแลวกสงคน สวนมากจะออกมาในรปการอนรกษและการไมสรางมลภาวะ เชน ทำาใหเกดขยะ

นอย ขยะแขง เชน กระดาษ ถงพลาสตก โฟม สารเคม แบตเตอร ขยะนำาเสย หรอขยะอากาศเสย

ไทยเราทงขยะอยางขาดจตสำานก ของบางอยางกใชครงเดยวทง เชน ทงปากกาทงดามแทนทจะเปลยนไส ใชถงพลาสตกอยางฟมเฟอย ขยะบานเราจงเยอะมาก และขยะบางอยางกใชเวลาหลายรอยปกวาจะสลายได เชน โฟม ปจจบนจงมการรณรงคเร อง 4 Use เชน Reused (นำากลบมาใชอก) Repair (ซอมแลวนำามาใชใหม) Recycle (นำากลบไปผลตใหม เชน กระดาษ)

ไทยเราเปนประเทศยากจนแตมพฤตกรรมการใชทรพยากรอยางฟมเฟอย สวนคนยโรปร ำารวยแตรจกประหยดและเหนคณคาของทรพยากร เชน ฝรงแถวถนนขาวสารทานขาวไขเจยวหรอผดไทย 10 บาท ขณะทคนไทยทานอาหารในภตตาคารหร

เนเธอรแลนดมพ นทเท าภาคอสานของไทย มประชากรประมาณ 14 ลานคน เนองจากเปนประเทศทถกนำาทะเลเซาะเอาแผนดนไป เนเธอรแลนดจงสรางเขอนกนนำาทะเลเอาไวและทดนำาออก ประเทศนจงถกเปรยบวาเปนบเบอร (สตวชนดหนงทชอบสรางเขอน) เนเธอรแลนดจะปลกหญาเพอใหดนจดและเอาดนทงอกใหมไปทำาการเกษตร พนทในบานจะใชสอยอยางเตมประโยชน หองนำาเลกแคพอนง อางลางมอขนาดพอเอาสองมอใสเขาไป คนเนเธอรแลนดไมชอบใชรถยนตแตจะป นจกรยานแทน

หอพกในยโรปจะมขนาดเลก หองนำาบางแหงตองหยอดเหรยญ รานคาจะไมมถงพลาสตกใหแตจะขายถงกระดาษแทน แมบานจงเตรยมถงผาหรอรถเขนเวลาไปซอของ

ปจจบนคนอเมรกนถกดาเปนอยางมาก เพราะอเมรกาเปนประเทศใหญแตไมยอมลงนามในพธสารเกยวโตทควบคมการ

ปลอยสารพษททำาใหโลกรอน ทงๆทอเมรกาปลอยมลพษจนทำาใหโลกรอนมากทสด คนอเมรกาจะทำาใหเกดขยะเยอะมาก เชน ทงขวดโคก ทงกลองโฟมทใสแฮมเบอรเกอร ชกโครกกมขนาดใหญทำาใหเปลองนำา ตางจากยโรปทประหยดนำามาก โดยเฉพาะเนเธอรแลนดทมทะเลสาบมาก แตคนกชวยกนประหยดนำา

11.การคาระหวางประเทศ12.หนสนกบผลกระทบตอการพฒนา ประเทศกำาลงพฒนา

ไมมเมดเงนสำาหรบการพฒนาจงตองหยบยมจากตางชาตมา13.อตราแลกเปลยน ภาษศลกากร การกดกนทางการคา

ดลการชำาระเงน14.บรรษทขามชาต เปนตวแสดงทสำาคญในยคโลกาภวตน

งบประมาณของบางบรรษทมากกวารายจายของประเทศเลกทงประเทศ บรรษทขามชาตจงมอทธพลตอการเมองในประเทศตนเองและการเมองโลก ปจจบนแอปเปลมราคาถกกวามะมวง เพราะผผลตแอปเปลไปเจรจาใหรฐบาลตนเองเปดการคาเสร เพอนำาแอปเปลมาขายในตลาดบานเรา ไทยเรากหวงเอาสนคาไปขายจงยอมเปดตลาดให แตการคาเสรกท ำาใหหางยกษใหญเขามา เชน โลตส คารฟร บกซ ฟดไลออน จสโก ซงบรรษทเหลานมอทธพลตอทวโลก และบางครงกมากดดนรฐบาลไทย

15.ความชวยเหลอทางดานเศรษฐกจจากตางประเทศ ประเทศทรบความชวยเหลอจงตองเปดสมพนธทางการคาดวย เชน ใหเคร องจกรแกไทย เพอใหไทยกลบไปซออะไหลในประเทศของตนเอง

16.ตลาดเสรกบการถายโอนกจการจากภาครฐสภาคเอกชน มองวารฐวสาหกจทำางานไรประสทธภาพดงนนจงตองถายโอนให

เอกชนทำา เพราะสงทรฐทำาจะไมมคแขง ทำาใหไมกระตอรอรนในการปรบปรงคณภาพและประสทธภาพ รฐกตองน ำาเงนภาษของประชาชนไปอดหนน แตตนทนทสงกทำาใหราคาแพงดวย ประชาชนจงไดรบความเดอดรอน ดงนนจงตองเปดใหเอกชนไปแขงขนกนเอง เชน กจการโทรศพท อดตองคการโทรศพทผกขาดเพยงเจาเดยว การขอตดตงโทรศพทจะใชเวลานานมากและรอใหมาซอมนาน ปจจบนเปดใหเอกชนเขามาแขงขน องคการโทรศพทจงแปรรปเปนบรษทมหาชนเพอแขงกบเอกชนทบรการรวดเรวและดกวา (กจการทไมควรแปรรป เชน กจการทเกยวกบสาธารณปโภค กจการทเกยวกบความมนคงของประเทศ กจการโทรคมนาคมจะเกยวกบความมนคงของประเทศ กรณชนคอรปฯตกไปอยในมอของเทมาเสกกจะทำาใหเกดปญหาความมนคงของประเทศไทยได)

17.นโยบายทางการเงนการคลง เปนหวใจส ำาคญของการจดการเศรษฐกจภาครฐ เชน รายรบรายจาย การกอหนสาธารณะ

18.การเปลยนระบบเศรษฐกจจากระบบคอมมวนสตไปสระบบทนน ยม สหภาพโซเวยตและยโรปตะวนออกเคยเป นคอมมวนสตมากอน ปจจบนไดปรบเขาสระบบทนนยมมากขน จนมระบบเศรษฐก จ 2 ระบบค อ เมองใหญ เมองท า และเขตอตสาหกรรมจะเปนทนนยม สวนชนบททหางไกลและเปนภาคเกษตรจะเปนระบบสงคมนยม

19.การพงพาซงกนและกนระหวางโลกท 1 (ประเทศรำารวยและพฒนาแลว) กบโลกท 3 (ประเทศยากจนและกำาลงพฒนา) เชน โลกท 1 เปนเจาหนทสำาคญ เปนคคาทสำาคญ และเปนนายทนรายใหญของประเทศโลกท 3 แลวประเทศโลกท 3 กอาศยเงนและเทคโนโลยของประเทศโลกท 1 เพอการพฒนา

ปจจยทมอทธพลตอก�รพฒน�1.ปจจยด�นเศรษฐกจ (Economic Factors) หมาย

ถงปจจยทสามารถนบหรอวดไดในเชงปรมาณ เชน คาจาง ราคาสนคา ผลผลต การออม การลงทน การจางงาน และการเพมผลผลต ประเทศทมรายไดสง มการออมสง มการจางงานเตมท ผลผลตกจะด และเศรษฐกจกจะดดวย อยางไรกตาม ประเทศยงจำาเปนตองอาศยปจจยทไมใชเศรษฐกจดวย

2.ป จ จ ย ท ไ ม ใ ช เ ศ ร ษ ฐ ก จ (Non Economic Factors) คอปจจยทไมสามารถนบหรอวดไดในเชงปรมาณ แบงเปน 2 ประเภท ไดแก

2.1 ปจจยภายในประเทศ คอ-ทศนคต ท าทต อชวตและหนาทการงาน คนทกคนจะม

ทศนคตแตกตางกนขนอยกบการอบรมเลยงด ขนบธรรมเนยม ประเพณ วฒนธรรม และศาสนา เชน คนในชาตขยนขนแขง

-โครงสรางการบรหาร กฎหมาย ระบบราชการขององคกรภาครฐและเอกชน หากรฐและเอกชนไมมความเขมแขง การพฒนากจะลมเหลว สงคโปรมระบบราชการทเขมแขงมาก สวนอนโดนเซยและฟลปปนสมระบบราชการทแยกวาไทย

-ความสมพนธในหมเครอญาต หากความสมพนธแนนแฟนมากเกนไปกจะทำาใหการทำางานในภาครฐกลายเปนระบบเครอญาตหรอระบบพรรคพวก

-ระบบการถอครองทดน ประเทศใดทมการถอครองทดนกระจกตว ความยากจนกจะกระจายในวงกวาง

-อำานาจและบรณภาพของหนวยงานภาครฐ

-การมสวนรวมของประชาชนในการด ำาเนนกจกรรมทางเศรษฐกจและการพฒนา

-การนบถอและแบงชนชนในสงคม ประเทศทถอชนชนมาก ความแตกตางระหวางชนชนกจะมมาก เชน อนเดยแบงเปนวรรณะและมการกดกนวรรณะสง ปจจบนอนเดยกำาลงจะเปนเสอตวใหมเพราะมความเจรญดานเทคโนโลยมาก แตความยากจนในอนเดยกแผกระจายในวงกวาง ความแตกตางระหวางคนรวยและคนจนสง

2.2 ปจจยภายนอกประเทศ ไดแก-องคการระหวางประเทศ เชน UN, IBRD, IMF, ILO

(องคการแรงงานระหวางประเทศ), WTO (องคการการคาโลก), WHO (องคการอนามยโลก)

-ประเทศมหาอำานาจทางเศรษฐกจ เชน อเมรกา สหภาพยโรป ญปน จน

-การรวมกลมทางเศรษฐกจ เชน OECD (สโมสรคนรวย), OPEC (กลมผสงออกนำามนดบ), ASEAN (อาเซยน), APEC (กลมประเทศแถบแปซฟก)

-บรรษทขามชาต-ระ เบ ยบ เศรษฐก จร ะหว างประ เทศ (International

Economic Order) และกตกาทางเศรษฐกจคว�มหม�ยของก�รพฒน�1.นยามแบบดงเดม (Conventional Definition) ดจาก1.1 การเจรญเตบโตทางเศรษฐกจ ประเทศทมรายไดเพมใน

อตรา 5-7% ตอปอยางคงท ถอวาพฒนาGDP: Gross Domestic Product = ผลตภณฑมวล

รวมภายในประเทศ วดจากการผลตทกประเภทในประเทศแลวตคา

ออกมาเปนตวเงน แมผผลตเปนบรรษทขามชาตแตหากมาผลตในประเทศกจะนำามาวดดวย ณ ทนมความหมายรวมถงสนคาและบรการ เชน ฝร งมาเชาบานอยในเมองไทยราคา 300,000 บาท/เดอน เงนเดอนของฝรงคนนนถอเปน GDP ของไทย

GNP: Gross National Product = ผลตภณฑมวลรวมประชาชาต วดจากการผลตทเกดจากคนสญชาตนนๆแมจะไปผลตทประเทศใดกตามแตสงเงนกลบมาประเทศ ถอรวมเปน GNP ทงหมด เชน คนไทยไปทำางานซาอฯ โอนเงนใหภรรยาทกเดอน กระทงแดงเปดโรงงานใหญอยในยโรป ชนคอรปฯไปลงทนในพมา

1.2 อตราการเจรญเตบโตของรายไดตอหวมากกวาอตราการเพมของประชากร (อตราการเพมของประชาการ = อตราการเกด อตราการตาย– ) ปจจบนอตราการเกดของไทยประมาณ 1.1% คอครอบครวหนงมลกประมาณ 2 คน ถอวาไทยประสบความสำาเรจเพราะอตราการเจรญเตบโตอยในระดบ 5-7% ซงสงกวาอตราการเพมประชากร

1.3 การเปลยนแปลงโครงสรางการผลตและการจางงาน จากภาคเกษตรกรรมสภาคอตสาหกรรม เนองจากสนคาเกษตรมราคาตำา หากผลตเฉพาะบรโภคในครวเรอนกจะไมมรายได แตหากผลตสงออกกจะตองเจอการแขงขนและการตงราคาของผซ อ ประกอบกบสนคาเกษตรเสยหายงาย เชน ขาว หากเกบไวนานกจะถกมอดกน อเมรกาใตผสมพนธกลวยหอมเพอใหมเปลอกหนาและงอมชาเพอสงไปขายใหยโรป แตสงมากวา 20 ปราคากลวยหอมกไมขน ผขายจงขอใหผซอชวยออกคาขนสง แตผซอไมยอมชวย ผขายจงไมยอมสงกลวยให สงผลทำาใหกลวยทอยในโกดงทาเรอเนาเสยทงหมด

การพงพาตลาดโลกทำาใหภาคเกษตรกรรมมปญหา ดงนนจงควรเปลยนเปนภาคอตสาหกรรมเพราะมความสำาคญตอคาครองชพมากกวา เชน นำาตาล นำาปลา ยาสฟน ผา เครองนงหม รองเทา

สนคาเกษตรจะมราคาตำาขณะทสนคาอตสาหกรรมมราคาสง เชน ขาวหลายหมนตนไปแลกรถถงไดคนเดยว ทำาใหภาคเกษตรเสยเปรยบเชงอตราการคา (Term of Trade) ไทยเราจงแปรรปสนคาเอง เชน สบปะรดกระปอง

1.4 การร หน งสอ สขภาพ ท อย อ าศ ย คนในประ เทศซาอดอาระเบยร ำารวยมากแตประชากรไมมความร เพราะเปนผเรรอนในทะเลทรายมากอน

1.5 เชอในเรองการไหลลง (Trickle down Effects) เชอวาทำาใหรายไดของประเทศสงไวกอน โดยไมไดสนใจการกระจายรายได เพราะเดยวความมงคงกจะไหลจากคนรวยไปหาคนจนเอง เปรยบเหมอนนำาทลนเขอนและไหลออกไป แตภายหลงไดพสจนแลววาความคดนผด เพราะรายไดไมไดกระจายสคนจน เนองจากคนรวยรวยไมเขด สงผลทำาใหความรำารวยกระจกตวอยแคคนไมกคนและปลอยใหคนทงประเทศยากจน

2.น ย า ม ใ ห ม (Post Conventional Definition) เนองจากนยามดงเดมชนชมกบอตราการเจรญเตบโตของตวเลขทางเศรษฐกจ ซ งทำาใหความรวยกระจกและความจนกระจาย คนจนไมมเงนจงขาดแคลนปจจย 4 เชน ขาดสารอาหาร ไมมเสอผาใส ดวยเหตนจงทำาใหเกดนยามใหมขน

2.1 เปนการเจรญเตบโตไปพรอมกบการกระจายรายไดใหม (Redistribution with Growth: RwG) โดยการลด /ขจด

ความยากจน ความไมเสมอภาค และการวางงาน มาตรการทใช เชน

-เกบภาษแบบกาวหนา (Progressive Tax) ยงรวย ภาษกจะเปนแบบกาวกระโดด ประเทศทเกบภาษแบบนเรยกวาเปนระบบเศรษฐกจแบบสงคมนยมประชาธปไตย เชน ประเทศกลมสแกนดเนเวย ทสวเดนเกบภาษ 70% แลวนำาเงนไปเปนรฐสวสดการเพอชวยเหลอคนจน

คนในประเทศทเจรญแลวจะไมเลยงภาษเพราะรวาไมซอสตย เนองจากมการอบรมกลอมเกลาของสงคม (Socialization) พอแมสอนลกด วยการท ำาต วเป นต วอยางใหลกเหน (Role Model) และฝกฝนลกใหมวนย (Discipline) ประกอบกบการมศาสนาในใจ คนในประเทศพฒนาแลวจงด ซอสตย เชน คนญปนซอสตยมากสงผลทำาใหประเทศพฒนา

ประเทศพฒนาแลวจะมมาตรการควบคมผหนภาษเขมแขงมาก และโทษการหนภาษกรนแรง (ทงปรบและจำา) ในอเมรกา ผทฆาคนตายสามารถพนคกไดหากเจอทนายเกง เชน โอเจ ซมสน เปนนกบาสเกตบอลเคยตองคดฆาตกรรมภรรยาตวเอง แตเขากสามารถพนโทษได แตคนทหนภาษจะพนผดไดยากมาก

-เกบภาษทดนแพง เพอลดแรงจงใจในการครองทดน บางคนเสยภาษทดนไมไหวจงปลอยทดนทงไป แลวรฐกจะเขาไปจดสรรทด นทวางเปลา ในประเทศไทยปลอยใหคนรวยกวานซ อทด น คนจนจงไมมทดนทำากน

-เกบภาษมรดก เศรษฐอเมรกนจะนำาเงนไปตงมลนธหรอซอหนแลวโอนเปนมรดกใหลก ซงจะทำาใหเสยภาษนอยกวาใหมรดกเปนทรพยสน

2.2 เนนการปรบปรงคณภาพชวต เชน การศกษา สขภาพและโภชนาการ ความยากจนลดลง สงแวดลอมสะอาด มโอกาสเทาเทยมกนมากขน มเสรภาพสวนบคคลมากขน ชวตทมวฒนธรรมทดงาม

การตอบสนองความจ ำา เป นพ นฐาน (ป จจ ย 4) เป นยทธศาสตรการพฒนาในยค 70 เชน การไดรบสารอาหารครบหลกโภชนาการ การสขาภบาลด

สรปการพฒนาคอกระบวนการหลากหลายมตทเกยวของกบการ

เปลยนแปลงโครงสรางทางสงคม ทศนคตของประชาชน สถาบนของชาต และการเจรญเตบโตทางเศรษฐกจ การลดความไมเสมอภาค และการขจดความยากจน หรอสงคมเปลยนผานจากสภาวะความไมนาพอใจไปสสภาวะทดกวาทงในดานวตถและจตใจ

การพฒนา หมายถ งความพยายามท จะก อให เก ดการเปลยนแปลงประเทศในดานตางๆ ทงดานเศรษฐกจ การเมอง สงคม ฯลฯ ภายในเวลาทกำาหนดเพอการแกปญหาความยากจน ความไมร และความเจบปวย โดยการสรางเงอนไข กำาหนดแนวทางและกลยทธตางๆทจะเปลยนแปลงโครงสราง กระบวนการ และพฤตกรรมทงของระบบและปจเจกบคคล

การพฒนาควรจะครอบคลมประเดนตางๆ ซงอาจารยไดสรปเปนมตตางๆในการพฒนา ดงน

1.มตดานเศรษฐกจ เชน -การเจรญเตบโตทางเศรษฐกจ-การรกษาเสถยรภาพทางเศรษฐกจ

-ความเปนธรรมทางเศรษฐกจ-การเปลยนโครงสรางการผลต-การจางงาน-การสงออก-นำาเขา-การขจดความยากจน2.มตทางสงคม ปจจบนไดนำามตทางสงคมมาเปนตวชวด

การพฒนา เชน -ความเสมอภาคทางสงคม ไมมการแบงชนชนวรรณะ-สขภาพชวตและสขภาพจตด ไดรบการตอบสนองในสง

จำาเปนพนฐาน-ความมนคงของมนษย-ศกดศรความเปนมนษย-การรหนงสอ-วฒนธรรมอนดงาม3.มตดานการเมอง เชน-มวถการดำาเนนชวตทเปนประชาธปไตย-การปกครองในระบอบประชาธปไตย-การเคารพในสทธมนษยชน-การมสวนรวมของประชาชน-ความเสมอภาค-เสรภาพ-การบรหารงานทโปรงใส มธรรมาภบาล4.มตทางดานวทยาศาสตรและเทคโนโลย เชน-การวจยและพฒนา-การประดษฐและนวตกรรม

-การครอบครองและใชเทคโนโลยแบบเก า เชน ไฟฟา โทรทศน

-การครอบครองและใชเทคโนโลยแบบใหม เชน คอมพวเตอร โทรศพทมอถอ

5.มตดานสงแวดลอม เชน การปกปอง คมครอง รกษา และฟ นฟสงแวดลอมและทรพยากรธรรมชาต

6.มตดานการบรหารงานาของภาครฐและเอกชน-การพฒนาและปฏรปการบรหารงานของภาครฐและเอกชน-การบรหารทยดหลกการธรรมาภบาล-การบรหารทเนนประชาชนเปนศนยกลาง7.มตระหวางประเทศ เชน-การอยรวมกนกบนานาประเทศอยางเสมอภาค มศกด ศร

และสนตสข-การปรบตวใหกาวทนความเปลยนแปลงในระดบโลก-การทำาความเขาใจและยอมรบในความแตกตาง และความ

หลากหลายทางดานวฒนธรรม-การเปดกวางในดานพรมแดนความรและการตดตอสอสาร

**ขอมลเพมเตม**แมคโครเปนรานคาปลกขนาดใหญของเนเธอรแลนด ซ ง

เนเธอรแลนดเขมงวดมากเพราะกลวรานคาปลกขนาดใหญตตลาดรานคาปลก SME คนทจะซอสนคาจากแมคโครไดตองเปนเจาของกจการเทานน ซ งแมคโครมาเมองไทยเปนบรษทแรกและใช นโยบายเดยวกบบรษทแม แตพอบกซ คารฟร และโลตสเขามา

แมคโครจงตองปรบตวและขายใหกบลกคาทกประเภท ซงบรษทแมกอนญาตเพราะเมองไทยไมเขมงวดเอง

เนเธอรแลนดจะควบคมวาแตละยานควรมหางขนาดใหญอยกแหง และใหหางใหญอยชานเมอง คนทจะไปไดตองมรถยนตเทานนเพราะไมมระบบมวลชนขนสงบรการให แมคโครจงไมเปนคแขงของโชวหวยขนาดเลก ซงเนเธอรแลนดอนรกษรานโชวหวยไวอยางด

*************คำ�บรรย�ยวช� PS 704

แนวคดและนโยบ�ยก�รพฒน�ประเทศไทยConcept and Policy of Development in Thailand

รศ.ดร.สรพล ร�ชภณฑ�รกษ วนท 26 ตล�คม พ.ศ. 2550

นโยบายการพฒนาประเทศยอมแตกตางกนไปตามปจจยของแตละประเทศ นโยบายหนงอาจเหมาะสมกบประเทศหนงแตไมเหมาะสมกบอกประเทศหนง สำาหรบประเทศไทยมแผนพฒนาเศรษฐกจ (และสงคม) ครงแรกใน พ.ศ. 2504 ปจจบนอยในแผนฯ 10 แตการเมองยงไมมแผนการพฒนา พรงนจะไดเรยนรายละเอยดกนเกยวกบการพฒนาการเมอง

ปญห�สงคมเรมตนตงแตมนษยมาอยรวมกนเปนสงคม เมอคนจำานวน

มากกมความตองการมากตามไปดวย ถาไมแกปญหาสงคมกจะบานปลาย นโคโล ม�คอ�เวลล ชาวเมองฟลอเรนซ เขยนหนงสอชอ The Prince บอกวามนษยแกไขปญหาความขดแยงดวยกฎหมาย สตวแกปญหาดวยกำาลง ปญหาสงคมทพบ ไดแก

1. ปญหาทรพยากรธรรมชาต สงแวดลอมและระบบนเวศ ทรพยากรธรรมชาตคอสงทเกดขนเองตามธรรมชาต เชน ปา

ไม แรธาต สตวปา เกดการเกอกลกนเปนระบบนเวศ คนเราตองพงพาอาศยธรรมชาตและมกเปนผทำาลายธรรมชาต จนเกดภาวะโลกรอนทำาใหนำาแขงขวโลกละลายมากขน ปญหาทรพยากรธรรมชาตเปนปญหาทไมมพรมแดน เกดขนไดทกประเทศและสงผลกระทบไปถงประเทศอน เชน นำาทวม พาย ภยแลง ฯลฯ เมอกอนประเทศไทยม 3 ฤด ตะวนตกม 4 ฤด แตปจจบนฤดกาลเรมเปลยน เมอสก 5 – 6 ปทผานมาคนยโรปจำานวนมากเสยชวตจากคลนความรอน

กลมประเทศ G7 ถอวาเปนประเทศทใชทรพยากรธรรมชาตมากเพอการผลตในภาคอตสาหกรรม สหรฐฯ ญปนถอเปนตวการใหญในการทำาลายธรรมชาต จนกอใหเกดชะตากรรมรวมกนของมนษยโลก

ยคสมยของมนษยแบงเปนสามยค ปญหาของมนษยเปลยนแปลงไปตามยคสมย ไดแก

-ยคเกษตรกรรม ผคนยงมไมมาก ใชชวตเรยบงาย พงพาธรรมชาต การผลตขนอยกบดนฟาอากาศ

-ยคพาณชยกรรม สงคมขยายตวมากขน แตละสงคมมผลตผลแตกตางกนจงนำามาแลกเปลยนกน เรมตนดวยระบบ Barter Trade เมอแลกเปลยนกนมาก ๆ ผลตผลตามธรรมชาตไมพอเพยง

-ยคอตสาหกรรม เปลยนแปลงระบบการผลต ใชเครองจกรและเครองทนแรงแทนแรงงานมนษย การผลตในระบบอตสาหกรรมมนษยเปนผกำาหนดความเปนไป ควบคมไดงายวาจะ

เพมหรอลดการผลตลงจำานวนเทาใด การเกษตรในยคนกนำาเครองจกรมาชวยดวย สงผลใหคนตกงาน แรงงานในชนบทตองอพยพเขาไปทำางานในเมอง

การเปลยนแปลงในยคอตสาหกรรมเรามกเรยกวาการพฒนา (Development) คำาถามทนาสนใจคอการพฒนากบการอนรกษ (Conservation) ไปกนไดหรอไม หลาย ๆ ครงทการพฒนาทำาใหเกดปญหาสงแวดลอม เชน เกษตรกรบางพนทในจงหวดศรสะเกษใชสารเรงในการปลกหอมแดงและกระเทยม กลายเปนวาเกษตรกรเหลานมสารเคมตกคางในกระแสเลอดเปนปรมาณมาก หรอการสรางฝายราศไศล ทำาใหนำาทวมทดนชาวบาน แตถามองในระยะยาวการสรางเขอนจะชวยกกเกบนำาใหกบพนทอน ๆ ไดดวย ปทฝนแลงฝายราศไศลจะชวยเกบนำาใหพนททอยเหนออำาเภอราศไศลไปจนถงจงหวดสรนทร มประโยชนในการปลกขาว ในปทนำาหลากกยงไมมปญหานำาทวมมากนก นอกจากนฝายราศไศลชวยในการอนรกษพนธสตวนำา สวนปญหาการตดไมทำาลายปาหรอแรธาตนนไมมในพนทน

ดเผน ๆ การอนรกษกบการพฒนานาจะขดกนเมอฝายหนงอยากจะเปลยนแตอกฝายอยากคงสภาพเดมเอาไว ผกำาหนดนโยบายควรดดวยวาผลประโยชนดานใดจะมมากกวา ถาพฒนาแลวสงผลกระทบสงแวดลอมแตไดประโยชนตอบานเมองกตองชแจงใหประชาชนเขาใจ และตองตอบแทนแกประชาชนทไดรบผลกระทบจากการพฒนาใหคมคา

2. ปญหาแรงงาน ทงแรงงานชาย แรงงานสตร แรงงานเดก และแรงงานตางดาว

-แรงงานเดก โรงงานใชงานหนก เดกทตองมาขายแรงงานไมมโอกาสเรยนหนงสอ ไมไดพฒนาจตใจตามวย สงผลตอเนองไปยงการพฒนาทรพยากรมนษยของประเทศ

-แรงงานตางดาว มทงทเขามาถกตองตามกฎหมายและผดกฎหมาย แรงงานเหลาน เรยกคาจางถก นายจางไมตองรบผดชอบสวสดการมากมาย จงเปนทนยมของนายจางชาวไทย นายจางบางคนใชงานหนก ปฏบตตอแรงงานราวกบวาเขาไมใชมนษยจนแรงงานตางดาวตองแกแคนโดยการฆานายจางอยางทเปนขาวบอย ๆ บางคนเขามาแลวสรางครอบครวลกหลานทเกดมาเปนเดกไรสญชาต ไมไดรบการคมครองสทธประโยชน

ปญหาสำาคญอกอยางหนงทตามมากบแรงงานตางดาวคอสขอนามย มโรคระบาดหลายอยางมากบแรงงานพมา และรฐบาลไทยตองเสยงบประมาณในการรกษาพยาบาลคนเหลาน นายจางชาวไทยควรตระหนกในขอนกอนคดจางแรงงานราคาถก

ปญหาแรงงานเปนเรองปกตอยางแรงงานฝมอของไทยกตองไปทำางานตางประเทศเพอหารายไดทมากกวา

3. ปญหาชมชนแออดและทอยอาศย เปนผลสบเนองมาจากการเคลอนยายแรงงานเขามาอยในเมองจนเกดชมชนแออด

4. ปญหาอาชญากรรม จากปญหาชมชนแออดกอใหเกดปญหาอาชญากรรมตามมา

5. ปญหาความไมปลอดภยในชวตและทรพยสน คนไทยมชวตอยดวยความหวาดระแวง อยบานกไมปลอดภย ออกนอกบานกไมปลอดภย แตกอนทจะใหตำารวจมาดแลความปลอดภยใหเราตองดแลตวเองเสยกอน กอนออกจากบานตรวจตราบานใหเรยบรอย

ไมเสยบปลกไฟคางไว จะออกไปไหนแตงตวใหเรยบรอยอยาแตงแบบลอตาลอใจมจฉาชพ

6. ปญหาการจราจรตดขดและอบตภยบนทองถนน คนไทยยงละเลยกบเรองนมาก อาจารยโชวภาพรถสองแถวขนสงในตางจงหวดบรรทกเดกนกเรยนมาเตมคนรถ บางคนตองหอยโหนตรงทางขน บางคนกตองขนไปนงบนหลงคา อกภาพหนงคอรถกระบะบรรทกของสงมากขบขนทางดวน ทงสองภาพชใหเหนวาคนทไมเคารพกตกามอยทวไป เรองนเจาหนาทตำารวจอาจดแลไมทวถง ประกอบกบคนไทยไมคอยตระหนกถงความปลอดภย กลวตำารวจมากกวากลวตาย ตำารวจควรดแลอยางเขมงวดแตกตองประนประนอมดวย

7. ปญหาการศกษา ศาสนา วฒนธรรม ทกปญหาทกลาวมาขางตนเกดจากคนทงสน ถาจะแกไขกตองแกทคน โดยเรมตนทการศกษา ทำาใหทกคนตระหนกถงความสำาคญของครอบครว กอน พ.ศ. 2504 การศกษาไทยจะรวมศนยเฉพาะเมองใหญ ๆ อยางกรงเทพฯ เทานน ใครอยากเรยนหนงสอสง ๆ กตองเขากรงเทพฯ จนถง พ.ศ. 2504 จอมพลสฤษด ธนะรชต ไดขยายโอกาสทางการศกษาไปสภมภาค โดยกอตงมหาวทยาลยเชยงใหม มหาวทยาลยขอนแกน และมหาวทยาลยสงขลานครนทรขน ปจจบนมสถาบนอดมศกษากระจายอยทกจงหวด ทำาใหคนไทยมโอกาสศกษาตอในระดบปรญญามากขน รามคำาแหงเองกมสาขาวทยบรการใน 20 จงหวด

สถาบนหลกทใหการศกษาแกประชาชนโดยตรงของสงคมไทยคอบาน วด โรงเรยน (บ.ว.ร.) เรมจากวดตวจกรสำาคญคอพระสงฆ ปจจบนพระออกมาเคลอนไหวทางสงคมมากขน เชน ออกมา

ผลกดนใหบรรจศาสนาพทธเปนศาสนาประจำาชาตลงในรางรฐธรรมนญ พ.ศ.2540 และ 2550 กอนหนานนกออกมาตอตานการเอาเบยรชางเขาตลาดหลกทรพย โดยใหเหตผลวาจะสงเสรมใหคนไทยดมมากขน ในศรลงกา พมา พระสงฆมบทบาททางการเมองมากในการออกมาเคลอนไหวตอตานรฐบาล

ในแงบคคลพระไทยมพฤตกรรมหลายอยางทไมเหมาะสม เชน ออกมาเลนนำาสงกรานต มวสกา เสพยาเสพตด ฯลฯ เปนพฤตกรรมทไมพงปรารถนาในสงคมดงทปรากฏเปนขาวฉาวโฉในหนาหนงสอพมพอยบอยครง เรองนตองทำาใจวาทกวงการมคนประพฤตตวไมเหมาะสม ถาสวนใหญยงดสถาบนนนยงคงดำารงอยไดในสงคม กฎหมายของพระสงฆคอศลแบงความผดออกไดเปนสามระดบ

1) ความผดทวไป ปลงอาบตแลวกถอวาบรสทธ 2) สงฆาทเสส ความผดระดบกลาง พระรปใดทำาไปแลวการ

แกไขจะซบซอนกวาเดมเรยกวาการอยปรวาสกรรม 3) อาบตอยางหนก พระภกษรปใดทำาลงไปตองขาดจากความ

เปนพระภกษทนท ไมวาจะทราบหรอไมกตาม การทพระออกไปเลนสงกรานตเปนความผดทเรยกวาโลก

วชชะหรอโลกตเตยน ปลงอาบตกแกไมได เพราะเมอใดทมคนพดถงกเทากบวาพระรปนนอาบตไปแลวหนงครง พดรอยครงกผดรอยครง แตถาสกแลวจะพนจากอาบตตวน แตความผดทหนกกวานแมสกออกไปกตองโดนกฎหมายบานเมองลงโทษ เทากบวาพระสงฆนนมกฎหมายควบคมอยสองชน ขอใหเขาใจวาพระกคอคนทตองการลด ละ เลกกเลส ผานพธการบวชมาแคสองชวโมงใชวาจะทำาใหกลายเปนเทวดาได โอกาสทจะทำาผดยงมอย ขนอยกบวา

แตละคนฝกฝนและควบคมตวเองไดมากนอยเพยงใด ในแงสถาบนพระสงฆคอองคกรทมอยในสงคม เมอมอะไรเกดขนสถาบนสงฆตองไดรบผลกระทบแนนอนจงตองแสดงทาทหรอจดยนออกมา บางคนมองวาเปนพระตองศกษาธรรมหรอปฏบตธรรมกถกพระสงฆทำาเรองนอยแลว แตพระสงฆกนาจะมสทธทจะผลกดนเรองราวตาง ๆ ในสงคมได

********************************************************************

คำ�บรรย�ยวช� PS 704 แนวคดและนโยบ�ยก�รพฒน�ประเทศไทย

Concept and Policy of Development in Thailandรศ.ดร.สรพล ร�ชภณฑ�รกษ วนท 27 ตล�คม พ.ศ.

2550 ภ�คเช�

ก�รพฒน�ก�รเมองสองประเดนทเกยวของคอการพฒนาการเมอง (Political

Development) กบการทำาใหทนสมยทางการเมอง (Political Modernization)

การพฒนาการเมองแบงไดเปน1. ดอยพฒนา (Under/Less Developed) 2. กำาลงพฒนา (Developing)3. พฒนาแลว (Developed) การพฒนา (Development) คอ การเปลยนแปลงเพอใหไดสง

ทดขนการปฏรป (Reform) คอ แนวทางการจดการกบสงทดำาเนน

อยใหเปนไปตามเปาหมายหรอวตถประสงคทตองการ เปนการเปลยนแปลงทคอยเปนคอยไป เปนไปดวยความสมครใจ มการเตร

ยมการ เตรยมพรอมทกฝายทเกยวของ ชกชวนใหมการยอมรบ ใชระยะเวลาเตรยมใหผเกยวของปรบตวเพอเขาสระบบใหม

การเมอง คอ กจกรรมทเกยวกบอำานาจ เปนเรองของผลประโยชน การใหคณใหโทษ

การปฏรปทางการเมอง คอ การมเปาหมาย แนวทาง มาตรการทเปนระบบ ชดเจน และเปนรปธรรม

การปฏรปการเมองตางกบการพฒนาการเมองตรงทวา การพฒนาทางการเมองเปนกระบวนการเปลยนแปลงทางการเมองทเกดจากการเปลยนแปลงทางสงคม เศรษฐกจ ทมผลกระทบตอระบบและกระทบตอกระบวนการทางการเมอง โดยทการเปลยนแปลงทเกดขนเปนไปในลกษณะททำาใหระบบและกระบวนการทางการเมองเปดกวางใหประชาชนไดเขามามสวนรวมทางการเมองมากขน การพฒนาทางการเมองจงเปนทงการเปลยนแปลงทเกดขนเองและโดยพลงทางสงคมและเศรษฐกจเปนตวผลกดน

สวนการปฏรปทางการเมองเปนกระบวนการทเกดขนในชวงเวลาทมผผลกดนใหมการปรบเปลยนกตกาหลกทางการเมอง (รฐธรรมนญและกฎหมายทเกยวของ) โดยมขอเสนอแนะทชดเจนเปนรปธรรม การปฏรปทางการเมองจงมลกษณะเฉพาะเจาะจง มเงอนไขและเงอนเวลาทชดเจนตางกบการพฒนาทางการเมองซงเปนการเปลยนแปลงทางการเมองโดยทวไปและไมมเงอนเวลาหรอเงอนไขทเฉพาะเจาะจงชดเจนเพราะเปนววฒนาการของปจจยหลาย ๆ ดานทงดานเศรษฐกจ การเมอง สงคมทสลบซบซอน

การพฒนาการเมองในบางประเทศมปญหาเรองวธการ เชน รฐบาลใชกำาลงปราบปรามประชาชน สภาผแทนไตหวนนยมใชกำาลงชกตอยตบตกน

ก�เบรยล เอ. อลมอนดและเจมส เอส. โคลแมน (Gabriel A. Almond and James S. Coleman) เขยนหนงสอชอ The Politics of the Development Areas วเคราะหการเมองในประเทศกำาลงพฒนาโดยเนนมาทเอเชยตะวนออกเฉยงใต เอเชยใต และละตนอเมรกา

ลเซยน ดบเบลย. พ�ย (Lucian W. Pie) ไดทำาการวจยในประเทศดอยพฒนาวาควรมแนวทางการพฒนาการเมองอยางไร แลวสรปออกมาเปนหนงสอชอ Aspects of Political Development เสนอแนวความคดเกยวกบการพฒนาการเมองหรอพหภาพแหงการพฒนา 10 แนวทาง ประกอบดวย

1. การพฒนาการเมองคอรากฐานของการพฒนาเศรษฐกจ ประเทศใดการเมองมนคงเศรษฐกจกมงคง

2. การพฒนาการเมองคอการเมองในสงคมอตสาหกรรม (สงคมตะวนตก) ถาจะเปนประเทศทพฒนาการเมองกตองทำาใหเปนประเทศอตสาหกรรม

3. การพฒนาการเมองคอการทำาใหการเมองทนสมย (Political Modernization) ตามแบบตะวนตก (Westernization)

4. การพฒนาการเมองคอระบบการเกดรฐชาต (Nation State) ถายงไมเปนรฐชาตการเมองกพฒนาไมได

5. การพฒนาการเมองคอการพฒนาการบรหารและกฎหมายใหทนสมย คลองตว

6. การพฒนาการเมองคอการระดมคนและการมสวนรวมทางการเมอง ทำาใหคนเขามามสวนรวมทางการเมองมากทสดเทาทจะมากได

7. การพฒนาการเมองคอการสรางประชาธปไตยแบบตะวนตก ตองเปนประชาธปไตยกอนจงจะเกดการพฒนาการเมอง ถายงอยในระบบเผดจการยอมไมอาจสรางการพฒนาได อยางกรณพมาตะวนตกบอกวาตองเปนประชาธปไตยเสยกอนจงจะคบคาสมาคมดวย หรอไทยตอนนเปนเผดจการเชญรฐมนตรตางประเทศในยโรปมาประชมเขากไมมา

8. การพฒนาการเมองคอเสถยรภาพทางการเมองและการเปลยนแปลงอยางมระเบยบ แตบานเรานยมเปลยนโดยใชกำาลง

9. การพฒนาการเมองคอการระดมพลและอำานาจ ทำาใหคนสวนใหญเขามามสวนรวม

10. การพฒนาการเมองเปนแนวคดหนงของการเปลยนแปลงทางสงคม

พายยงเสนอดวยวาการพฒนาการเมองตองอาศยศาสตรอน ๆ มาเกยวของเรยกวาสหวทยาการ กลาวคอการพฒนาการเมองตองพฒนาเศรษฐกจไปดวย ตองคำานงถงศรทธาความเชออนจะชวยใหการพฒนาบรรลผลเรวขน การศกษาเปนหวใจสำาคญของการพฒนา ถาไมมการศกษากยากทจะพดจากนรเรอง การสอสารเปนเครองมอชวยเสรมการเปลยนแปลงในหลาย ๆ ดาน ถาสอสารผดพลาดอาจกอใหเกดความเสยหายได ดงนนเมอยดอำานาจกตองยดสอไวกอน และวฒนธรรมของแตละประเทศนนไมเหมอนกนดงนนการพฒนาการเมองตองปรบใหเขากบวฒนธรรม เชน วฒนธรรมทางการเมองของอเมรกนกบฝรงเศสแมจะเปนชาต

ตะวนตกเหมอนกน เปนประชาธปไตยเหมอนกนแตวฒนธรรมตางกน วฒนธรรมอเมรกนถอวาประธานาธบดตองไมมเรองดางพรอย เมอประธานาธบดบล คลนตน มความสมพนธกบโมนกา ลวนสก เดกฝกงานถอวาไมถกตอง แตพฤตกรรมเดยวกนวฒนธรรมทางการเมองของฝรงเศสกลบถอเปนเรองปกต การทประธานาธบดไปมบานเลกบานนอยกเปนเรองสวนตวขอแตอยาเขามายงกบการบรหารบานเมองกแลวกน เมอประธานาธบดฟรงซวส มตเตอรองด เสยชวตภรรยานอยไปยนรบแขกในงานศพดวย ซงคนฝรงเศสกไมถอสา หรอนกการเมองในสหรฐฯ ยโรป ญปนถาทำาผดจะลาออกทนทเพอแสดงความรบผดชอบ แตนกการเมองไทยไมลาออกเดดขาด

การเมองทพฒนาจะมลกษณะดงน1. Equality ความเสมอภาค ประชาชนตองมความเสมอภาค

เทาเทยมกน 2. Capacity ความสามารถ ประสทธภาพ ประสทธผล 3. Differentiation การแบงแยกตามความชำานาญ ตวอยางการพฒนาการเมองในหลาย ๆ ประเทศ1. ยโรป -องกฤษ เรมพฒนาการเมองใน ค.ศ. 1215 มการทำาสญญา

ระหวางพระเจาจอหนกบขนนางกลมหนง เรยกวาเอกสารฉบบนนวา Magna Carta ทลดอำานาจกษตรยลงโดยกำาหนดวาตอไปนกอนทกษตรยจะลงโทษใครตองพพากษาความผดกอน กษตรยจะเกบภาษตามอำาเภอใจไมไดตองปรกษาสภาขนนางเสยกอน ถอเปนจดเรมตนในการลดอำานาจแบบเบดเสรจของกษตรยองกฤษลง ถง

วนนระบบการเมององกฤษมความมนคงมากจากววฒนาการทยาวนานมาถง 800 ป

-ฝรงเศส ค.ศ. 1789 เกดการเปลยนแปลงครงสำาคญจากระบอบราชาธปไตยไปสสาธารณรฐ อำานาจของกษตรยเปลยนเปนอำานาจประชาชน

-รสเซย เกดการปฏวตใน ค.ศ. 1917 พระเจาซาร นโคลสท 2 ถกพรรคคอมมวนสตยดอำานาจ

-สหรฐอเมรกา ค.ศ. 1776 จอรจ วอชงตน นำา 13 รฐรวมกนทำาสงครามกบองกฤษจนไดรบชยชนะ

-ออสเตรเลย มความพยายามพฒนาการเมองระหวาง ค.ศ. 1998 – 2000 โดย ค.ศ. 1998 รฐบาลพรรคแรงงานไดรางรฐธรรมนญใหออสเตรเลยเปนสาธารณรฐหลดจากการเปนเครอจกรภพองกฤษ รางฉบบนเปดใหประชาชนลงประชามตใน ค.ศ. 2000 แตปรากฏวาประชาชนออสเตรเลยไมยอมรบ

2. จน ประมาณทศวรรษ 1930 ดร.ซน ยด เซน ไดโคนลมจกรพรรดปย เปลยนอาณาจกรจนมาสระบอบสาธารณรฐ เนนหลกการไตรราษฎร ประกอบดวย ชาตนยม ประชาธปไตย และการดำารงชวต (เศรษฐกจ) พอถงรฐบาลเจยงไคเชกจากพรรคกกมนตงมการคอรรปชนมากมายจนถกพรรคคอมมวนสตนำาโดยเหมา เจอ ตง ยดอำานาจ ตอมาในยคของเตง เสยว ผงไดออกมาประกาศแนวทางการพฒนาประเทศเรยกวา 4 ทนสมย โดยเฉพาะแนวคดทวาลทธใดไมสำาคญขอใหลทธนนทำาใหจนมงคงไดกพอ เปรยบเสมอนแมวสอะไรไมสำาคญขอใหจบหนไดกถอวาใชได แนวคดนทำาใหจนหนมาใชระบบเศรษฐกจแบบทนนยม เรยกวาหนงประเทศสองระบบ

3. ญปน พฒนาการเมองมาตงแตสมยเมจ ตรงกบสมยรชกาลท 5 ของไทย หลงสงครามโลกครงทสองญปนเปลยนจากระบอบราชาธปไตยมาเปนประชาธปไตย

4. ฟลปปนส เคยเปนอาณานคมของสเปนและสหรฐฯ รปแบบการเมองจงเปลยนแปลงไปเรอย หลงเปนเมองขนสหรฐฯ กใชรปแบบประธานาธบดเหมอนเจาอาณานคม ถงวนนประธานาธบดอารโรโยเรมมความคดวาจะเลกระบบประธานาธบดไปใชระบบรฐสภาแทน

ประวตศ�สตรก�รเมองไทย มประเดนในการศกษาดงน1. สถาบนการปกครอง ยคสโขทยมผนำาเรยกวา ขน พอขน

ตอเมอเรยกวาเจาเมอง/พอเมอง พระยา/พญา กษตรย 2. หลกการปกครอง-ลทธเทวราช เปนแนวคดของศาสนาพราหมณและฮนด-หลกมหาสมมต เปนแนวคดทางพทธศาสนา+การยอมรบ

จากคนสวนใหญ 3. ศาสนาความเชอ -สมยสโขทย มพทธศาสนา ฮนด พราหมณ ทฤษฎเทวราช -สมยอยธยา มอารยธรรมมอญ ขอม พทธศาสนา ฮนด

วญญาณนยม และศาสนาพราหมณ ก�รพฒน�ก�รเมองไทย แบงชวงเวลาไดเปน 5 ชวงสำาคญ

คอ1. สมยสโขทย ระบอบการปกครองเปนแบบพอปกครองลก 2. สมยอยธยา ชวงเวลาสำาคญทเรมตดตอกบสงคมโลกคอ

สมยสมเดจพระนารายณมหาราช ทรงมทปรกษาชาวกรกชอคอนสแตนตน ฟอลคอน ภายหลงไดรบการสถาปนาเปนเจาพระยาวชา

เยนทร ในสมยนฝรงเศสโดยพระเจาหลยสท 14 สงทตมาเจรญสมพนธไมตรกบอยธยา เพราะตอนนนฝรงเศสกบสเปนแขงกนเผยแผศาสนาครสตนกายโรมนคาธอลก ความตงใจเดมมชชนนารฝรงเศสตองการเขาไปทางตอนใตของจนแตบงเอญวาชวงนนมกบฎจงตองแวะทกรงศรอยธยาแทน สมเดจพระนารายณมหาราชจงสงคณะทตนำาโดยเจาพระยาโกษาเหลกไปฝรงเศสแตไปไมถงเรอลมเสยกอน ตองสงชดทสองนำาโดยเจาพระยาโกษาปานตามไปพรอมกบคนไทยทเขารตนบถอศาสนาครสต ชดนเดนทางไปถงกรงปารสและเขาเฝาพระเจาหลยสท 14 ณ พระราชวงแวรซายส ถอเปนยคเรมตนของการเปดประตไปสตะวนตก

3. สมยรตนโกสนทร ชวงรชกาลท 1 – 3 ยงคงรบตดพนอยกบพมา การพฒนาทางการเมองจงมาเรมตนในรชกาลท 4 จรง ๆ แลวพระองคตองขนครองราชยเปนรชกาลท 3 แตมขอขดของบางประการพระองคจงตองไปผนวช ในระหวางททรงผนวชเปนเวลาหลายป ไดศกษาวทยาการตาง ๆ และเชยวชาญดานวทยาศาสตรจนไดรบการยกยองวาเปนบดาแหงวทยาศาสตรไทย เชยวชาญภาษาตางประเทศ มพระวสยทศนวาตอไปไทยตองเปดประเทศใหทนสมยเหมอนตะวนตก

กอนรชกาลท 3 สวรรคตไมไดทรงแตงตงใครเปนรชทายาทรชกาลท 4 จงไดครองราชย ในสมยนไทยไดทำาสนธสญญาบาวรงกบองกฤษ ใน พ.ศ. 2398 และพระองคไดเตรยมการใหพระโอรสพระธดาศกษาภาษาและวทยาการแบบตะวนตกโดยจางแหมมแอนนา เลยวโนเวนส ชาวองกฤษเขามาสอนหนงสอ

สมยรชกาลท 5 ทงองกฤษและฝรงเศสพยายามจะเขามามบทบาทในเอเชยตะวนออกเฉยงใต โดยทองกฤษยดครองอนเดย

และพมาไดแลวกอยากไดไทย ฝรงเศสไดอนโดจนแลวกอยากจะไดไทยดวยเหมอนกน ในสมยนทงองกฤษและฝรงเศสตางเขามายดครองไทย รชกาลท 5 ตองใชกศโลบายเสดจประพาสยโรปถงสองครงใน พ.ศ. 2440 และ 2450 เพอพบปะกบผนำาชาตมหาอำานาจในยโรป สรางพลงตอรองและคานอำานาจกบองกฤษและฝรงเศส พระองคเสดจไปถงกรงมอสโควและไดฉายพระรปรวมกบพระเจาซารนโคลส รปนตพมพไปทวยโรป ตอนแรกฝรงเศสไมไดเชญพระองคใหเสดจฝรงเศสแตเมอเหนรปนเขากตองรบเชญเพราะเกรงใจรสเซย พ.ศ. 2450 รชกาลท 5 เสดจประพาสยโรปเปนครงท 2 ทำาใหองกฤษและฝรงเศสไมกลาทำาอะไรไทยมากนก

ในสมยนมการปฏรปการปกครองครงสำาคญใน พ.ศ. 2435 ยกเลกจตสดมภ (เวยง วง คลง นา) ทมมาตงแตสมยสมเดจพระบรมไตรโลกนาถ จดใหมกระทรวงแบบองกฤษขนมาแทน เชน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงธรรมการ กระทรวงเกษตราธการ กระทรวงพาณชย มเสนาบดเปนหวหนากระทรวง

สมยรชกาลท 6 พระองคสำาเรจการศกษาจากองกฤษทรงรดถงกระแสการเปลยนแปลงทางการเมอง ทรงสรางเมองจำาลองดสตธานเพอทดลองประชาธปไตยใหความรแกประชาชน แตมทหารกลมหนงใจรอนอยากเปลยนแปลงอยางรวดเรวโดยกอการยดอำานาจจากพระองคแตไมสำาเรจกลายเปนกบฏ (กบฏ ร.ศ. 130)

4. พ.ศ. 2475 – ปจจบน สมยรชกาลท 7 เกดปญหาเศรษฐกจตกตำาทวโลก แนวคด

เรองเปลยนแปลงการปกครองทกอตวมานานแลวประสบความสำาเรจในวนท 24 มถนายน พ.ศ. 2475 กอนเปลยนแปลงการปกครองคณะผปกครอง (คณะอภรฐมนตร) ประกอบดวยรชกาล

ท 7 สมเดจพระนางเจารำาไพพรรณ และคณะอภรฐมนตร เชน สมเดจกรมพระยาดำารงราชานภาพ สมเดจกรมพระยานรศรานวตวงศ กรมพระจนทบร กรมหลวงนครสวรรควรพนต (มอำานาจมากทสดเปนผคมกองทพ ในวนท 24 มถนายนจงถกคณะราษฎรกกตวไวทพระทนงอนนตสมาคม) ถอเปนรฐบาลในระบอบราชาธปไตยชดสดทาย

ตอมามคณะนกเรยนไทยในยโรปกลมหนงมความคดวาประเทศสยามนาจะเปลยนแปลงการปกครองใหเปนประชาธปไตยเพอทำาใหทนสมยในรปแบบประชาธปไตยทยงคงมพระมหากษตรยแตไมมอำานาจในการปกครองเหมอนในประเทศองกฤษ เมอกลบมาประเทศไทยคณะนกเรยนไทยกลมนไดรวมมอกบทหารทมความเหนตรงกนทำาการเปลยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 หวหนาใหญของคณะทหารบกคอพระยาพหลพลพยหเสนา สมาชกอน ๆ เชน พระยาฤทธอคเนย พระยาทรงสรเดช หลวงชำานาญยทธศลป หลวงพบลสงคราม หลวงอำานวยสงคราม หลวงทศนยนยมศก หลวงชาญสงคราม หลวงเชวงศกดสงคราม หลวงอดลเดชจรส ทหารเรอประกอบดวยหลวงศภชลาศย หลวงสนธสงครามชย หลวงธำารงนาวาสวสด หลวงนาวาวจตร พลเรอนประกอบดวยหลวงประดษฐมนธรรม หลวงอรรถกจกำาจร หลวงชำานาญนตเกษตร

วธการทชวยใหเปลยนแปลงการปกครองสำาเรจคอผนำาทหารนดผใตบงคบบญชามาซอมเดนขบวน เพราะถาบอกวามายดอำานาจจากพระเจาอยหวฯ คงไมมใครมาแน เชาวนศกรท 24 มถนายน พ.ศ. 2475 ขาราชการทหารและพลเรอนระดบกลางจำานวน 102 นายในนามของคณะราษฎรไดยดอำานาจจากระบอบ

สมบรณาญาสทธราชยของพระบาทสมเดจพระปกเกลาเจาอยหว รชกาลท 7 แหงราชวงศจกร โดยมจดมงหมายทจะใหประเทศสยามมธรรมนญการปกครองแผนดน (รฐธรรมนญฉบบชวคราววนท 27 มถนายน ฉบบถาวรวนท 10 ธนวาคม พ.ศ. 2475)

เมอเปลยนแปลงการปกครองไดแลวคณะราษฎรขดแยงกนเรองอดมการณ อำานาจ และผลประโยชนสวนตวจนแตกออกเปนสามกลมคอ กลมอนรกษนยม (ไมอยากเปลยนแปลงมากนก) กลมเสรนยม (อยากเปลยนแปลงประเทศใหทนสมยเหมอนตะวนตก มอาจารยปรด พนมยงคเปนมนสมอง) และกลมชาตนยม (นำาโดยจอมพล ป. พบลสงคราม) อาจารยปรดนำาเสนอเคาโครงเศรษฐกจหรอสมดปกเหลอง แตถกกลมอนรกษนยมมองวาเปนคอมมวนสตทำาใหสองกลมนมปญหากน อาจารยปรดถกตงกรรมการสอบซงสอบแลวกไมพบความผดแตเพอความสมานฉนทอาจารยปรดจำาตองเดนทางออกนอกประเทศไป

เมอเปลยนแปลงการปกครองแลวการเมองไทยตองเจอกบการเปลยนแปลงโดยใชกำาลงทหารหลายครง เชน

-พ.ศ. 2476 เกดกบฏบวรเดชทตองการยดอำานาจคนใหกบกษตรย

-ความขดแยงระหวางทหารบกกบทหารเรอ กลมจอมพล ป. มกองทพบกกบกองทพอากาศหนน ในขณะทกลมของอาจารยปรดมกลมทหารเรอสนบสนน เกดกบฏแมนฮตตน (ชอเรอขดสนดอนทสหรฐฯ มอบใหรฐบาลจอมพล ป.) ในวนรบมอบเรอจอมพล ป. ถกจตวไวบนเรอ แตทหารบกและทหารอากาศเขาไปชวยไวไดโดยบอมบเรอจนจมแมนำา จอมพล ป.วายนำาหนรอดมาได

-ความขดแยงระหวางทหารบกนำาโดยพลเอกสฤษด ธนะรชต กบตำารวจนำาโดยพลตำารวจเอกเผา ศรยานนท รฐมนตรมหาดไทย ทพยายามสรางตำารวจใหเปนกองทพโดยไดรบการสนบสนนจากสหรฐฯ ตำารวจในยคนนจงมหนาทคลาย ๆ ทหาร เชน ตำารวจพลรม ตำารวจรถถง ตำารวจนำา ทหารมอะไรตำารวจกมอยางนนทำาใหตำารวจเปนขมกำาลงสำาคญทเขมแขงพอ ๆ กบทหาร เกดคำาขวญวาภายใตดวงอาทตยนไมมอะไรทตำารวจไทยทำาไมได

สมยรฐบาลจอมพล ป. ไดเกดเหตการณสำาคญหลายอยาง เชน

-เปลยนชอประเทศสยามมาเปนประเทศไทยในวนท 3 ตลาคม พ.ศ. 2482 โดยใหเหตผลวาเปนการตงชอประเทศตรงตามเชอชาตคนไทตามผลงานของหลวงวจตรวาทการ (หลวงวจตรฯ ศกษาคนควาพบวาคนไทมอยหลายเผาพนธกระจายกนอยทโนนทน เชน ไทยใหญ ไทยอาหม)

-รณรงคแนวความคดชาตนยม (จอมพล ป. นยมฮตเลอร) ถงเวลา 8.00 น. ตองยนตรงเคารพธงชาต

-สรางวฒนธรรมการแตงกายใหมผหญงตองนงกระโปรง ผชายนงกางเกง และตองสวมหมวก (เรยกวายคมาลานำาไทย) หามการนงโจงกระเบนหรอการนงผาขาวมาผนเดยว การใชผาแถบคาดอกในทสาธารณะ

-นงโตะรบประทานอาหารใหเรยบรอย กนกบใหมากขน กนขาวแตพอควร เพอวฒนธรรมและอนามย

-ตงสภาวฒนธรรมแหงชาตขนเปนทบวงการเมอง รฐสภาออกกฎหมายลงโทษผประพฤตผดวฒนธรรม

-สามตองจมพตภรรยากอนออกไปทำางาน (กอนเดนทางไปตางประเทศจอมพล ป. เลยจบแกมทานผหญงละเอยดโชวประชาชน)

พ.ศ. 2500 จอมพล ป. กลบจากสหรฐฯ และยโรป ไดตงพรรคเสรมนงคศลาขนมาแขงกบพรรคประชาธปตย มตราไกเปนสญลกษณของพรรค (จอมพล ป. เกดประกา แตทำาสญลกษณไกเหมอนนกอนทรเพราะจอมพล ป.นยมเยอรมน) ทำาการหาเสยงตามแบบตะวนตก เชน แจกใบปลวโฆษณาอดมการณสวนตว เปดเวทไฮดปารกหาเสยงเหมอนในองกฤษ เลอกตงเสรจพรรคเสรมนงคศลาไดรบชยชนะแตนกศกษาประชาชนตอตานวาเลอกตงสกปรก พลเอกสฤษด ธนะรชตเขายดอำานาจและมบทบาททางการเมองแทนจอมพล ป. ทตองหนไปเขมรและญปน สนสดยคชาตนยม เขาสยคจอมพลสฤษดหรอยคทหารครองอำานาจ

ก�รพฒน�ก�รเมองไทย มจดประสงคหลกอยท1. เสถยรภาพ (Stability) ฝายบรหารมเสถยรภาพในการ

บรหารประเทศอยางตอเนองภายในระยะเวลาทกำาหนด ระบบรฐสภารฐบาลอาจอยไมครบสปเหมอนในระบบประธานาธบด แตความตอเนองคอตอเนองในนโยบาย ในญปนพรรค LDP บรหารประเทศมานานไมวาใครจะเปนนายกฯ กตองนำานโยบายพรรคมาใช แมเปลยนนายกฯ แตนโยบายไมเปลยนทำาใหญปนพฒนาประเทศมาไดอยางตอเนอง

2. ประสทธภาพ (Efficiency) รฐบาลมเสถยรภาพและมผลงาน

3. ความชอบธรรม (Legitimacy) การเปลยนแปลงรฐบาลจะตองเปนไปตามกระบวนการของกฎหมาย มความชอบธรรม การเปลยนแปลงโดยใชกำาลงไมถอเปนความชอบธรรม

หลง พ.ศ. 2475 การเมองไทยตกอยภายใตวงจรอบาทว มการเปลยนแปลงโดยใชกำาลงตลอดเวลา เรมตนจากการประกาศรฐธรรมนญการเลอกตงกระบวนการทางรฐสภาเกดขอขดแยงมวกฤตการณรฐประหารปกครองในระบอบเผดจการทหารประกาศรฐธรรมนญการเลอกตง...วนเวยนเชนนไปเรอย ๆ

สภาวจยแหงชาตสาขารฐศาสตรและรฐประศาสนศาสตรไดจดทำาแผนพฒนาการเมอง พ.ศ. 2535 สรปสภาพปญหาการเมองไทยไวดงน

1. รฐธรรมนญ ตองเปลยนกนมาแลวหลายฉบบ ตอใหเขยนดแคไหนกใชไดไมนาน

2. นายกรฐมนตร ถกเถยงกนมานานแลววาควรมาจาก ส.ส.หรอไม

3. การปฏวต (Revolution) หมายถง การเปลยนแปลงระบบการเมองทงระบบ รวมทงระบบเศรษฐกจ สงคม

4. รฐประหาร (Coup D’ etat) เปนการเปลยนเฉพาะผนำารฐบาล การเปลยนแปลงในเมองไทยทกครงหลง พ.ศ. 2475 เปนรฐประหารไมใชการปฏวต

5. การปฏรป (Reform) 6. รสช. คปค. คมช. ยอนรอยการยดอำานาจของไทย

1. 20 มถนายน พ.ศ. 2476 พระยาพหลพลพยหเสนายดอำานาจจากรฐบาลพระยามโนปกรณนตธาดา

2. 8 พฤศจกายน พ.ศ. 2490 พลโทผน ชณหะวณ ยดอำานาจจากรฐบาลพลเรอตรถวลย ธำารงนาวาสวสด

3. 29 พฤศจกายน พ.ศ. 2494 พลโทผน ชณหะวณ ยดอำานาจจากรฐบาลจอมพล ป. พบลสงคราม

4. 16 กนยายน พ.ศ. 2500 จอมพลสฤษด ธนะรชตยดอำานาจจากรฐบาลจอมพล ป. พบลสงคราม

5. 17 พฤศจกายน พ.ศ. 2514 จอมพลถนอม กตตขจร ยดอำานาจจากรฐบาลจอมพลถนอม กตตขจร

6. 6 ตลาคม พ.ศ. 2519 พลเรอเอกสงด ชลออย ยดอำานาจจากรฐบาล ม.ร.ว.เสนย ปราโมช

7. 20 ตลาคม พ.ศ. 2520 พลเรอเอกสงด ชลออย ยดอำานาจจากรฐบาลนายธานนทร กรยวเชยร

8. 23 กมภาพนธ พ.ศ. 2534 พลเอกสนทร คงสมพงษ ยดอำานาจจากรฐบาลพลเอกชาตชาย ชณหะวณ

9. 19 กนยายน พ.ศ. 2549 พลเอกสนธ บณยรตกลน ยดอำานาจจากรฐบาล พ.ต.ท.ทกษณ ชนวตร ดวยเหตผลวาเกดความขดแยงแตกความสามคคของคนในชาต ถอเปนการเปลยนแปลงทางการเมองไทยครงลาสด

(ขอสอบในสวนของอาจารยสรพลจะออกเรองการพฒนาการเมอง)

ชวงทายม Quiz **********************************************

********************คำ�บรรย�ยวช� PS 704

แนวคดและนโยบ�ยก�รพฒน�ประเทศไทยConcept and Policy of Development in Thailand

รศ.ดร.สรพล ร�ชภณฑ�รกษ วนท 27 ตล�คม พ.ศ. 2550 ภ�คเช�

ในตางประเทศกมการปฏบตตอศาสนาอยางไมเหมาะสมเชนกน อาท ภตตาคารในสงคโปรเอาพระพทธรปมาวางหนารานใหคนเดนผานไปมาอยางไมเหมาะสม เครองดมโคคาโคลาในรสเซยนำาภาพพระเยซมาโฆษณาโดยเขยนขอความวา Coca Cola This is my blood.

ครงหนงเมอไมกปกอนประเทศไทยเคยเปนเจาภาพจดการประกวดมสยนเวรส สาวงามสวมทพซไปถายรปรมแมนำาเจาพระยาโดยมวดโดยเฉพาะพระปรางควดอรณสญลกษณของประเทศไทยเปนฉากหลง จงถกวพากษวจารณวาไมเหมาะสมกบสงคมไทย ถาไปถายแถวทะเลหรอสระวายนำากไมมปญหา

8. ปญหาการแพทยและสาธารณสข การพฒนาเศรษฐกจกอใหเกดผลทงทางบวกและทางลบ โรคภยไขเจบทเกดจากการพฒนาเศรษฐกจคอโรคทเกดจากความยากจน ความรำารวย และสภาพสงคม สงคมอตสาหกรรมเปนสงคมทตองแขงขนกนอยางมากเพอใหไดบรโภค ทงคนจนและคนรวยตางกตองมโรค เชน โรคทเกดจากอาหาร อยางสารเคมตกคางในพชผกผลไม นมผงมหนอน เอาเนอปลาปกเปามาทำาลกชน รบประทานไปแลวถงตายได เมอโลกพฒนาไดโรคภยไขเจบกพฒนาดวย เชอโรคทเคยแพรกระจายเฉพาะในหมสตวกหนมาแพรสคนนบวาอนตรายมาก โรคเครยดกเปนอกโรคหนงทพบไดบอยในชวงทภาวะเศรษฐกจตกตำา

แมแตเดกกกลวอวน กลวไมสวย ผใหญหลายคนเปนโรคซมเศราจากภาวะเศรษฐกจทเปลยนแปลงจนนำาไปสการฆาตวตาย วยรนตดยาเสพตดโดยอายทลองเสพครงแรกตำาลงเรอย ๆ เดกตดเกมจนตองตงแกงงดแงะ เดกผหญงบางคนถกผใหญผลกใหแสดงออกแบบเกนวย

ปญหาเหลานเกดขนในสงคมบรโภคนยม (Consumerism) อนเปนผลมาจากการพฒนาอตสาหกรรมและลทธเศรษฐกจแบบทนนยม (Capitalism) ทกระตนใหมนษยบรโภคมากขน ใหความสำาคญกบเงนหรอวตถบางครงเรยกวาวตถนยม เนนการบรโภคมาก ๆ มวตถเพออำานวยความสะดวกทกอยาง โทรศพทมอถอเปนสงททกคนขาดไมได ใชสอและโฆษณาเปนตวกระตนใหเกดความอยาก บรรษทขามชาตมอทธพลมาก เชน เทสโกโลตส จนคาปลกทองถนตองรวมพลงกนตอตาน ในสวนของการบรโภคทกวนนนอกจากโฆษณาจะกระตนใหคนบรโภคแลวในหมผมอนจะกนจะถกกระตนใหสตวเลยงไดบรโภคของฟมเฟอยดวย

ปญห�เศรษฐกจเศรษฐกจกบการเมองเปนเรองทเกยวโยงกนอยางแยกไม

ออก รฐศาสตรหรอการเมองเปนเรองของการเปลยนแปลงผทมบทบาทในการกำาหนดนโยบายของรฐ อาจเปลยนแปลงตามกตกาหรอใชกำาลง การชวงชงอำานาจ การบรหาร การปกครอง เศรษฐศาสตรหรอเศรษฐกจเกยวของกบปากทองการกนดอยดของประชาชนหรอปจจย 4

นกวชาการอเมรกนเคยกลาววา Oil is EnergyEnergy is MoneyMoney is Power

Power is Controlโลกมนำามนมานานแลวแตมนษยไมรจกนำามาใชประโยชน จน

ศตวรรษท 19 นกธรณวทยาชาวออสเตรเลยไดขดคนพบนำามนนำามาใชเปนพลงงานไดสำาเรจ นบแตนนนำามนไดกลายเปนทรพยากรสำาคญของโลก นำามนคอพลงงาน ประเทศไหนมพลงงานมากกมเงนมาก มอำานาจมาก สามารถควบคมประเทศอน ๆ ได เพราะฉะนนนำามนกคอศกยภาพในการควบคม ถงวนนโอเปกเปนกลมประเทศทมพลงมาก มอำานาจในการตอรองสง สามารถควบคมกลไกตาง ๆ ได เชน เขาไปเทคโอเวอรกจการใหญ ๆ ในยโรป

คำาวา พฒนา ถกนำามาใชมากตงแตหลงสงครามโลกครงท“ ” 2 โดยประเทศมหาอำานาจนำาคำานมาใชกบประเทศทไมมอำานาจ การดอยพฒนามสาเหตมาจาก

1. การเปนอาณานคมทางเศรษฐกจและการปกครองจากเจาอาณานคม ถกกอบโกยทรพยากรธรรมชาตจนยากจน เมอไดรบเอกราชแลวกไปไมรอดตองอาศยประเทศอดตเจาอาณานคมตอไป

2. การยอมรบวธการพฒนาจากตะวนตก อาจารยสลกษณ ศวลกษณ เคยกลาววา เดมมหาอำานาจเคยใชกำาลงทหารเขายดประเทศเลก ๆ เปนเมองขน แตหลงสงครามโลกครงท 2 สหรฐฯ ใชการพฒนาเปนเครองมอในการยดครอง บอกวาจะทำาใหประเทศยากจนเปนเหมอนสหรฐฯ สดทายประเทศยากจนกตองกลายเปนเมองขน ถาดจากแผนพฒนาเศรษฐกจและสงคมของไทยจะเหนวาเราไดรบอทธพลจากตะวนตกมาก

3. ประชาชนมการศกษาตำา ระบบการศกษาลาหลง 4. องคกรประชาชน NGOs ไมไดรบความเชอถอ ขาด

เอกภาพ NGOs เปนองคกรทตงขนโดยภาคประชาชน ดแลผล

ประโยชนของประชาชนแตละกลม ทำาหนาทถวงดลกบรฐไมใหใชอำานาจเกนขอบเขต โดยเฉพาะในการกำาหนดนโยบาย ทประชาชนไมเชอถอเพราะไมเขาใจวา NGOs มประโยชนอยางไร สวนใหญคดวาเปนองคกรทรบเงนตางชาตเขามายยงใหประชาชนแขงขอตอรฐ

NGOs ทสำาคญ เชน องคการนรโทษกรรมสากล เกดจากชาวองกฤษคนหนงเขาไปใชชวตโปรตเกสทปกครองในระบอบเผดจการ ถาประชาชนวพากษวจารณรฐบาลจะมความผด ชาวองกฤษคนนเขาไปนงดมกาแฟในกรงลสบอน โตะขาง ๆ เปนนกศกษาทกำาลงนงคยวพากษวจารณรฐบาล ไมถงหานาทตำารวจมาจบนกศกษาเหลานนไปขงคก เขามองวาสภาพเชนนไมยตธรรมตอคนทมความเหนตรงขามกบรฐ จงตงองคการขนมาสอดสองดแลไมใหรฐบาลใดกระทำากบประชาชนเชนน ใครทำากจะโดนองคการนรโทษกรรมสากลประจานไปทวโลก เปนองคกรททำาหนาทตรวจสอบรฐ ถาประชาชนเขาใจบทบาทของ NGOs กจะมประโยชนมาก

5. ประชาชนไมเชอถอนกการเมอง โดยหลกการแลวนกการเมองคอคนทอาสาเขามาทำางานใหประชาชน เวลาจะเลอกใครประชาชนกตองดใหด เพราะนกการเมองบางคนชอบหลอกชาวบาน

6. แนวคดการพฒนาเกดจากขางบน (ผนำา ผปกครอง) ไปสขางลาง ผนำาจะคดแทนประชาชนวานาจะเปนอยางนนนาจะเปนอยางน โดยทไมรความตองการทแทจรงของประชาชน ในหลาย ๆ ประเทศโครงการทสรางขนมากลบสญเปลาใชประโยชนไมได เชน ส.ส. ไดงบมาสรางถนนตดผานทดนของตนเองคนเดยวคนอนไมไดใชประโยชนเรยกวาถนนควายเดน

7. ระบบเศรษฐกจถกผกขาดโดยกลมผลประโยชนบางกลมทมอำานาจในทางการเมอง สนทสนมกบผกำาหนดนโยบาย ทำาใหควบคมราคาไดงาย

8. รายไดตอคนตอปตำา นกเศรษฐศาสตรมองวาตวชวดการพฒนาอยทตวเลข เชน รายไดตอคนตอป ถาตวเลขเพมแสดงวาเศรษฐกจด ตวเลขลดเศรษฐกจไมด แนวคดทสองมองวาความสำาเรจทางเศรษฐกจตองดทชองวางระหวางคนรวยกบคนจน ถาชองวางแคบลงแสดงวาเกดความสำาเรจ แนวคดทสามใหหนมาดผลตผลของความสข (GDH: Gross Domestic Happiness) แทนผลตผลทางวตถ (GDP: Gross Domestic Product) ภฏานใชตวชวดนเปนสำาคญ และหลาย ๆ ประเทศเรมจะนำา GDH ไปใช ซงใน 178 ประเทศทวโลกประเทศไทยตดอนดบท 32 ของประเทศทมความสขมากทสด อนดบ 1 คอประเทศวานอาต เปนประเทศหมเกาะเลก ๆ ทางตอนเหนอของออสเตรเลย เยอรมนอยในอนดบ 81 ญปนอยในอนดบท 95 สหรฐฯ อนดบ 150 ประเทศทมความสขนอยทสดคอซมบบเว การจดอนดบครงนอยบนพนฐานของระดบการบรโภค การคาดหวงในชวตของประชากร และความสขของประชากร มากกวาทจะใช GDP (ผลผลตมวลรวมประชาชาต) ของประเทศนน ๆ เปนเกณฑ

ใน 10 อนดบแรกนนประเทศจากอเมรกากลางตดชอเปนสวนใหญ ขณะทประเทศจากแอฟรกาและยโรปตะวนออกอยใน 10 อนดบทายตาราง แตถาด GDP วานอาตจะอยในอนดบท 207 จาก 233 ประเทศทวโลก ทงน ประเทศในอาเซยนทมอนดบสงสดคอเวยดนามท 12 ฟลปปนสท 17 อนโดนเซยท 23 มาเลเซย 44 บรไนท 100 และสงคโปรท 130 สวนภฏานอยในอนดบท 13

ตวเลข GDP ทนาสนใจของประเทศตาง ๆ ใน ค.ศ. 1999-แคนาดา ประชาชน 30.9 ลานคน รายไดตอคนตอป 20,250

ดอลลาร -สหรฐฯ ประชาชน 272.3 ลานคน รายไดตอคนตอป32,616

ดอลลาร -ฝรงเศส ประชากร 59.2 ลานคน รายไดตอคนตอป 25,425

ดอลลาร -เยอรมน ประชากร 82.5 ลานคน รายไดตอคนตอป 27,418

ดอลลาร -ฟนแลนด ประชากร 5.2 ลานคน รายไดตอคนตอป 25,364

ดอลลาร-ออสเตรย ประชากร 8.1 ลานคน รายไดตอคนตอป 27,347

ดอลลาร -รสเซย ประชากร 146.6 ลานคน รายไดตอคนตอป 2,466

ดอลลาร -โปแลนด ประชากร 38.7 ลานคน รายไดตอคนตอป 4,149

ดอลลาร -ญปน ประชากร 127 ลานคน รายไดตอคนตอป 25,129

ดอลลาร -ฮองกง ประชากร 6.8 ลานคน รายไดตอคนตอป 23,474

ดอลลาร -มาเลเซย ประชากร 22.7 ลานคน รายไดตอคนตอป 2,772

ดอลลาร-เกาหลใต ประชากร 46.8 ลานคน รายไดตอคนตอป 6,135

ดอลลาร

-สงคโปร ประชากร 3.2 ลานคน รายไดตอคนตอป 27,181 ดอลลาร

-ไตหวน ประชากร 21.9 ลานคน รายไดตอคนตอป 12,074 ดอลลาร

-อนเดย ประชากร 986.2 ลาน รายไดตอคนตอป 382 ดอลลาร

-อนโดนเซย ประชากร 208.2 ลานคน รายไดตอคนตอป 590 ดอลลาร

-เวยดนาม ประชากร 79.5 ลานคน รายไดตอคนตอป 324 ดอลลาร

-อารเจนตนา ประชากร 36.2 ลานคน รายไดตอคนตอป 6,177 ดอลลาร

-บราซล ประชากร 163.8 ลานคน รายไดตอคนตอป 4,820 ดอลลาร

-ไทย ประชากร 61.7 ลานคน รายไดตอคนตอป 2,135 ดอลลาร และมปญหารายไดเหลอมลำากนถง 23 เทา

เงนเดอนของผนำาประเทศ-ล เซยน หลง สงคโปร 2.05 ลานดอลลารตอป (ราว 71.75

ลานบาท)-จอรจ ดบเบลย. บช สหรฐฯ 440,000 ดอลลารตอป (ราว

15.4 ลานบาท)-โทน แบลร องกฤษ 370,000 ดอลลารตอป (ราว 12.95 ลาน

บาท) -ชนโซ อาเบะ ญปน 360,000 ดอลลารตอป (ราว 12.6 ลาน

บาท)

-แองเกลา แมรเกล เยอรมน 350,000 ดอลลารตอป-พลเอกสรยทธ จลานนท 1,384,084 บาทตอป 9. ขาดแคลนอาหาร สงผลใหสขภาพประชาชนยำาแย10. ขาดซงเทคโนโลย ตองหาซอมาจากประเทศทพฒนาแลว

อยางไทยไมม Know How แตพอจะมเงนอยบางกไปซอรถยนต คอมพวเตอร โทรศพทมอถอซงเปน Know How ตางประเทศ ในประเทศกำาลงพฒนาบางประเทศตองใชเทคโนโลยชาวบาน เชน รถเมลในเมองฉงชงประเทศจนเมออากาศรอนมากชาวบานกตองเอาถงใสนำาแขงมาวางไวขาง ๆ ตว เมอนำาแขงละลายไอนำาจะลอยขนมาชวยใหผอนคลายความรอนลงไดบาง ไมตองนงรถตดแอรใหเปลองเงน

11. อตราการเกดสง เมอประชากรมมากอาหารกไมเพยงพอ เมอ 20 -30 ปกอนอตราการเกดของประชากรประเทศตาง ๆ สงจนนากลว สหประชาชาตตองขอมนโยบายใหชาตสมาชกควบคมอตราการเกดของประชากรลง รฐบาลอนเดยของนางอนทรา คานธ นำานโยบายนไปใช พอมการเลอกตงในปนน พ.ศ. 2520 ปรากฏวาพรรคคองเกรสของนางแพเลอกตงครงแรกในรอบสามสบป เนองจากประชาชนไมเหนดวยกบนโยบายคมกำาเนด ปจจบนอนเดยยงคงมปญหานอย แตประเทศไทยประสบความสำาเรจมากกบนโยบายน

12. เศรษฐกจขนอยกบการเกษตร สาเหตของความดอยพฒนาทมาจากการเมองและเศรษฐกจ1. อตราการเสยชวตของทารกเกดใหมสง สบเนองจาก

สาธารณสขไมด บางประเทศเกดจากนโยบายของรฐ เชน จนสมยเตงเสยวผงมนโยบายใหหนงครอบครวมลกไดหนงคน คนจนนยม

ลกชายเมอมลกไดคนเดยวถาไดลกผหญงพอแมมกจะกำาจดเสย เพอจะไดมลกคนใหมทอาจเปนผชาย อนเดยมปญหาในแงของเศรษฐกจเนองจากผหญงเปนฝายไปขอผชาย บานไหนมลกชายกรวยไป

2. ความหวงในชวตเลอนลอย เชน หางานทำาไมได ประเทศทประชาชนมงานทำามากทสดคอไอซแลนด มถง 84% รองลงมาคอสวตเซอรแลนด 77% ประเทศทประชาชนมงานทำานอยทสดคอ ตรก ใน พ.ศ. 2547 มคนไทยวางงานประมาณ 7.3 แสนคน จากประชากรทงประเทศ 65.17 ลานคน เดก (ตำากวา 15 ป) 15 ลานคน อาย 15 ปขนไป 49.41 ลานคน ในกลมนอยในกำาลงแรงงาน 35.90 ลานคน เปนผมงานทำา 35.06 ลานคน วางงาน 0.73 ลานคน

3. ขาดอาหาร4. ไมรหนงสอ 5. อาศยความชวยเหลอและสนบสนนทกเรองจากตาง

ประเทศ ไมมเงน ไมมคน ไมมเทคโนโลยกตองขอจากตางประเทศ 6. ผลตผลการคาลาสมย เชน นำาผกผลไมมาวางขายแบกะดน

สวนประเทศทพฒนาแลวอยางญปนสามารถผลตแตงโมเปนทรงสเหลยมไดเพอความสะดวกในการขนสง

7. ดอยในดานอตสาหกรรม8. อตราวางงานสง 9. สตรมฐานะดอยในสงคม แตประเทศกำาลงพฒนาหลาย

ประเทศกลบมผนำาเปนผหญง เชน อนเดย ศรลงกา ปากสถาน อารเจนตนา อนโดนเซย ฟลปปนส

ทฤษฎก�รพฒน�1. ทฤษฎววฒน�ก�ร (Evolutionary Theory)

การเปลยนแปลงมสองชนดคอ-ววฒนาการเปนการเปลยนแปลงทเกดขนโดยธรรมชาตไปส

สงทดขน เจรญขน เปนไปโดยอตโนมต ไมมการกำาหนดวางแผน -การเปลยนแปลงทมการกำาหนด วางแผนโดยบคคลหรอ

คณะบคคลทงในระดบ Macro เชน แผนพฒนาประเทศ และ Micro เชน แผนองคการ

2. ก�รเปลยนแปลงแบบหมนเวยน (Cyclical Changes) การเปลยนแปลงแบบหมนเวยนมไดมงหนาแตเพยงอยางเดยวหรอตกตำา แตเปนการเปลยนสลบกนไประหวาง เจรญ เสอม เจรญ หรอการเปลยนแปลงแบบวฏจกร การเปลยนแปลงแบบนใชไดกบทกเรอง เรมจากจดเรมตนแลวทกอยางจะดขน ดสงสด หลงจากนนกคอย ๆ เสอม เสอมมากจนไมมทางจะเสอมไปกวานไดอกแลวจงเรมตนใหม เชน เศรษฐกจเมอเจรญสดขดกตองตกลง อาจจะตกเปนรปตว V คอตกไปแปบเดยวกดดขน หรอรปตว U ตกไปสกพกหนงกดดตวขน หรอรปตว W ตกแลวฟ นแลวตกสลบกน แตบางประเทศกเปนรปตว L หางยาวคอตกยาวไมรเมอไหรจะฟ น เหมอนอยางทเกดขนในเอธโอเปยทเศรษฐกจตกยาว ประชาชนอดอยากมาก

3. ทฤษฎจกรวรรดนยม (Theory of Imperialism) นำาเสนอโดยผทตอตานลทธทนนยมโดยเฉพาะสหรฐอเมรกาและยโรป ไดแก เลนน คารล มารกซ (Karl Marx) และ โรซา ลกเซมเบอรก (Rosa Luxemburg) สรปสาระสำาคญไดวา

-ประเทศทมใชอตสาหกรรมตองตกเปนเบยลางของประเทศอตสาหกรรม/ทนนยม ประเทศเกษตรกรรมมกจะเสยเปรยบตองอาศยเทคโนโลยจากประเทศอตสาหกรรม

-ถกบงคบใหเปดตลาดสนคาและการลงทน เปดโอกาสใหประเทศพฒนาแลวเขามาตกตวงทรพยากรและกอบโกยผลประโยชนไดงาย เชน ไทยถกสหรฐฯ บบใหเปดตลาดบหร ทำาใหบหรสหรฐฯ เขามาขายในเมองไทยแขงกบบหรขององคการยาสบได ถาประเทศกำาลงพฒนาจะสงสนคาไปขายในประเทศพฒนาแลวจะโดนกดกนตาง ๆ นานา ขาวหอมมะล (Jasmine Rice) ทเราปลกกนมานมนาน สหรฐฯ กลบเอาไปจดลขสทธแลวสงออกแขงขนกบไทยโดยขายแบบเงนเชอตาม Public Law (เปนกฎหมายทชวยเหลอชาวนา) ถาลกคาซอขาวไทยตองจายเงนสดแตถาซอขาวสหรฐฯ กเชอไวกอนได ประเทศยากจนจงซอขาวจากสหรฐฯ มากกวา อยางอนโดนเซยเคยซอขาวไทยกหนไปซอจากสหรฐฯ แทน

ในโลกยคใหมทตองทำาการคาเสรขาวไทยสงไปขายในตลาดญปนแตปรากฏวาขายไมคอยได ขาวไทย (ตระกล Indica) เมดยาวร ขาวญปน (ตระกล Japonica) เมดกลม คนญปนรบประทานแตขาวเมดกลมไมชนกบขาวเมดร แถมคนญปนชาตนยมสงขาวไทยเลยขายไมได เชนเดยวกบในเกาหลใตทผบรโภคพากนตอตานขาวไทย

-ความยากจนในประเทศกำาลงพฒนาทงหลายเกดจากการแสวงหาประโยชนของประเทศอตสาหกรรม

4. ทฤษฎก�รทำ�ใหทนสมย (Modernization Theory) สาระสำาคญคอ

-การทำาใหทนสมยตองรบความชวยเหลอทางเศรษฐกจจากประเทศทพฒนาแลว อาจอยในรปของเงนทน บคลากร Know How องคความร

-จดระบบตลาดเสรแบบตะวนตก เปดใหมการแขงขนโดยเสร แตสงทตามมาคอประเทศทมศกยภาพนอยยอมเสยเปรยบ

-มการวางแผนพฒนาเศรษฐกจ ประเทศทพฒนาแลวกตองวางแผนพฒนาเศรษฐกจ

-เอาชนะความดอยพฒนา ถาทำาใหความดอยพฒนาหมดไปกถอวาพฒนา

-เนนความรวมมอ (Cooperation) หลงสงครามโลกครงท 2 มประเทศเกดใหมมากมาย ประเทศเหลานตองยนดวยขาของตนเองไมมเมองแมดแลอกตอไปจงจำาเปนตองรบความชวยเหลอจากประเทศพฒนาแลว ผานไประยะหนงผนำาชาตแอฟรกาเรมรสกวาประเทศตนเองทำาอะไรไมเปนตองแบมอขอรบความชวยเหลอจากคนอน เปนความรสกของคนมปมดอยจงเปลยนแนวคดวาตอไปนจะไมมการใหความชวยเหลอแตเปนความรวมมอ คอมประเทศผใหแลวกตองมประเทศผรบดวย ถาใหแลวไมมคนรบการใหกไมเกดขน พดงาย ๆ คอยงคงขอเขาเหมอนเดมแตใชภาษาใหดดขน

แผนพฒน�เศรษฐกจและสงคมของประเทศไทยแผนพฒนาเศรษฐกจและสงคมแหงชาต ฉบบท 1 พ.ศ.2504

– 2509 เปนแผน 6 ป แผนฯ ฉบบตอมาเปนแผน 5 ป แผนฯ 8 มจดเดนคอปรบแนวคดการพฒนาจากเดมทเนนเศรษฐกจมาเปนเนนคน

แผนพฒน�เศรษฐกจและสงคมแหงช�ตฉบบท 9 (พ.ศ. 2545 – 2549) ไดมปรชญาใหมคอวสยทศนรวม ประกอบดวย รวมคด (Share Vision) รวมทำา (Share Mission) รวมรบผดชอบ (Share Responsibility) นำาปรชญาเศรษฐกจพอเพยง (Sufficiency Economy) มาใชประกอบดวย

1. พอประมาณ2. สมดล เสถยรภาพ ยงยน หลากหลาย3. มภมคมกน พรอมรบผลกระทบการเปลยนแปลงทงนเพอใหสงคมไทยเปนสงคมทพงประสงคสามดานคอ1. สงคมทมคณภาพ2. สงคมภมปญญาแหงการเรยนร 3. สงคมสมานฉนทและเอออาทรตอกน ทศทางอนาคตไทยตามแผนฯ 91. วตถประสงคหลก ไดแก-ปรบประเทศใหเขาสสมดล-คณภาพของคนและบรการ-คณธรรมในสงคม-กาวทนโลก2. เปาหมาย ไดแก-สรางรากฐานในการพฒนา-สความยากจน-คณภาพชวต-คนพงตนเองได3. ภารกจ ไดแก-ผนกกำาลงเพอปฏรปเศรษฐกจ-เศรษฐกจพอเพยง เศรษฐกจชมชน-แกปญหาความยากจน ยทธศาสตรในการพฒนาประเทศ1. สรางรากฐานสงคมใหเขมแขง 2. ปรบตวสเศรษฐกจยคใหมใหเทาทนโลก

3. ปฏรปการบรหาร การจดการการปกครองทด (Good Governance)

จดเดนของแผนฯ 9 1. มงแกไขปญหาความยากจน 2. เพมศกยภาพการพงพาตนเอง3. ฟ นฟเศรษฐกจในประเทศใหเขมแขง มภมคมกน4. วางรากฐานการพฒนาประเทศใหพงตนเองไดในระยะยาว 5. มการบรหารจดการทด (Good Governance) ในทกระดบ แผนพฒน�เศรษฐกจและสงคมแหงช�ตฉบบท 10 พ.ศ.

2550 – 2554 เปาหมาย 1. เสรมสรางศกยภาพของผประกอบการใหมในการผลตและ

การแขงขนไดในตลาดโลกอยางเปนระบบและมนคง 2. เนนการเปดเสรและความรวมมอทางการคาและเทคโนโลย ขอสงเกต1. เนนการพฒนาเศรษฐกจแบบเสรนยมตอไป 2. ลดการพฒนาในแบบเดม ยดปรชญาเศรษฐกจพอเพยง

เปนหลก เคลดลบเศรษฐกจพอเพยง “เศรษฐกจพอเพยง (Sufficiency Economy) หมายความวา

ประหยดแตไมใชขเหนยว ทำาอะไรดวยความอะลมอลวยกน ทำาอะไรดวยเหตและผล จะเปนเศรษฐกจพอเพยงแลวทกคนจะมความสข” พระราชดำารสของพระบาทสมเดจพระเจาอยหว เนองในวโรกาสวนเฉลมพระชนมพรรษา 5 ธนวาคม พ.ศ. 2543

“สงสำาคญคอจะตองเสรมสรางพนฐานจตใจของคนในชาตของเราโดยเฉพาะเจาหนาทของรฐ นกทฤษฎ นกธรกจในทกระดบ

ใหสำานกในคณธรรม ความซอสตย สจรต มความรอบรทเหมาะสม และพรอมทจะรองรบความเปลยนแปลงได ”

ปญห�สงคม เศรษฐกจ ก�รเมองของไทย สรปไดดงน 1. การกระจายรายไดและความเปนธรรมในสงคม 2. การกระจายอำานาจการปกครองและการบรหาร ตอนนรฐ

ไดกระจายอำานาจใหทองถนไปมากแลว 3. ปญหาทดนทำากนของเกษตรกร ประชากรเพมขนทกปแต

ทดนมเทาเดมจำาตองบกรกทดนปาสงวนหรอทดนสาธารณะ แตทผานมาเกษตรกรเมอไดเอกสารสทธแลวมกขายใหกบนายทนแลวตนเองกไปบกรกทใหมตอไป

4. นโยบายสาธารณสข5. ปญหาชาวตางชาตเขาเมองโดยผดกฎหมายเพอมาทำางาน

หลงจากนนกกออาชญากรรม 6. ปญหาทอยอาศยในชมชนเมอง คนชนบทอพยพเขามาอย

ในเมองเกดเปนชมชนแออด 7. นโยบายสงแวดลอม **********************************************

*********คำ�บรรย�ยวช� PS 704 แนวคว�มคดและนโยบ�ยในก�ร

พฒน�ประเทศไทย

Concepts and Policy of Development in Thailandผศ.เส�วลกษณ สขวรช วนท 6 ตล�คม พ.ศ.2550 ภ�ค

บ�ย

การพฒนาเศรษฐกจตองอาศยความรทางเศรษฐศาสตร ซงมท ง เศรษฐศาสตรด ง เด ม เศรษฐศาสตรการเม อง และเศรษฐศาสตรพฒนาการ

ความหมายของการพฒนาในศตวรรษท 70 จะเพมมตดานสงคม ซงการพฒนาจะมความหมายในการเปลยนแปลงโครงสรางทางสงคม ทศนคตของประชาชน สถาบนของชาต และการเจรญเตบโตทางเศรษฐกจ

ค�นยมหลกของก�รพฒน�1.การยงชพอย ได โดยการบรรลความจ ำา เป นพ นฐาน

(Sustenance: The Ability to Meet Basic Needs) ปจจยทางเศรษฐกจทำาใหคนยงชพอยได เชน มงานทำาจงจะมรายไดไปซอสงของทจำาเปนในการยงชพได

2.ความภาคภม ใจในศ กด ศรของความเป นคน (Self-Esteem: To be a Person) คอ มสทธตามธรรมชาตทจำาเปน เชน สทธในการดำารงชพ สทธในการครอบครองทรพยสน สทธในการพดและการกระทำา

3.ม เ ส ร ภ า พ จ า ก ค ว า ม เ ป น ท า ส (Freedom from Servitude: To be Able to Choose) เชน ไมตกเปนทาสของความหว/ความกลว/ความตองการ มเสรภาพในการตดสนใจโดยปราศจากการถกบงคบ ไมกลวภยคกคามจากอาชญากร

พมายงไมบรรลทง 3 อยางน เพราะความยากจนทำาใหคนพมาออกมาขายแรงงานตางแดนท ำาใหไมมศ กด ศร รฐบาลเผดจการไมชวยสรางงาน ประเทศตางๆกไมคบคาสมาคมดวย คนพมากกลวคนปราบปรามจากรฐบาลของตนเอง

วตถประสงคของก�รพฒน�

1.มสงจำาเปนตอการยงชพเพมมากและทวถงขน คอการตอบสนองความตองการขนพนฐาน

2.ยกระดบการครองชพใหสงขนจนสามารถบรรลคณคาและศกดศรของมนษย

3.เพมทางเลอกทงในทางเศรษฐกจและสงคมแกคนและประเทศชาตมากขน

ก�รแบงกลมประเทศและก�รเรยกชอ1.แบงตามชวงเวลา(1) ทศวรรษท 1950s เรยกประเทศยากจนและลาหลงวา

เป นประเทศด อยพฒนา (Undeveloped Countries) แต ประเทศกลมนกไมชอบเพราะดไมด

(2) ทศวรรษท 1960s จงเปลยนมาเรยกเปนประเทศทพ ฒ น า น อ ย ก ว า (Less Developed Countries: LDCs) หรอประเทศโลกทสาม (Third World Countries)

(3) ทศวรรษท 1970s เปลยนมาเรยกเปนประเทศกำาลงพฒนา (Developing Countries)

2.แบงตามองคกรสหประชาชาต(1) กลมประเทศทมการพฒนานอยทสด ม 44 ประเทศ(2) กลมประเทศกำาลงพฒนาแตไมไดสงออกนำามน ม 88

ประเทศ(3) กลม OPEC ม 13 ประเทศ3.แบงตามธนาคารโลก (1) ประเทศทมรายไดตอหวตำา(2) ประเทศทมรายไดตอหวปานกลาง(3) ประเทศทมรายไดตอหวคอนขางสง

(4) ประเทศทมรายไดตอหวสง ม 26 ประเทศยกเวนคเวตและสหรฐอาหรบเอมเรตส

4.แบงตาม OECD (1) ประเทศยากจนมากทสด(2) ประเทศทมรายไดนอย(3) ประเทศทมรายไดปานกลาง(4) ประเทศอตสาหกรรมใหม(4) OPEC5.แบงตาม UNDP ใชด ชน การพฒนาคนเป นต วแบง

(Human Development Index)(1) ประเทศทมรายไดสง(2) ประเทศทมรายไดปานกลาง(3) ประเทศทมรายไดตำาไทยเราถกเป นประเทศทมรายได ปานกลางคอนขางสง

ประเทศทยากจนทสดอยในแอฟรกา โดยเฉพาะประเทศในแถบทะเลทรายซาฮารา เชน เอธโอเปยทยากจนจนคนอดตาย ปญหาความยากจนของประเทศตางๆ เปนประเดนทท ำาใหประเทศมหาอำานาจเขามายงเกยว โดยมประเดนทางการเมองและมนษยธรรมเขามารวม

ทฤษฎก�รพฒน� (เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร บ ร ร ย า ย ห น า 122) อ ธ บ า ย

ววฒนาการของทนนยมโลกและการพฒนาแนวทนนยม เชน สงคมยคทาส สงคมยคกลาง/สงคมศกดนาของยโรป

ค�รล ม�รกซ นำาเสนอทฤษฎววฒนาการทางสงคมของ 2 ทฤษฎ ดงน

1.ทฤษฎวตถนยมวภาษวธ (Dialectical Materialism) อธบายวา แตละสงคมจะมโครงสราง 2 สวนคอ โครงสรางสวนบนและโครงสรางสวนลาง สวนลางคอระบบการผลตและระบบเศรษฐกจ สวนบนคอระบบความเช อ การเมองการปกครอง ศาสนา จารตประเพณ กฎหมาย ระบบความสมพนธในการผลต

มารกซบอกวาโครงสรางสวนลางจะกำาหนดโครงสรางสวนบน เพราะโครงสรางสวนลางเปนวตถและเทคโนโลยในการผลต ซงเทคโนโลยการผลตทเจรญกาวหนากจะมสวนกำาหนดการเมองการปกครอง ความเชอ และศาสนาในระดบหนง

วภาษ คอความขดแยง สงคมมความขดแยงจงเกดการเปล ยนแปลงไปส อ กส งคมหน ง เม อ โครงสร างส วนล างเปลยนแปลง เชน เปลยนจากแรงงานคนและสตวมาเปนแรงงานลมและนำา กจะไปขดแยงกบโครงสรางสวนบนเดม เชน เดมนบถอกนในหมเครอญาต ไมแบงชนชน นบถอผ แตเมอการผลตเปลยนทำาใหมนษยมอาหารมากกวาเดม อายยนกวาเดม ประชากรเพมมากขน ททำากนเดมจงไมพอ มนษยจงตองเดนทางไปหาททำากนอนและตองไปแยงทรพยากรกบชนเผาอน ผชนะกจะครอบครองและเอาผแพมารบใช ทำาใหโครงสรางสวนบนเปลยน เชน เกดระบบนายและทาส มการแบงชนชน

2.ท ฤ ษ ฎ ว ต ถ น ย ม เ ช ง ป ร ะ ว ต ศ า ส ต ร (Historical Materialism) มารกซกลาววาสงคมในยโรปมความขดแยงกน และมการเปลยนแปลงถง 4 ครงใหญ ไดแก

(1) ส ง ค ม ช ม ช น บ พ ก า ล (Primitive Communal Society) เปนสงคมชนเผาทยงไมมความเจรญ

(2) สงคมทาส (Slavery Society) โลกเจรญในระดบหน งและเก ดอารยธรรมโบราณข น เชน อารยธรรมอ ยปต อารยธรรมกรก และอารยธรรมโรมน

ศนยกลางอาณาจกรโรมนอยในอตาล ซ งมการแผขยายอาณาจกรไปทวยโรป เดมประเทศในยโรปมคนพนเมองซงคนโรมนดถกวาเปนคนปาและเรยกวาพวกบารเบเรยนสโรมนไดไปครอบครองดนแดนของพวกบารเบเรยนส มระบบการปกครองแบบรวมศนย มการบงคบใชแรงงานทาส และจางแรงงานทาสเปนทหาร พอโรมนออนแอ ทาสจงลกมาโจมตกรงโรม อาณาจกรโรมนจงลมสลายในศตวรรษท 5 ยโรปจงกลายเปนบานเลกเมองนอย

(3) สงคมศกดนา (Feudal Society) (ศตวรรษท 5-15) หลงจากทยโรปกลายเปนบานเลกเมองนอย เจาเมองตางกตอสปองกนเมอง มทหารและขนศก โดยใหบำาเหนจขนศกดวยการแจกทดน ชวงทายสงคมศกดนาใชระบบเศรษฐกจแบบพาณชยนยม รฐเกบภาษอยางเขมงวด แลวสงคมศกดนากเรมสลายในศตวรรษท 15 จากสงคมทนนยม

(4) สงคมทนนยม (Capitalistic Society) ทศวรรษท 1750 ยโรปกาวเขาสทนนยมอตสาหกรรมเตมตว ระบบทมากบทนนยมคอระบอบการปกครองแบบประชาธปไตยและระบบเศรษฐกจแบบเสรนยม

(5) สงคมคอมมวนสต (Communism Society) เปนสงคมอดมคตทยงไมเกดขน

สงคมยคกล�ง เกดลทธตางๆขน ดงน1.ลทธเทวสทธ

ยโรปสมยกลางไดรบอทธพลจากศาสนาครสต เพราะครสตสนบสนนการเมองแบบศกดนาภายใตการนำาแบบกษตรย พระเทศนใหคนนบถอกษตรยโดยบอกวากษตรยเปนตวแทนของพระเจา พระสนตะปาปาเปนผสวมมงกฎใหกษตรย หากกษตรยทำาตวไมด พระสนตะปาปากจะถอดถอนกษตรย

ทฤษฎทสนบสนนลทธนคอ ทฤษฎวาดวยจกรวาลและโลกอนทรย อธบายวาจกรวาลและโลกเปนอนทรยเดยวกน เคลอนไหวตามพลงผลกของจตอนเดยวกนคอพระเจา

ชวต สงคม และการเมองเปนสวนหนงของระบบจกรวาล สมาชกของสงคมจะทำางานในหนาทของตน แตรวมกนแลวตางกทำาประโยชนใหสงคมดวยกน ผทอยตำากวารบใชผทอยสงกวา ผทอยสงกวานำาและควบคมผทอยตำากวา ระบบสงคมกตองมหวหนาปกครองเชนเดยวกบทรางกายมวญญาณปกครอง กลาวถอ เปนการอธบายใหคนยอมรบอำานาจการปกครองของกษตรย ลทธนจงถกเรยกวาลทธเทวสทธ (The Divide Right of King) เพราะกษตรยไดรบอำานาจจากพระผเปนเจาใหมาปกครอง

2.ลทธสมบรณ�ญ�สทธร�ชยลทธนอางวาอำานาจเดดขาดอยทกษตรย เพราะจะกอใหเกด

ความมนคงและสนตภาพ เนนการรวมศนยอำานาจยงกวาลทธเทวสทธ โนมเอยงไปทางปรชญาวตถนยม นกทฤษฎทสำาคญคอ มาคอาเวลลและโทมส ฮอบส ลทธเศรษฐกจทสนบสนนลทธนคอ ลทธพาณชยนยม

ลทธนเกดขนในยคฟ นฟศลปวทยาการ มนษยมความเชองมงายในพระเจา แตใหความสนใจในตวมนษยมากขน เพราะม

การกลบไปฟ นฟศลปวทายาการของกรกและโรมน ทำาใหเกดสำานกมนษยนยมทเชอในความสามารถของมนษยขน

หลงจากนนกมการปฏรปศาสนาจนทำาใหเกดครสตนกายโปรเตสแตนตสาขาตางๆขน โดยมความเชอวาครสตศาสนกชนสามารถอานพระคมภรและตความเองได โดยไมตองขนอยก บสนตะปาปาเพยงผเดยว ผนำาโปรเตสแตนต เชน บาทหลวงมารตน ลเธอร จงสงเสรมใหกษตรยมอ ำานาจเดดขาดโดยไมตองอางสนตะปาปาอกตอไป

นโคโล ม�คอ�เวลล (ค.ศ.1469-1527) เชอวามนษยเปนสตวชวรายและเหนแกตว เปลยนใจงาย โกหกหลอกลวง แกงแยงชงดตลอดเวลา ถาไมมกฎขอบงคบและอ ำานาจกจะเกดสภาพอนาธปไตยและสงคมกจะวนวาย ความมนคงจะเกดขนไดหากมรฐบาลทเขมแขงและมอำานาจเดดขาด

ผปกครองจะตองรกษาอำานาจเดดขาดเอาไวใหได ผปกครองจะมความสามารถหรอไมวดกนดวยมาตรฐานนเทานน ไมใชวดดวยศลธรรม อำานาจเปนคนละเร องกบศลธรรม การทำาสงทถกตองของผปกครองคอการรกษาอำานาจเอาไวใหได การเมองตองแยกออกจากจรยธรรม เพราะการเมองไมมดมชวในตวเอง อำานาจตองมากอนจรยธรรม ตองทำาใหผอยใตปกครองกลว

ถาผปกครองตองการรกษาอำานาจการปกครอง กจะตองเรยนรวาเปนผไรคณธรรมไดอยางไร และตองรจกใชหรอไมใชตามความจำาเปน กลาวคอ จะฆาใครสกกคนกไดเพอรกษาอำานาจของตนเองเอาไว เชน รฐบาลพมาทฆาไดแมกระทงพระเพอทจะรกษาอำานาจของตวเองเอาไว

โทมส ฮอบส (ค.ศ.1588-1679) กลาววาการปราศจากอำานาจศนยกลางจะทำาใหคนตอสกนเอง จงขาดสนตภาพและความมนคง แตมนษยกลวตายจากการฆากนเองจงทำาสญญาตอกนเพอมอบอำานาจและสทธใหองคอธปตยมอำานาจเดดขาด โดยบงคบใหมนษยปฏบตตามสญญา

ฮอบสนำาเสนอสญญาประชาคมแตไมใชสญญาระหวางองคอธปตยกบประชาชน องคอธปตยไมใชคสญญาแตเกดจากสญญา ดงนนจงไมมทางทำาผดสญญา หากประชาชนเปนผกอตงหรอมอบอำานาจใหจงไมสามารถบนวาการกระทำาใดๆขององคอธปตยได เพราะเทากบวาตนเอง ซงฮอบสตองการใหองคอธปตยอยเหนอศาสนา

3.ลทธพ�ณชยนยม (Mercantilism)ลทธนเกยวของกบสมบรณาญาสทธราชย เพราะสนบสนน

การเพ มอ ำานาจของรฐและรฐบาลกลางด วยมาตรการทางเศรษฐกจคอ การคาระหวางประเทศและการเกบภาษอากร รฐเกบภาษจากประชาชนโดยตรงโดยไมตองผานเจาขนมลนาย ในฐานะองคการการปกครองไมใชในฐานะเจาของทด กษตรยนำาเงนภาษทเกบไดไปคำาจนระบบราชการและกองทพทกำาลงขยายตว

ลทธพาณชยนยมมอทธพลในยโรปตงแตศตวรรษท 16-18 โดยเปลยนระบบการผลตเกษตรกรรมเพอเลยงตนเองมาเปนผลตเพอคาขาย เปลยนจากการสงมอบผลผลตใหเจาขนมลนายมาสงมอบใหคลงของรฐภายใตอำานาจองคอธปตย สงเสรมการสะสมแรเงนและทองคำา และสงเสรมการสงออกมากกวาการนำาเขา

กระแสก�รเปลยนแปลงของโลก

ตงแตยคปลายสงคมศกดนาเปนตนมา โลกไดผ านการเปลยนแปลง 3 อยาง ไดแก

1.Westernization2.Internationalization3.Globalization1.Westernizationแรงผลกคอการคนพบเสนทางเดนเรอจากซกโลกตะวนตกไป

ซกโลกตะวนออก มการปฏวต อตสาหกรรม และการพฒนาอตสาหกรรมในยโรป โดยมพนฐานความเชอของศาสนาครสต สงผลทำาใหเกดการลาอาณานคม เกดการสรางรฐชาตและสำานกความเปนชาต มการรวมศนยอ ำานาจระบบราชการ และคนผวขาวมภารกจในการนำาอายธรรมตะวนตกมาเผยแพรและจดระเบยบสงคม

การลาอาณานคม (หนา 122) ทำาใหเกดลทธการกดกนการคาขน เพราะเจาอาณานคมจะหวงแหนดนแดนของตวเองไมใหคนอนมาคาขายหรอแยงผลกำาไร ซงผลประโยชนทลงตวทำาใหเกดสงครามโลกครงทหนงขน ชวงตงแตการลาอาณานคมมาจนถงสงครามโลกครงทหนง อำานาจรวมศนย

ภายหลงมการอพยพเขาไปอยในดนแดนใหมในอเมรกา ผอพยพสวนใหญเปนผมการศกษา อเมรกาจงสรางระบบการปกครองและปพนฐานระบบการศกษาขน ทส ำาคญ อเมรกาไดปฏวตอตสาหกรรมครงทสองคอ คนพบนำามนและพลงงานไฟฟา อตสาหกรรมจงไปเตบโตทอเมรกา

กอนสงครามโลกครงทสอง โลกไดเกดวกฤตเศรษฐกจตกตำาและภาวะเงนเฟอ ไทยไดรบผลกระทบนเชนกน รชกาลท 7 จงเอา

ขาราชการออก ซงเปนสวนหนงททำาใหเกดความไมพอใจและมการเปลยนแปลงการปกครองขน

ทฤษฎก�รพฒน�ต�มแนวท�งเสรนยมระบบเศรษฐกจของโลกเปลยนจากพาณชยนยมไปเปนลทธ

ทนนยม (ศกษาเพมเตมในเอกสารหนา 124) 1.ทฤษฎ เศรษฐศ�สตรส ำ�น กคล�สสก(Classical

Economic)พาณชยน ยมคอรฐผ กขาดอ ำานาจเศรษฐกจและการคา

ระหวางประเทศ เพราะการคาระหวางประเทศตองใชกองเรอ ภาคเอกชนจงขาดแรงจงใจในการผลต เศรษฐกจตกตำา พระเจาหลยสท 14 (องคอธปตย) จงถามรฐมนตรกระทรวงการคลงวาเงนหายไปไหน ซงรมต.คลงตอบไมไดวาเกบภาษไมได จากนนจงนำาความกลมใจไปปรกษาเพอนทเปนพอคา เพอนพอคาตอบวา ปลอยใหพอค าเป นอ สรเสร รฐอยาเขามาก าวก ายการตดสนใจด านเศรษฐกจของเอกชน

อดม สมธ ไดเขยนหนงสอชอ The Wealth of Nation ช วาความมงค งของรฐจะเกดข นได ก ต อเม อรฐปลอยใหระบบเศรษฐกจดำาเนนไปเองโดยอสระ การออมและการสะสมทนเปนกระบวนการททำาใหตลาดขยายตวและเกดความมงคง ใหความสำาคญกบอตสาหกรรม ซงอดม สมธ บอกวาตองแบงงานกนท ำาตามความถนด

แนวคดการแบงงานกนท ำาได น ำาไปใชก บการคาระหวางประเทศ อตสาหกรรม และการลงทนตางประเทศดวย เชน ประเทศทมทรพยากรกสงทรพยากรออกขาย ประเทศทถนดในการผลต

สนคาใดกใหผลตสนคานน แลวทกประเทศกน ำาสนคามาแลกเปลยนกน

เดวด รค�โด นำาเสนอความไดเปรยบเชงเปรยบเทยบ กลาววา เราจะผลตอะไรใหดวาเรามความไดเปรยบในเรองนนหรอไม และเราจงทำาในสงทเราไดเปรยบ

การทตองการใหรฐปลอยใหระบบเศรษฐกจดำาเนนไปเองโดยอสระ เพราะเช อ ในกลไกตลาดวา เป นเหมอนมอท ล องหน (Invisible Hand) ทจะทำาใหภาวะเศรษฐกจเขาสดลยภาพไดเองโดยทรฐไมตองมาแทรกแซง เชน ประชาชนมรายไดเพม การบรโภคจงเพมซงเปนสงจงใจใหผผลตผลตสนคาเพม พอผลตแขงกนมากจนถงจดดลยภาพ แตหากผลตมากเกนไปกไมมคนซอจนตองลดราคา เมอกำาไรลดลงผผลตจงลดตนทน เชน ลดการจางงาน คนจงมรายไดนอยลงและบรโภคนอยลง

2.ทฤษฎเศรษฐศ�สตรนโอคล�สสก (Neo-classical Economic)เกดขนในศตวรรษท 19 ยดหลกการตลาดเสรและกลไก

ตลาด จดสนใจคอพฤตกรรมของปจเจกบคคล ทำาใหสำานกนสนใจเศรษฐศาสตรจลภาค โดยมองวาความพงพอใจของผบรโภคเปนปจจยหนงในการกำาหนดราคา สนคาบางอยางอาจมตนทนถกแตราคาอาจแพงหากลกคาพอใจ รายไดเปนแรงจงใจในการบรโภค ผประกอบการในการผลต และการจางงาน

2.ทฤษฎของจอหน เมน�รด เคนส (ค.ศ.1883-1946) เ ค น ส เ ข ย น ห น ง ส อ ช อ The General Theory of Employment, Interest and Money (ทฤษฎทวไปเกยวกบการจางงาน ดอกเบย และเงน) ในปค.ศ.1936 กอใหเกดการ

ปฏวตแบบ Keynesian อนเปนกระบวนทศนทางเศรษฐศาสตร (เดมใหเชอในกลไกตลาด แตแนวคดของเคนสบอกวาไมใช)

เคนสอธบายภาวะเศรษฐกจตกตำาในทศวรรษท 1930 และเสนอแนวนโยบายเพอแกปญหา แตไมมอทธพลตอการแกปญหาเทาไหร เขาพยายามอธบายใหรฐบาลองกฤษ แตรฐบาลองกฤษไมสนใจและวพากษวจารณกลบมา เขาจงเด นทางไปอธบายให ประธานาธบดรสเวลฟงวา ภาวะเศรษฐกจเชนนรฐบาลตองเขามากอบกโดยการเขามาแทรกแซงเพอทำาใหเกดการจางงาน โดยรฐบาลสรางงานเอง เชน โครงการสาธารณปโภค เพอใหความเจรญเขาไปเอง เพอคนมงานทำากจะมการจบจายใชสอน ผผลตกจะผลตสนคาเพมและจางงานเพมกลายเปนลกโซตอไป แนวคดของเคนสจงมอทธพลในประเทศมหาอำานาจทางเศรษฐกจ โดยเฉพาะชวงหลงสงครามโลกครงทสอง

หลงสงครามโลกคร งทสองไดเกดสงครามเยนขน โลกถกแบงออกเปนสองขวคอ ขวคอมมวนสตมสหภาพโซเวยตเปนผนำา และขวโลกเสรมอเมรกาเปนผนำา ชวงนโลกอยในภาวะตงเครยดเพราะตางฝายกแขงขนกนสะสมอาวธนวเคลยร มสงครามตวแทน ตางฝายกโฆษณาชวนเชอเพอสะสมพรรคพวก ซงไทยอยฝายเดยวกบโลกเสร เนองจากไทยเรากลวรสเซยทฆากษตรยซ งเปนพระสหายของรชกาลท 5

ปค.ศ.1944 อเมรกามาประชมรวมกบประเทศมหาอำานาจผชนะสงครามทเมองเบรตนวดส มลรฐนวแฮมเชยร ผลการประชมบอกวา รฐไดปลอยใหระบบเศรษฐกจเปนเสรมากเกนไป ไมมกตกามารยาทการคาการลงทนระหวางประเทศ ทำาใหเกดปญหามอใครยาวสาวไดสาวเอา กดกนการคา และทำาใหเกดสงครามขน ในท

ป ร ะ ช ม จ ง ร ว ม ก น ต ง ก ต ก า เ ศ ร ษ ฐ ก จ ร ะ ห ว า ง ป ร ะ เ ท ศ (International Economic Order) 2 ขอ (ศกษาเพมเตมในหนา 122)

1.Financial Order ทำาใหเกดสถาบนขน 2 สถาบนคอ IBRD และ World Bank มวตถประสงคในการระดมเงนเพอสรางธนาคารและนำาเงนไปชวยสมาชกในยโรป เพอใหฟ นฟประเทศหลงสงคราม ภารกจใหมคอการชวยเหลอประเทศยากจนในคายโลกเสร ใหเงนกระยะยาวไปสรางสาธารณปโภค ซงไทยเรากกเงน World Bank มาสรางเขอนยนฮ

2.IMF กองทนระหวางประเทศ เปนเงนกฉกเฉนเพอรกษาเสถยรภาพทางเศรษฐกจ เปนเงนกระยะสน ดอกเบยแพง ผใหกจะวางเงอนไขทเปนวนยการเงนการคลงใหผก เพราะมองวาผกไมร ดก ม เร องว น ยการ เง นการคล งจนท ำา ให เศรษฐก จ ไม ด ป พ .ศ .2540 ไทยต องไปก เ ง นจาก IMF และต องยอมรบมาตรการเชงนโยบาย (Policy Conditionality) คอหนงสอแสดงเจตจำานง

2.Internationalization แรงผลกคอการจดระเบยบโลก คณคาคอการมพ นฐาน

อดมการณสองขวระหวางทนนยมและสงคมนยมคอมมวนสต คณคาหลกมลทธทตางกนในแนวทาง-วธการเพอบรรลและรกษาคณคานน

ผลทเกดคอ 1.การแบงโลกเปนสองคายโดยสรางอดมการณการพฒนา

มาขยายและซอนการครอบงำาของมหาอำานาจแตละคาย2.รฐประชาชาตกลายเปนรฐพฒนา-มนคง

3.การรวมศนยอ ำานาจการพฒนา การพฒนาแบบขย ำาธรรมชาต การแขงขนทางวทยาศาสตรและเทคโนโลยทเชอมโยงกบการแขงขนทางอำานาจ

4.การถายทอดเทคโนโลยดวยการฝกอบรมและการศกษาอ.ชยอนนต แปล Internationalization วา สากลานวตร

(สากล + อนวตร) คอความเปลยนแปลงไมไดมาจากตะวนตกเทานน แตมาจากสองขวอดมการณคอมมวนสตและอดมการณโลกเสร

แนวท�งหลกในก�รพฒน�แบบส�กล1.แนวทางการพฒนาแหงชาต ใชในทศวรรษท 60-702.แนวทางการพฒนาแบบเสรนยมใหมแบบดงเดม คอฉนทา

มตวอชงตน3.แนวทางการพฒนาแบบเสรนยมใหม คอยคหลงฉนทามต

วอชงตนปร�กฏก�รณ Keynesian Revolution ม 3 ด�น

ไดแก1.การปฏวตกระบวนทศนทางเศรษฐศาสตร คอการมงลาง

อทธพลของสำานกเศรษฐศาสตรคลาสสก โดยเรมจากการวพากษสำานกคลาสสกในมหาวทยาลยเคมบรดจ และมหาวทยาลยฮารวารดในอเมรกา แนวคดของเคนสถกตอตานอยางรนแรงจากลทธ McCarthyism ทตอตานคอมมวนสตหวชนฝา เพราะมองวาแนวทางของเคนสเหมอนคอมมวนสตตรงทเสนอใหรฐเขามาแทรกแซง

การปฏวตกระบวนทศนทางเศรษฐศาสตรไดทงมรดกสำาคญไว 3 ประการ ไดแก

(1) แยกแยะความแตกตางระหวางเศรษฐศาสตรมหภาคกบเศรษฐศาสตรจลภาค และเปนการวางรากฐานของเศรษฐศาสตรมหภาค

(2) เสนอกรอบคดในการจดทำาบญชประชาชาต ซงทำาใหมการจำาลองเศรษฐกจมหภาคเพออธบายกลไกการทำางานของระบบเศรษฐกจและเพอใหคำาทำานายเกยวกบสถานการณทางเศรษฐกจ

(3) ชวยกอบก ระบบทนน ยมใหรอดพนจากวกฤตทางเศรษฐกจ เพราะชวยให

-เขาใจปญหาเสถยรภาพของระบบเศรษฐกจ-เขาใจบทบาทของรฐในการแกไขเยยวยาวกฤตการณทาง

เศรษฐกจ-เขาใจเทคนคและกลไกในการแกปญหาเสถยรภาพทาง

เศรษฐกจ2.การปฏวตการเขยนตำาราเศรษฐศาสตร แนวคดของเคนส

โดงดงมากทำาใหนกเศรษฐศาสตรรนตอมานำาแนวคดของเขาไปเขยนเปนหนงสอตอ

3.การปฏวตนโยบายเศรษฐกจ แนวคดของเคนสเกดขนเพอตอบสนองภาวะเศรษฐกจตกตำาครงใหญ แตเพงมอทธพลในการกำาหนดนโยบายเศรษฐกจมหภาคในปค.ศ.1938 เมอเกดภาวะเศรษฐกจถดถอยในอเมรกา

ขอเสนอในก�รดำ�เนนนโยบ�ยเศรษฐกจมหภ�คของเคนส 1.การจดการอปสงคมวลรวม รฐสามารถมบทบาทในการ

ผลกดนการจ ำาเรญเตบโตและการจางงานดวยมาตรการทางนโยบายตางๆ แทนการปลอยใหระบบเศรษฐกจลองลอยไปตามกลไกราคา หรอการอดหนนอตสาหกรรมเฉพาะประเภท

กอนเศรษฐกจตกตำา เศรษฐกจเปนทนนยมเสรจรงๆเพราะรฐบาลไมไดแทรกแซง แตพอเศรษฐกจตกตำากลไกราคากชวยอะไรไมได เคนสจงบอกใหจดการกบอปสงครวมโดยใหรฐบาลเขาไปกระตนการจางงาน

2.ใหความสำาคญกบเครองมอทางการคลงมากกวาเครองมอทางการเงน เชน จดระบบงบประมาณแผนดน ในภาวะเศรษฐกจถดถอยรฐตองใชงบประมาณขาดดลเพอกระตนใหเศรษฐกจฟ นตว ในภาวะเงนเฟอ รฐบาลควรใชนโยบายเกนดลเพอผอนคลาแรงกดดนของเงนเฟอ

แนวคดของเคนสไดรบการยอมรบจากพรรคการเมองเพราะเปนนโยบายสายกลาง อเมรกาใชแนวคดของเคนสเปนนโยบายระหวางประเทศ โดยนำาเสนอแผนการมารแชลลหลงสงครามโลกครงทสองดวยการฟ นฟยโรป จากนนกชวยเหลอประเทศโลกทสาม และสงนกวชาการดานเศรษฐศาสตรทมแนวคดเหมอนเคนสไปชวยเหลอประเทศตางๆ

วชาเศรษฐศาสตรพฒนาการไดรบอทธพลจากแนวคดน โดยใหความสำาคญกบบทบาทกบการวางแผนพฒนาและลงทนในโครงสรางพนฐานทางเศรษฐกจ เชน

-ทฤษฎ Harrod-Domar Model-ยทธศาสตรการพฒนาทสมดล โดย Ragnar Nurkse คอ

การพฒนาพรอมกนทกภาคสวน-ยทธศาสตรการพฒนาทไมสมดล โดย Albert Hirshman

เนองจากทรพยากรมจำากดจงตองเลอกพฒนาสวนทส ำาคญและทำาใหเกดการเชอมโยงมากทสด คอการพฒนาอตสาหกรรมเพราะเปนตวเชอมโยงตนนำาและปลายนำาไดดทสด เชน อตสาหกรรม

เหลกกลา เชอมโยงกบการขดแรเหลกและถลงเหลก และการน ำาเหลกไปสรางเครองจกรหรอตอเรอ

ส�ระสำ�คญของ Keynesian Consensus1.ใหความสำาคญกบบทบาทรฐในการรกษาเสถยรภาพทาง

เศรษฐกจและในการพฒนาเศรษฐกจ จงถกกลาวหาวาสนบสนนใหม Big Government แ ล ะ ถ ก ต ต ร า ว า เ ป น พ ว ก ร ฐ น ย ม (Statism) เพราะใหรฐเปนบทบาทนำา

2.เสนอแนวทางการวางแผนแบบช น ำา ในการวางแผนเศรษฐกจของประเทศ ซงแตกตางจากการวางแผนจากสวนกลาง หรอการวางแผนแบบบงคบของคอมมวนสต แนวทางนยงให กลไกราคามบทบาทในการจดสรรทรพยากร แตใหรฐมบทบาทในการชนำาทศทางการพฒนา โดยรฐลงทนสรางโครงสรางพนฐานทางเศรษฐกจและกำาหนดนโยบายไปในทศทางทกำาหนดแลวปลอยใหเอกชนเปนฝายตดสนใจลงทน

3.ใหความสำาคญกบเปาหมายการจางงานเตมอตราเหนอกวาเปาหมายเสถยรภาพราคา การแกปญหาการวางงานถอเปนหนาทพนฐานของรฐบาล และเปนการบรรเทาปญหาความยากจน รฐยงมหนาทจดสรรสวสดการใหแกคนวางงานและคนยากจน

โดยเชอวาความเสมอภาคทางเศรษฐกจไมไดขดขวางการเตบโตทางเศรษฐกจ แตกลบเกอกลการพฒนามนษย ท ำาใหมความมนคงดานอาหารและเขาถงความจำาเปนพนฐาน รวมทงการศกษาและบรการสขอนามย

ประเทศอตสาหกรรมจะมกองทนรฐสวสดการ คนทตกงานจะมารบเงนเดอนจากกองทนฯจนกวาจะหางานทำาได แตตองแสดงความพยายามวากำาลงหางานอย รฐจะมระยะเวลาการวางงานให

หากเกนกำาหนดกจะตดเงนชวยเหลอ กรณประเทศไทย คนงานถกปลดลอยแพจงตองกลบไปทำางานในชนบท แตหากเกษตรกรขายทจนไมมททำากน อนาคตไทยกจะมปญหา

4.ใชงบประมาณแผนดนเปนเครองมอในการกำาหนดนโยบายเศรษฐกจมหภาค ในภาวะเศรษฐกจตกตำาหรอถดถอย มการวางงานสง รฐอาจใชนโยบายงบประมาณขาดดล (ใหรายจายมากกวารายรบ) แตในภาวะเศรษฐกจแบบเงนเฟอ รฐบาลอาจใชนโยบายเกนดล (ใหรายรบมากกวารายจาย)

5.เชอวาการลงทนเปนปจจยสำาคญทกำาหนดการออม การลงทนทำาใหผลผลตและรายไดประชาชาตเพมขน การขยายตวทางเศรษฐกจจงนำามาซงเงนออมทงในภาคเอกชนและภาครวเรอน แนวคดนแตกตางจากแนวคดสำานกคลาสสกและนโอคลาสสกทเชอวา การออมเปนเงอนไขจำาเปนของการลงทน

6.ใหความสำาคญกบนโยบายการจดการอปสงคมวลรวม7.เชดชระบอบสงคมนยมประชาธปไตย ซงเคารพสทธและ

เสรภาพของประชาชน ใหความสำาคญกบสทธแรงงานและการรวมกลมเปนสหภาพแรงงาน เพอใหมเสถยรภาพทางอตสาหกรรมและประสทธภาพในการผลต

8.เชดชยทธศาสตรการพฒนาแบบปด สำาหรบประเทศโลกทสามทสนคาออกสวนใหญเปนสนคาขนปฐมทราคาในตลาดโลกแกวงไกวมาก ซงทำาใหรายไดจากการสงออกไรเสถยรภาพ พรอมกบสงเสรมนโยบายอตสาหกรรมเพอทดแทนการนำาเขา ซงมนยในการพงตนเองแทนการพงสนคาเขา และใชมาตรการปกปองอตสาหกรรมภายในประเทศ เพอพฒนาความไดเปรยบเชงเปรยบเทยบ กอนทจะสงออกเพอแขงขนในตลาดโลก นบเปนยทธศาสตร

ชวงการเปลยนผานเพอใหโลกทสามมโอกาสปรบโครงสรางการผลตใหเขมแขงเสยกอน

9.เสนอยทธศาสตรการพฒนาแบบทวลกษณ เพอแกปญหาการวางงานแอบแฝงในโลกทสาม เชน แบบจำาลองการพฒนาแบบทวลกษณของ Lewis ตอมาเปลยนจากการเนนเจรญเตบโตทางเศรษฐกจและการสรางงานมาเนนการแกปญหาความยากจนและการตอบสนองความจ ำาเป นข นพ นฐาน ซ งเป นผลงานของ Dudley Seers และ Paul Streeten (ศกษาตอในบทท 1 และผลงานแปลในเอกสาร)

10.สงเสรมการจดรฐสวสดการโดยใชมาตรการดานภาษและการปฏรปทดน เชน เกบภาษแบบกาวหนา เพมภาษในแนวนอน (เ ช น ภ า ษ ม ร ด ก ภ า ษ ท ด น ภ า ษ จ า ก ก า ร ข า ย ห น ใ นตลาดหล กทรพย ) การปรบปร งระบบการจดเก บภาษ ใหม ประสทธภาพ การจดสรรทดนใหแกคนยากจน

ผลการประชมของธนาคารชาตบอกวา ไทยเราจดเกบภาษไมยตธรรมกบคนจน เพราะมการลดหยอนภาษใหคนรวย เชน ภาษจากการขายหน คนมเงนจงไมทำางานแตเอาเงนไปลงทนซอหนเกงกำาไรแทน ไทยเรากำาลงจะมปญหาการเงน เพราะเกบภาษเงนไดเพยง 16% ของ GDP รายไดทเกบไดเปนกอบเปนกำาคอ ภาษจากนตบคคล เกบภาษมลคาเพมไดเตมท 7% ขณะทรายจายของรฐสงขน ซงไทยเราใหสวสดการแกประชาชนเหมอนประเทศรวย เชน บานเอออาทร 30 บาทรกษาทกโรค ทงๆทประเทศแทบจะไมมเงนจาย

จดจบของ Keynesian Consensus

ปพ.ศ.2514 ระบบเบรตนวดสลมสลาย เกดจากอเมรกาไปทำาสงครามเวยดนามจงตองใชเงนเปนจ ำานวนมาก ระบบเบรต นวดสบอกวาประเทศทจะพมพธนบตรตองมเงนส ำารองเพอใหมความเสมอภาคทางการเงน แตอเมรกาไมตองการเงนคาเสมอภาคและอางวาตนมทองคำาสำารองมาก หากใครไมแนใจกสามารถเอาเงนดอลลารมาแลกทองคำาคนไดในอตรา 35 ดอลลารเทากบทองหนงออนส อเมรกาจงป มแบงคไปใชในสงคราม คนจงไมมนใจคาของเงน โดยเฉพาะฝร งเศส ฝร งเศสจงเอาเงนดอลลารไปแลกทองคำาคน อเมรกาตกใจจงเลกผกคาเงนดอลลารกบทองคำา และปลอยใหเงนดอลลารลอยตว สงผลท ำาใหอเมรกาเจอวกฤตเศรษฐกจ

ปพ.ศ.2516 เก ดวกฤตการณน ำามน ทศวรรษท 1970 ระบบทนนยมโลกผนผวน ในยโรปและอเมรกาเจอสภาวะเงนเฟอคกบภาวะชะงกงนทางเศรษฐกจ (Stagflation)

ภาวะเศรษฐกจถดถอยเพราะตนทนสงเนองจากนำามนแพง สนคาจงมราคาแพงขน คนไมมเงนซอสนคาจงไปขอเพมคาจาง สงผลทำาใหเกดภาวะเงนเฟอขน และมการเกงกำาไรการซอขายเงน อเมรกาจงยกเลกระบบเบรตนวดส คาเงนอเมรกาจงตกลง

ในทศวรรษท 1970 คอมมวน สต มชยชนะจากการท ำาสงครามตวแทน เชน ในเวยดนาม เขมร ลาว การกาวรกครงใหญของคอมมวน สต จงตอกย ำาภาวะ Stagflation ซ ง เคนสไม สามารถใหคำาตอบกบภาวะนได เพราะปญหาเกดจากอปทาน ขณะทเคนสแกปญหาไดเฉพาะทเกดจากอปสงคเทานน

Keynesian Consensus ม อ ท ธ พ ล ต ง แ ต ช ว งสงครามโลกคร งท สองมาจนถงทศวรรษท 1970 ขณะน น

บรรยากาศการเมองยโรปและอเมรกาคอนไปทางซาย คอพรรคฝายซายกมอำานาจรฐในยโรปตะวนตก และพรรคเดโมแครตกครองอำานาจในสหรฐอเมรกา ซงฝายซายจะสนบสนนรฐสวสดการ

รายจายด านสวสด การมมากจนรฐแบกรบไมไหว นาย James Callaghan นายกรฐมนตรขององกฤษจากพรรคแรงงานตองออกมากลาววา รฐบาลไมสามารถอดฉดเงนเพอใหระบบเศรษฐกจหลดพนจากวงวนของภาวะถอดถอยตอไปไดอก เพราะคราใดทรฐบาลอดฉดเงนเพอแกปญหาการวางงาน ภาวะเงนเฟอกจะทะยานขนครานน (เหมอนการหนเหนอปะจระเข เพราะแกปญหาภาวะถดถอยกมาเจอภาวะเงนเฟอ)

วกฤตการณเสถยรภาพทางเศรษฐกจในทศวรรษท 1970 ไมเพยงนำาไปสจดจบของ Keynesian Consensus เทานน แตไดนำาไปสจดจบของฝายซายทางการเมองของยโรปและอเมรกา พรรคแรงงานหมดวาระในปค.ศ.1979 และพรรคอนรกษนยมของนางมารกาเรต แทชเชอรกไดรบชยชนะอยางทวมทน พรรครพบลกนของโรนลด เรแกนกขนมาแทนพรรคเดโมแครต การเลอกต ง ขอ งท ง สองประ เ ทศจ ง เป นกา รตอ กป ระ ต ป ดฝา โลง Keynesian Consensus

ระบบทนนยมโลกนบแตทศวรรษท 1980 เปนตนมาเปนระบบทนนยมอนรกษ โดยยดหลกการ Four-ations และสงเสรมอทธพลของฉนทามตวอชงตน (Washington Consensus)

แนวท�งก�รพฒน�แบบทนนยมส�กล1.แนวท�งก�รพฒน�แหงช�ต ตงแตหลงสงครามโลกครง

ทสองมาจนถงทศวรรษท 1970 การพฒนาตกอยใตอทธพลของ Keynesian Consensus แนวทางนมอทธพลตอการพฒนา

ประเทศของโลกทสามในชวงทศวรรษ 1960 มแนวคดวารฐมบทบาทสำาคญในกระบวนการพฒนา สงเสรมเศรษฐกจแบบปด กลยทธในการพฒนาคอการสงออกสนคาขนปฐมและการพฒนาอตสาหกรรมแบบทดแทนการนำาเขา มความเขมงวดในดานการเงนและการคลง

2.แนวท�งก�รพฒน�แบบเสรนยมใหมแบบดงเดม มอ ท ธ พ ล ต ง แ ต ท ศ ว ร ร ษ ท 1980 เ ร ย ก อ ก อ ย า ง ห น ง ว า Washington Consensus แนวทางน ใ ห ค วามส ำาค ญก บปจเจกชนนยม สงเสรมแนวทางเสรนยมทางเศรษฐกจและสงเสรมระบบเศรษฐกจแบบเปดสโลกภายนอก เนนการลดบทบาทของภาครฐ โดยใหรฐทำาหนาทเบองตนเทานน เชน รกษากฎหมายและความเปนระเบยบเรยบรอย รกษาเสถยรภาพทางเศรษฐกจระดบมหภาค จดหาโครงสรางพนฐานทางกายภาพทจำาเปน

โดยมองวารฐเปนสาเหตสำาคญของปญหาเศรษฐกจ เพราะการแทรกแซงของรฐทำาใหมการบดเบอนราคา จงเสนอใหมการถายโอนกจการจากภาครฐไปสภาคเอกชน ลดคาใชจายของภาครฐลง ลอยตวราคา อตราดอกเบย และอตราแลกเปลยน ยกเลกการควบคมการแลกเปลยนเงนตราใหเงนไหลเขาออกอยางเสร สงเสรมการแขงขนเสร

แนวคดนเขามาเมองไทยสมยรฐบาลชาตชายและรฐบาลประชาธปตย เชน เปดเสร ยกเลกขอ 14 และไปใชขอ 8 เพอใหมการเขาออกของเงนอยางเสร แตเศรษฐกจไทยเตบโตอยางไมยงยน กองทนระยะสนจงไหลเขาออกอยางมาก และในทสดไทยเรากถกกองทนเกงกำาไรตคาเงนบาท

แนวคดนไดรบการสนบสนนจากแนวคดเศรษฐกจการเมองใหม ทวเคราะหวารฐคอกลมผลประโยชนทส ำาคญโดยตวของมนเอง เพราะขาราชการและนกการเมองแสวงหาคาเชาทางเศรษฐกจผานการแทรกแซงเชงนโยบายในรปของการใชตำาแหนงหนาทททรงพลงในการคอรปชน ในการใชลทธกดกนทางเศรษฐกจ ทำาใหประชาชนเสยประโยชนเพราะตองซอของทผลตในประเทศในราคาทแพงแตคณภาพตำา โดยการตงกำาแพงภาษและการหามนำาเขา การเปดเศรษฐกจเสรจงเปนเคร องมอในการลดอำานาจนกการเมองและขาราชการและทำาใหเศรษฐกจเจรญเตบโตขน

3.แนวท�งก�รพฒน�แบบเสรน ยมใหมหรอ Post Washington Consensus ม อ ท ธ พ ล ช ว ง ท ศ ว ร ร ษ ท 1990 เปนตนมา เนนการผสมทลงตวระหวางรฐกบตลาด และระหวางการทดแทนการนำาเขากบการสงออก จากการศกษาเชงประจกษทำาใหพบวา ชวงทแนวทางการพฒนาแบบทสองมอทธพลนน เศรษฐกจโลกซบเซาและไมมนคง ชองวางระหวางประเทศรวยกบประเทศจนเพมมากขน รวมทงชองวางทเพมมากขนในระหวางประเทศโลกทสามดวยกนเอง เชน กลม Nics ในเอเชยและลาตนอเมรกากบประเทศในแถบแอฟรกา

นอกจากนยงพบวา หลายประเทศมเศรษฐกจเจรญรงเรองมากโดยไมไดเดนตามแนวทางของฉนทามตวอชงตน เชน

- จน เวยดนาม ซงปกปองสนคาอตสาหกรรมทารกบางอยาง-อนเดยเปดเสรทางเศรษฐกจอยางคอยเปนคอยไป-มาเลเซยควบคมการไหลเขาออกของเงนทนระยะสน เมอ

เปรยบเทยบกบไทยและอนโดนเซยทเปดเสรทางการเงนมากจน

ประสบปญหาหนกในปค.ศ.1997 ในหลวงจงตรสวาไทยเราจะเปนเสอหรอไมไมสำาคญ สำาคญทเราพอมพอกน

-ชล รฐเขามาควบคมการสงออกทรพยากรธรราชาตและการไหลของเงนทนระยะสน

มหลายประเทศทตอตานแนวทางฉนทามตวอชงตน เชน-ขบวนการซาปาตสตาในเมกซโก-การประทวงในอารเจนตนาหลงวกฤตการณในปค.ศ.2001-การประทวงในอนโดนเซยและประเทศอนหลงวกฤตกา

รณค.ศ.1997-การประทวงในตรกและเปร-การประทวงของภาคประชาสงคมในการประชม WTO ท

เมองซแอตเตล กรงปราก กรงโรม เมองควเบก และทอนๆ ทพงเปาไปทสถาบนหลกของแนวทางน เชน IBRD IMF WTO

กระบวนการตอตานเหลานรวมเรยกวา ขบวนการตอตานโลกาภวตน หรอขบวนการโลกาภวตนแบบทางเลอก ซงรวมทงการตอตนจากขบวนการสหภาพแรงงานและกลมพทกษสงแวดลอมในประเทศพฒนาแลวทตอตานการคาเสร และการตอตานจากกลมประเทศกำาลงพฒนาทเรยกรองใหประเทศพฒนาแลวเปดตลาดใหกบสนคาจากประเทศกำาลงพฒนา และใหประเทศกำาลงพฒนามโอกาสเขาถ งเทคโนโลยจากประเทศทหน ง ด งน นจะเหนวากระบวนการตอตานเหลานกยงมความขดแยงกนเองดวย

ผลจากการทาทายและตอตานดงกลาวทำาใหสถาบนหลกของแนวทางฉนทามตวอชงตนทำาการปฏรปตวเองในดานการออกแบบระบบการเงนระหวางประเทศและดานการบรรเทาความยากจน แนวทางปฏรปเกดขนกอนท IBRD ในชวงตนทศวรรษท 1990

เมอมความสนใจในปญหาความยากจนและ Governance (ไทยเราเบยงเบนประเดนความสนใจปญหาเศรษฐกจมาเปนการแกไขป ญหาความยากจนและการปฏร ประบบราชการเพ อใหเก ด Governance)

นกวชาการทมสวนส ำาคญในการกอกำาเนดแนวคด Post Washington Consensus ได แก Joseph Stigiftz, Dani Rodrik, Paul Krugman, Stanley Fisher, William Easterly, Ravi Kanbur (Joseph Stigiftz เ ป น Chief Economic ขอ ง World Bank ท อ อ กมา ว พ า กษ ว จ า ร ณ องคการทตนทำางานอย สงผลทำาใหเขาถกเดงออกไป)

ส�ระสำ�คญของ Post Washington Consensus (PWC)

เป นการผสมผสานบทบาทภาครฐก บการเป ดเสรทางเศรษฐกจ

ยกตวอยางบทบาทภาครฐทเหมาะสม ไดแก1.การควบคมระบบการเงนอยางเหมาะสมในแงของการ

เคลอนยายเงนทน2.การทำาใหผฝากเงนมความเชอมนในระบบธนาคาร เชน

ธนาคารแหงประเทศไทยออกกฎเหลกใหธนาคารพาณชยเพมเงนสำารองหน แตธนาคารพาณชยไมมเงนจงใหตางชาตเขามาถอหน

3.การจด สร ร เ ง น เพ อ กา รลงท นทา งก าร ศ ก ษา แ ละสาธารณปโภค

4.การพฒนาและถายทอดเทคโนโลย5.การทำาใหเกดความเปนธรรม6.การขจดความยากจน

7.การปรบปรงการปฏบตงานภาครฐโดยอาศยกลไกเชงตลาด คอบรหารราชการแบบภาคเอกชน

แนวท�งก�รปรบปรงก�รทำ�ง�นของภ�ครฐต�มขอเสนอของ PWC

1.ปรบปรงโครงสรางการจงใจภายในระบบและระบบการใหรางวลความดความชอบ (ปลดอบจ.จะไดเงนโบนส 5 เทาหากประเมนผาน 95% ปลดอบจ.จงฮวกบนายกรฐมนตรเพอเอาเงนโบนส แทนทจะเปนการใหรางวลแตกลายเปนการคอรปชน)

2.เนนใหหนวยงานราชการมการแขงขนกนเอง และแขงขนกบหนวยงานภาคเอกชน (การแขงขนจะทำาใหมประสทธภาพมากกวาการโอนกจการใหภาคเอกชน)

มตด�นระหว�งประเทศ-ใหประเทศทพฒนาแลวเพมความชวยเหลอและเปดใหกบ

สนคาเกษตรและสนคาอตสาหกรรมทใชแรงงานหนาแนนจากประเทศจากจน

ในระดบระหวางประเทศมความไมเทาเทยมกน ประเทศพฒนาแลวกลบไปซำาเตมประเทศกำาลงพฒนาโดยการกดกนสนคา หากจะชวยเหลอจรงกตองเปดตลาดเพอใหสนคาเกษตรหรอสนคาอตสาหกรรมนองใหมไดเขาไปขายในประเทศ

-ใหความสำาคญกบการสรางสถาบนและนโยบายใหมๆ ทมผลตอการพฒนา เชน การกระจายรายได และประเดนทางสงคม เชน การวางงาน ความยากจน และความไมเปนธรรม

-ตระหนกวาการศกษาและสขภาพอนามยไมเปนเพยงเครองมอในการพฒนาเทานน แตเปนเปาหมายปลายทางโดยตวของมน

เอง การตดรายจายดานนจะมผลรายตอการเจรญเตบโตของประเทศ

-ต ร ะ ห น ก ถ ง ค ว า ม ส ำา ค ญ ข อ ง ก า ร ป ก ค ร อ ง ร ะ บ อ บประชาธปไตย โดยทำาใหการบรหารงานของรฐมความโปรงใสและตรวจสอบได

-ตอตานรฐบาลทเผดจการทกรปแบบทงเผดจการทหารและพลเรอน เพราะการผกขาดอำานาจจะทำาใหเกดการทจรตคอรปชนและเขนฆามนษย กองทพไทยทำารฐประหารในวนท 19 กนยายนจงถกแรงประทวงจากตางชาตโดยไมดสาเหตของการยดอำานาจ ขาวลาสดบอกวา หลายประเทศนดชมนมประทวงรฐบาลเผดจการพมาในวนท 9 ตลาคม และไทยกนดเดนประทวงเชนกน

3.Globalization(เ อ ก ส า ร ห น า 122) 1st Revolution ค อ ก า ร ป ฏ ว ต

การเกษตร มนษยหยดเรรอนและตงรากฐานเพอทำาการเพาะปลก 2nd Revolution คอการปฏวตอตสาหกรรมในศตวรรษท 19 ปลายศตวรรษท 20 เก ด 3rd Revolution ค อการปฏ ว ต เทคโนโลยสารสนเทศ ผลการปฏวตทำาใหไดเทคโนโลยใหมมากขน เชน Nano Technology, Space Technology, Material Technology, Information Technology, Telecommunication (เชน ดาวเทยม หนยนต ตวนำาความเรวสง ไฟเบอรออฟตก)

เทคโนโลยเหลานนำามาซงการครอบโลก เพราะโลกถกยนยอลงจนเลกเหมอนเปนหมบานเดยวกน (Global Village) การตดตอตอสอสารจงสะดวกและงายขน

แรงผลกค อ เทคโนโลยท เช อมโลกด วยดาวเท ยมและเสนใยแกวนำาแสง

คณคาคอ ความพยายามทจะใหคณคาประชาธปไตยเปนคณคาสากล (ประเทศทไมเปนประชาธปไตยจะถกกดดนมาก เชน อรก เกาหลเหนอ พมา) และความพยายามของเอเชยในการตอตานคณคาตะวนตก โดยใหคณคาดงเดมของตะวนออก

Globalization ไมใชการแผจากตะวนตกมาตะวนออกอยางเดยว แตจะยอมรบความหลากหลายของวฒนธรรม โดยมองหาภมปญญาทดของตะวนออกมาผสมผสาน เชน คนตะวนตกหนมาศกษาปรชญาและศาสนาของตะวนออก หนมาเรยนแพทยแผนโบราณ ศลปะปองกนตว และอาหาร และกมการถายทอดใหกน อาจารยคดวาอาจจะใกลถงยคภาษอานทโลกไมมพรมแดน

ผลของการเกด Globalization1.การสนสดสงครามเยน2.กาละและเทศะใกลกนโดยเทคโนโลยใหม3.การปรบเปลยนกระบวนทศนใหม เกดอภมหาโกลาหล

ความแนนอนคอความไมแนนอน ซงไอนสไตนยกยองพระพทธเจาเปนอยางมาก

4.การพฒนาแบบยงยน5.การรวมกลมประเทศ การแยกสลายของรฐประชาชาตเกด

ขนพรอมกบการขามรฐ-ลอดรฐ การขามรฐ คอบรรษทขามชาตเขามาลงทนและมาเปนเจาของกจการ เชน สงคโปรมาถอหนใหญในโรงพยาบาลบำารงราช สวนการลอดรฐคอผทเขาเมองผดกฎหมาย

6.การพงพาตอกนทงดานเศรษฐกจและวฒนธรรม

7.ความจำาเปนในการวจยและพฒนาองคความรของตนเองโดยลดภาวะพงพาลง

(เอกสารหนา 128) ชใหเหนอทธพลของปจจยภายในและภายนอกตอการกำาหนดนโยบายเศรษฐกจและสงคมแหงชาต โดยแบงเปนโครงสรางสวนบนและโครงสรางสวนลาง

ปจจยภายนอก-โครงส ร า ง ส วน บน ภา ย น อ ก ค อ เ ศ ร ษ ฐก จ เ ส ร น ย ม

Keynesian และเสรนยมใหม-โครงสรางสวนลางคอระเบยบเศรษฐกจ องคกรระหวาง

ประเทศ มหาอำานาจ บรรษทขามชาตปจจยภายใน-โครงสรางสวนบนคอ ระบบความสมพนธทางสงคมของไทย

เปนระบบอปถมภ และโครงสรางอำานาจทางการเมองทกำาหนดโดยรฐธรรมนญ เชน พรรคการเมอง รฐสภา และชนชนนำาทางอำานาจ เชน หวหนาพรรคการเมอง หวหนาทหาร หวหนาราชการ ผอำานวยการสำานกงบประมาณ รฐมนตรกระทรวงทสำาคญ

ผเรยกรองนโยบาย เชน ประชาชน สอมวลชน นกวชาการ กลมผลประโยชนทางเศรษฐกจ

(กรณาศกษาเพมเตมในเอกสารประกอบการบรรยายหนา 128)

การพฒนาทนนยมเปนการพฒนาทเตมกเลสใหมนษยบาบรโภค เพราะหากหยดบรโภค โลกกจะหมนกลบไปจดเดม ดงนนจงตองกระตนบรโภคเพอใหโลกหมนออกไปเรอยๆ

(กรณาดเอกสารประกอบการบรรยายคไปดวยนะคะ)

อาจารยใหความสำาคญกบทฤษฎของเคนสมาก เพราะทฤษฎของเคนสมบทบาทตอยทธศาสตรการพฒนาเศรษฐกจ ทฤษฎนโอคลาสสกจะมอทธพลตอทฤษฎการพฒนา เชน ฉนทานมตวอชงตน

(เอกสารหนา 26) เปนการตานการปฏวต และกลบไปหาเสรนยมใหม

(เอกสารหนา 24) ทฤษฎนโอคลาสสกไดรบอทธพลจากสำานกเศรษฐศาสตรนโอคลาสสกหรอเศรษฐศาสตรแบบเสรนยม ทฤษฎท 1-2 (ระบในเอกสารหนา 19-23) ไดรบอทธพลจาก Keynesian Consensus ทฤษฎท 3 (เอกสารหนา 24) ไดรบอทธพลจากมารกซสม ซ งอธบายสาเหตความยากจนไดแตแนวทางการแกปญหารนแรง ทำาใหเจอยาแกจากทฤษฎในเอกสารหนา 26

ทฤษฎก�รพฒน�ไมเคล พ.ท�รโร ไดรวมรวมทฤษฎการพฒนาเศรษฐกจวาม

ดงตอไปน 1. ท ฤ ษ ฎ ก ล ม ท 1 The Linear – Stages of

Growth Model ทฤษฎการพฒนาแบบเสนตรง เนนอธบายสาเหตของการพฒนาและทางแก มองการเจรญเตบโตเศรษฐกจเปนเสนตรงเฉยงขน ทำาเปนขนตอน ทฤษฎในกลมน เชน

1.1 Rostow – Stages of Growth รอสทาวได เสนอการพฒนาสงคม 5 ขนดงน

ขนท 1 สงคมขนดงเดม (Traditional) เปนสงคมเกษตรพอยงชพ ใชแรงงานคน สตว พงพาธรรมชาต การเปลยนแปลงชาๆ

ขนท 2 ขนเตรยมการกอนพงทะยาน (Pre-Condition for Take Off) คอสรางเงอนไขทสามารถนำาไปสการพฒนา เชน ลงทนขนสาธารณปโภค เพอรองรบการพฒนา เชนมการลงทนในโครงสรางพนฐาน (ฝรงเขามาศกษาเมองไทยตงแตสมยอยธยาและบอกวาผชายไทยขเก ยจ เพราะงานทกอยางใหผ หญงท ำาทงหมด เชน เลยงลก หงขาวทำากบขาว ทำานา ขณะทผชายดดฝนและชนไก ซงจรงๆแลวผชายไทยตองพกผอนจากการไปเปนทหารในวง)

ขนท 3 ขนทะยานขน (Take Off) หรอขนเร มการพฒนา มการสะสมทนมากขน เศรษฐกจดข นรกษาระดบการเตบโตไดสมำาเสมอ มการเปลยนแปลงโครงสราง สถาบน เศรษฐกจ สงคม ทเกอหนนตอการพฒนาอยางรวดเรว

ขนท 4 เปนขนตอนการขบเคลอนสการมวฒภาวะ (Drive to Maturity) เปนชวงทเรงรดการขยายเศรษฐกจ การเตบโตมความมนคง การลงทนมอยางสมำาเสมอ เกดเศรษฐกจใหมคอภาคบรการมาสนบสนนอตสาหกรรมและเกษตรกรรม

ข น ท 5 ข น ส ง ค ม อ ด ม โ ภ ค า (High-Mass Consumption) เปนขนทประชาชนมการบรโภคเตมท สามารถตอบสนองความตองการความจำาเปนขนพนฐาน มสวสดการตางๆ มคณภาพชวตทด เปรยบเปนเครองบนทบนเหนอระดบเพดานทไมตองตกหลมอากาศอกตอไป ทำาใหการบนนมดจผาไหม

1.2.ทฤษฎวฎจกรแหงคว�มย�กจน เปนทฤษฎทมองวาความยากจนในประเทศโลกท 3 เกดจากการขาดแคลนเงนทน เทคโนโลย และหนวยงานททนสมย โดยวฎจกรแหงความยากจนจะมองไดจากดานอปทานและดานอปสงค

ในดานอปทาน (Supply Side) เกดจากประชาชนมความยากจนจงไมสามารถมการออม การออมตำาทำาใหขาดแคลนทน และการขาดแคนทนกจะทำาใหประสทธภาพในการผลตตำา สงผลทำาใหรายไดตำาเปนวฎจกร

ในดานอปสงค (Demand Side) มองวาถาประชาชาชนรายไดตำา กจะมการบรโภคตำา เมอบรโภคตำากจะไมกอใหเกดการจงใจในการลงทน เมอไมมการลงทนทำาใหมการผลตตำา และนำามาสรายไดทแทจรงตำา หมนเวยนตอไป

1.3 Harrod-Domar Growth Model ฮารอด-โดมาร กลาววา การลงทนเปนหวใจสำาคญของการเจรญเตบโตทางเศรษฐกจ เพราะเปนการเพมประสทธภาพในการผลตและเพมรายได ตวแบบนไดเสนอตวแบบสดสวนทนตอผลผลต (Capital-Output Ratio) คอทกๆการผลต 3 หนวย จะเพมผลผลต 1 หนวย คอ ถาอยากเพมผลผลตกตองลงทนเพมขน หากประเทศยากจนไมมเงนลงทนกตองระดมเงนจากนอกประเทศ เพราะถาเศรษฐกจเตบโตสงขนการจางงานกจะเพมขน จะท ำา ให ม ร าย ได มากขนและนำามาซงการบรโภคเพมขน

แนวคดนยงเสนอใหมการเปลยนแปลงคานยม ความคด ความเชอและวฒนธรรมของคนในประเทศโลกท 3 ใหเออตอการพฒนาดวย เพราะคานยม ความคด ความเชอถอปจจยทมอทธพลตอการพฒนาเศรษฐกจดวย

1.4 ทฤษฎทนมนษย นำาเสนอโดยธโอดอร ชลท มองวาการจะพฒนามนษยจะตองใหการศกษา ดแลสขภาพอนามยเพอใหมนษยเพอเพมผลตภาพ (Productivity) หากผลมผลตเพมขนประเทศชาตจะพฒนามากขน กลาวคอ ชลทมองคนเปนเครองมอ

สรางความเจรญเตบโต ไมไดมองคนเปนเปาหมายปลายทางของการพฒนา แตเอาเศรษฐกจเปนเปาหมายหลก โดยเอาคนไปขบเคลอนใหเกดเปาหมาย

ทฤษฎกลมทหนงถกวพากษวจารณวาไมเหมาะสม เพราะเลยนแบบประเทศตะวนตก แลวพยายามขบเคลอนประเทศยากจนใหเหมอนตะวนตกทงหมด สงผลทำาใหเกดทฤษฎกลมทสองขน

2. ทฤษฎกลมท 2 ทฤษฎรปแบบก�รเปลยนแปลงท�งโครงสร�ง เปนทฤษฎทเสนอใหประเทศกำาลงพฒนาเปลยนแปลงโครงสรางทางเศรษฐกจจากภาคเกษตรแบบยงชพเปนเศรษฐกจอตสาหกรรม สงเสรมการลงทน และนำาแรงงานสวนเกนในชนบททเปนแรงงานทวางงานแอบแฝงมาใชแรงงานในภาคอตสาหกรรม กอใหเกดผลผลตในภาคอตสาหกรรมและเกดรายไดและจะชวยใหชนบทมรายไดมากขน

2.1 ทฤษฎของลอส ศกษาเศรษฐกจในชนบทกบเศรษฐกจในเมอง และมองวา-เศรษฐกจในชนบท เปนการผลตแบบดงเดม ลกมากแตทดน

มจำากด แรงงานหนวยสดทายจงเปนศนย คอเพมแรงงานในการผลตแตผลผลตกไมเพม ลอสเสนอวาใหแรงงานทเกนอพยพเขาเมองมาหางาน และกอใหเกดผลผลตภาคอตสาหกรรมในเมอง

-เศรษฐกจในเมอง น ำาภาคอตสาหกรรมในเมอง แลวน ำาแรงงานทเกนในชนบทมาทำางาน แรงงานจะหลงไหลมาเอง เพราะคาจางแรงงานสง เมอมคนมาทำางานและมรายไดกจะสงเงนกลบชนบท

2.2 ทฤษฎของฮอลรสเจน�ร เสนอใหมการเปล ยนโครงสรางจากเกษตรกรรมมาเปนอตสาหกรรม มการลงทนอยาง

สมำาเสมอทางกายภาพและทนมนษย เปลยนความตองการบรโภคขนพนฐานไปสการบรโภคสนคาอตสาหกรรม การพฒนาการความลำาเอยงไปทางภาคเมอง ความเจรญความสบายกระจกอยแตในเมอง สงผลใหคนอพยพเขาสเมอง การพฒนาทำาใหเกดการหดตวของขนาดและประชากร

ทงสองทฤษฎมอทธพลในทศวรรษท 1970 ซงเปนชวงทเกดวกฤตเศรษฐกจโลก ไทยเราเลอกใชทฤษฎนในแผนพฒนาฯฉบบท 1-2 คอเลกสงเสรมการปลกขาวหนมาสงเสรมการปลกพชเศรษฐกจแทน สรางอตสาหกรรมทดแทนการนำาเขาซงใชแรงงานหนาแนน เชน อตสาหกรรมทอผา แตพอราคานำามนสง ไทยเราจงไมสามารถสงสนคาออกไดเพราะตนทนการผลตสง แผนฯท 3 ไทยจงหนมาใชแนวทางของฉนทามตวอชงตน เนนการสงออกสนคาอตสาหกรรม เปดเสรทางเศรษฐกจ ใชนโยบายตลาดเสร และลดบทบาทของรฐลง

3. ทฤษฎกล มท 3 (เอกสารหนา 26) กล มน จะศกษาเกาหล ใต ไต หวน และสงคโปรท เป นน กส เพราะส งสนค าอตสาหกรรมออก แตจรงๆแลวทงสามประเทศมการเมองทนง รฐบาลเปนพรรคเดนพรรคเดยวและคอนขางเป นเผดจการพลเรอน ทฤษฎกลมนแบงเปน 3 ทฤษฎใหญ ไดแก

3.1 Free Market Analysis แ น ว ท า ง ต ล า ด เ ส ร ม ประสทธภาพ ผผลตจะรบสญญาณจากผบรโภค ทำาใหรวาจะผลตอะไรและผลตอยางไรจงจะมประสทธภาพ ราคาและปจจยการผลตจะสะทอนคณคาและความหายากของสนคาและทรพยากรอยางแมนยำา การแทรกแซงของรฐจะบดเบอนและลดประสทธภาพลง ดงนนจงเสนอวาอยาใหรฐแทรกแซง

3.2 Public Choice หรอทฤษฎ ทาง เล อกสาธารณะ วเคราะหวารฐบาลคอขาราชการและนกการเมองซงเปนกลมผลประโยชน เวลาจะทำาอะไรจงคดถงผลประโยชนของตนเองกอน และใชอำานาจเพอรกษาผลประโยชนของตนเอง ดงนนจงตองลดบทบาทของรฐลงและใหประชาชนมทางเลอกมากขน

3.3 Market-Friendly Approach ม อ ง ว า ค ว า ม ไ ม สมบรณในระบบตลาดของประเทศกำาลงพฒนาเกดจากรฐเขามาแทรกแซง

4.ทฤษฎกล มท 4 เป นทม�กล มทม�ของฉนท�น มต วอชงตน (Worthington Consensus) องคประกอบของฉนทานมตวอชงตน เชน

1.ยกเลกการควบคมราคา 2.การมวนยทางการ 3.ใหความสำาคญกบคาใชจายสาธารณะ ลดรายจายภาครฐลง

เชน ลดรายจายดานกองทพ แตใหความส ำาคญกบการศกษา สาธารณปโภคและสาธารณสข

4.กำาหนดอตราแลกเปลยนใหเปนเอกภาพและแขงขนได5.เปดเสรทางการคา 6.สงเสรมการลงทนจากตางชาต 7.แปรรปองคกรรฐวสาหกจ8.ลดกฎระเบยบทซำาซอน จากองคประกอบดงกลาวสามารถสรปเปนหวใจส ำาคญ 4

ประการ (4’ation) คอ 1.Liberation เปดเสรทางเศรษฐกจ2.Stabilization รกษาเสถยรภาพทางเศรษฐกจ

3.Privatization ถายโอนการผลตสภาคเอกชน4.Deregulation ลดการแทรกแซง ลดบทบาทของรฐในปค.ศ.1987 ไดเพมหลกการอก 2 ประการ คอ 1.เนนประชาธปไตย มนษยชน การมสวนรวมของประชาชน

(Democracy)2.ใหภาครฐและเอกชนมการบรหารจดการทด (Good

Governance)5.ทฤษฎกล มท 5 The New Growth Theory:

the endogenous growth model ใหความส ำาคญวา การเจรญเตบโตทยงยนตองมาจากปจจยภายในประเทศ โดยใหความสำาคญกบการพฒนาทรพยากรมนษยและกบเทคโนโลย สรางสงคมแหงความร สงเสรมการวจย และสงเสรมการลงทนในทนมนษย

ทฤษฎเหลานเปนทมาของแผนพฒนาฯของประเทศไทย ซงอ.พมลจะมาอธบายตอ สวนอ.สมหราจะพดเรองแผนการพฒนา

ทฤษฎพงพ� (ศกษาเพมเตมเอกสารหนา 24)กลาวถงความสมพนธระหวางประเทศร ำารวยและประเทศ

ยากจนซงอยบนพนฐานแนวคดของมารกซสม ประเทศรวยจะพฒนาตวเองจนร ำารวยแตทำาใหประเทศอนยากจน โดยเรมตงแตยคลาอาณานคมทประเทศรวยไปเอาทรพยากรจากประเทศอนมาจนทำาใหตนเองรวยขน

ยคปจจบนเปนการดดซบดวยการแบงงานกนทำาระหวางประเทศแบบใหม โดยเอาการผลตทก อใหเกดมลภาวะไปไวในประเทศอน เชน อตสาหกรรมของญปนปลอยของเสยลงในอาวทำาใหคนทจบปลาในอาวมากนเปนโรคมนามาตะ (ชอเหมอนอาว) โรคนเกดกบลกของคนทกนปลาคอ เดกคลอดออกมาพการ มอขา

กด จมกโหว ปากแหวง ไมมห ไมมตา เนองจากปลาไดรบสารแคทเมยมทเกดจากอตสาหกรรมปโตรเคมและอตสาหกรรมกระจก ญปนจงถอนโรงงานกระจกมาตงไวในประเทศไทย

*************แนวขอสอบ 704 รอบ 2

อ�จ�รยเส�วลกษณขอสอบจะใหนกศกษาอธบายความแตกตางระหวางแนวทาง

การพฒนาแบบการพฒนาแหงชาต (Nationaldevelopmentlism) กบแนวทางการพฒนาแบบเสรนยมใหม (Neo-liberalism) (แบบดงเดม) หรอคว�มแตกต�งของแนวคดแบบเคนส (Keynesian Consensus) กบฉนท�นมตวอชงตน (Washington Consensus) นนเอง

จากนนใหเชอมโยงแนวทางการพฒนาทง 2 แนวทางไปสทฤษฎการพฒนา และสดทายใหนกศกษานำาหลกการของ ฉนท�นมตวอชงตน ซงเปนหลกการของทฤษฎการพฒนาในทฤษฎท 4 (ทฤษฎ Neoclassical Counter Revolution ) มาวเคราะหกบการพฒนาเศรษฐกจไทย

** (อาจารยไมเนน Post Washington Consensus)**แนวท�งก�รตอบ1.บอกความแตกตางระหวางแนวทางการพฒนาแบบการ

พฒนาแหงชาตซงไดรบอทธพลอยางสำาคญจากแนวคดแบบเคนสและแนวทางการพฒนาแบบเสรนยมใหม (Neo-liberalism)

2.อธบายหลกการของแตละแนวทาง

3.อธบายตอวาแตละแนวทางนำาไปสทฤษฎการพฒนาอยางไร

** ทงนแนวทางแบบเคนสนำาไปสทฤษฎการพฒนา 2 กลมทฤษฎคอ กลมท 1 (ทฤษฎการเตบโตเปนเสนตรง) และกลมท 2 (ทฤษฎการเปลยนแปลงเชงโครงสราง)

** สวนแนวทางแบบเสรนยมใหมนำาไปสทฤษฎการพฒนากลมท 4

4.นำาเอาหลกการของฉนทานมตวอชงตน (ซงเปนสาระสำาคญของทฤษฎท 4 อนเปนทฤษฎทอยในแนวทางของเสรนยมใหม) ไปอธบายการพฒนาประเทศไทย (เนองจากทฤษฎกลมท 4 เปนทฤษฎทครอบงำาการพฒนาโลกทงโลกในเวลาน)

***ความแตกตางทสำาคญทสดกคอแนวคดแบบเคนสหรอ

แนวคดแนวทางการพฒนาแบบการพฒนาแหงชาตกบแนวทางการพฒนาแบบเสรนยมใหม (Neo-liberalism) กคอแนวทางแบบเคนสบอกวารฐจะตองเขามายงเกยวกบการพฒนาเศรษฐกจ สวนแนวทางแบบเสรนยมใหมบอกวารฐจะตองยงเกยวกบการพฒนาเศรษฐกจใหนอยทสด แตตองปลอยใหเศรษฐกจมการดำาเนนไปของมนเองอยางเสร

ขอมลทใชในก�รตอบ หลกก�รของแนวท�งก�รพฒน�ทง 2 แนว1. แนวคดการพฒนาแบบ

(Nationaldevelopmentlism) ซงไดรบอทธพลจากแนวคด แบบเคนส มหลกการทสำาคญคอ

-ใหความสำาคญกบบทบาทรฐในการรกษาเสถยรภาพทางเศรษฐกจและในการพฒนาเศรษฐกจ

-เสนอแนวทางการวางแผนแบบช น ำา ในการวางแผนเศรษฐกจของประเทศโดยใหรฐลงทนสรางโครงสรางพนฐานทางเศรษฐกจและกำาหนดนโยบายไปในทศทางทกำาหนดแลวปลอยใหเอกชนเปนฝายตดสนใจลงทน

-ใหความสำาคญกบเปาหมายการจางงานเตมอตราเหนอกวาเปาหมายเสถยรภาพราคา

-ใชงบประมาณแผนดนเปนเครองมอในการกำาหนดนโยบายเศรษฐกจมหภาค

-เชอวาการลงทนเปนปจจยสำาคญทกำาหนดการออม การลงทนทำาใหผลผลตและรายไดประชาชาตเพมขน

-ระบอบสงคมนยมประชาธปไตย ซงเคารพสทธและเสรภาพของประชาชน ใหความสำาคญกบสทธแรงงานและการรวมกลมเปนสหภาพแรงงาน

-ยทธศาสตรการพฒนาแบบปดทเนนสงเสรมนโยบายอตสาหกรรมเพอทดแทนการนำาเขา หรอเนนการพงพาตนเองแทนการนำาเขา โดยใชมาตรการปกปองอตสาหกรรมภายในประเทศ

-สงเสรมการจดรฐสวสดการโดยใชมาตรการดานภาษและการปฏรปทดน

(เวล�ตอบถ�จำ�ไมไดใหทงหมดเลอกตอบเฉพ�ะทสำ�คญๆ)

2. แนวทางแบบเสรนยมใหม มหลกการคอ-การใหความสำาคญกบปจเจกชนนยม

-สงเสรมแนวทางเสรนยมทางเศรษฐกจและสงเสรมระบบเศรษฐกจแบบเปดสโลกภายนอก

-เนนการลดบทบาทของภาครฐโดยมองวารฐเปนสาเหตสำาคญของปญหาเศรษฐกจ เพราะการแทรกแซงของรฐทำาใหมการบดเบอนราคา จงเสนอใหมการถายโอนกจการจากภาครฐไปสภาคเอกชน ลดคาใชจายของภาครฐลง

-เนนการลอยตวของราคา อตราดอกเบย และอตราแลกเปลยน ยกเลกการควบคมการแลกเปลยนเงนตราใหเงนไหลเขาออกอยางเสร สงเสรมการแขงขนเสร

แนวทางแบบเสรนยมใหมแบงไดเปน 3 แนวทาง คอ1.Free Market เปนแนวทางทเนนวาตลาดเทานนทม

สทธภาพ การพฒนาเศรษฐกจตองปลอยใหเปนหนาทของกลไกตลาด รฐอยาเขาแทรกแซง ตองใหมการแขงขน เพราะคนทไดประโยชนคอประชาชน

2.Public Choice แนวทางเศรษฐศาสตรการเมองใหม จะมองวา นกการเมอง/ขาราชการคอกลมผลประโยชนในตวของมนเอง เอาตำาแหนงหนาทมาแสวงหาคาเชาทางเศรษฐกจผานทางการแทรกแซงเชงนโยบาย ดงนนจะตองลดบทบาทของนกการเมองและขาราชการในการพฒนาเศรษฐกจลงไป

3.Market Friendly Approach เปนแนวทางทมองวารฐอาจจะมบทบาทจำาเปนบาง แตตองเลอกทำาในกจกรรมเอกชนไมทำา เชน การลงทนดานการศกษา ดานสาธารณปโภค ดานสาธารณสข ฯลฯ

คว�มเชอมโยงระหว�งแนวท�งก�รพฒน�กบทฤษฎก�รพฒน�

จากแนวทางการพฒนาแหงชาตหรอแนวทางแบบเคนสนนนำาไปสทฤษฎการพฒนา 2 กลมทฤษฎคอ

-กลมทฤษฎการเจรญเตบโตเปนเสนตรง หรอ The Linear – Stages of Growth Model

-กลมทฤษฎรปแบบการเปลยนแปลงทางโครงสราง ((Structural Change)

สวนแนวทางแบบเสรนยมใหมนนนำาไปสทฤษฎการพฒนาในกลมท เรยกวาทฤษฎตานแนวทางการปฏวต หรอ Neoclassical Counter Revolution ซงเปนทมาของฉนทานมตวอชงตน

อธบ�ยก�รพฒน�ประเทศไทยต�มฉนท�นมตวอชงตนจากแนวทางการพฒนาทง 2 แนวทางปจจบนนแนวทางทม

อทธพลตอการพฒนาทวโลกมากทสดรวมทงประเทศไทยดวย คอแนวทางการพฒนาแบบเสรนยมใหมทไดพฒนามาเปนแนวคดทเรยกวาฉนทานมตวอชงตน

หลกการฉนทานมตวอชงตนมหลายประการแตทสำาคญและเปนหวใจประกอบดวย หลกทเรยกวา 4’ation คอ

1.Liberation การเปดเสรทางเศรษฐกจ2.Stabilization การรกษาเสถยรภาพทางเศรษฐกจ 3.Privatization ถายโอนการผลตสภาคเอกชน4.Deregulation ลดการแทรกแซง ลดบทบาทของรฐตอในปค.ศ.1987 ไดเพมหลกการอก 2 ประการ คอ 1.เนนประชาธปไตย มนษยชน การมสวนรวมของประชาชน

(Democracy)2.ใหภาครฐและเอกชนมการบรหารจดการทด (Good

Governance)

จากหลกการดงกลาวเปนหลกการทมประเทศไทยของเรารบมาเปนแนวทางในการพฒนาประเทศโดยเฉพาะในสมยของรฐบาลชาตชายและตอเนองมาจนถงปจจบน กลาวคอ (อธบายพรอมยกตวอยางเปนขอๆ เปนการเขยนในเชงวเคราะห)

ขอยกตวอยางแบบคราวๆ ดงน1.Liberation การเปดเสรทางเศรษฐกจ (เชนเราเปดเสรให

ตางชาตเขามาลงทน เปดเสรการเงนในสมยรฐบาลชวน เปดเสร การคา เชนทกวนนทเรากำาลงทำา FTA หรอการเปดโอกาสใหคนตางชาตเขามาทำางานในเมองไทยอยางเสร การเปดเสรภาคบรการ เชนธรกจคาปลกทเขามาเมองไทยอยางเสร)

2.Stabilization การรกษาเสถ ยรภาพทางเศรษฐก จ (ประเดนนเราไดรบอทธพลมากในชวง IMF ทมนโยบายใหเรารกษาเสถยรภาพทางเศรษฐกจ เชนควบคมอตราดอกเบย ควบคมการใชจายภาครฐ)3.Privatization ถ ายโอนการผล ตส ภาคเอกชน (เราแปรรปรฐวสาหกจหลายอยาง เชนปตท.)4.Deregulation ลดการแทรกแซง ลดบทบาทของรฐ (เหนไดจากการปฏรประบบราชการ ลดกฎระเบยบทกอยางลง)ตอในปค.ศ.1987 ไดเพมหลกการอก 2 ประการ คอ 1.เนนประชาธปไตย มนษยชน การมสวนรวมของประชาชน

(จะพบวาทผานมาเราสงเสรมการมสวนรวมทกระดบ ทงในการทำางาน ทงในทางการเมอง รวมทงการกระจายอำานาจดวย)

2.ใหภาครฐและเอกชนมการบรหารจดการทด (จะพบวาทกหนวยงานถกบงคบใหมธรรมาภบาลทงภาครฐและเอกชน)

จากนนกสรปนะคะ**********************อ�จ�รยสมหร�นาจะม 2 ประเดนทจะออกเปนขอสอบ1.ความสมพนธระหวางการพฒนาเศรษฐกจ การเมอง การ

บรหารและสงคม ถาออกขอนตองวาดรปดวย

คำาอธบายตอรปนคอการพฒนาทำาเจรญเตบโตทางเศรษฐกจสงขน เมอเศรษฐกจ

ขยายตวในระยะแรกๆทำาใหอตราการเพมของประชากรจะสงขน ยงมประชากรมากขนการบรโภคกตองมมากทำาใหการขยายตวทางเศรษฐกจลดลง สงผลใหเกดความรนแรงในสงคม แตถารฐบาล

คว�มเคลอนไหว

สวสดการ

การเพมขนของ

คว�มเจรญเตบโตท�ง

การพฒนา

รายจายขององคกรรฐบาลในกจการ

ความรนแรงทางสงคม

_

+

++

+

_

สง+

+-สมพนธเสนตรง-

+

สามารถรกษาระดบการขยายตวทางเศรษฐกจไวไดจะชวยลดความรนแรงในสงคมลง

ขณะเดยวกนการพฒนาเศรษฐกจจะชวยสงเสรมรายจายทางพลเรอนของรฐบาล ไดแก รายจายดานสวสดการสงคม กจะชวยลดความรนแรงในสงคมได

แตถาการพฒนาเศรษฐกจมนอยรายจายของรฐทจะใชจายดานพลเรอนกตองลดนอยลงอาจไมสามารถลดความรนแรงในสงคมได

ทงนความรนแรงในสงคมเกยวของกบการเคลอนไหวทางสงคม (Social Mobilization) ดวย หากคนเพมขนแลวไมมโอกาสทจะเกดการเลอนชนทางสงคมกอาจจะมความรนแรงมากขนกได

การเลอนชนทางสงคมคอการปรบเปลยนสถานะของคน ซงทำาไดดวยการใหการศกษา เชนคนทเคยเปนลกชาวนากอาจจะเลอนชนเปนนกการเมองไดเพราะไดรบการศกษา (หากคนเลอนฐานะไมไดคนกจะเกดความรสกคบแคนใจและอาจจะนำามาซงความรนแรง)

ดงนนรฐบาลจงมความจำาเปนทจะตองทำาใหเกดการความสมดลระหวางการพฒนาเศรษฐกจ การเมองและการบรหาร เพอใหสงคมมความสมดลและไมเกดความรนแรงในสงคม

2.การใหกรณศกษามาแลวให-ระบสภาพปญหาหรอปรากฏการณ-ระบวธการหรอขนตอนการแกไขปญหา-ระบผลลพธจากการแกไข-บอกผลกระทบ-พดถงปจจยความสำาเรจในการพฒนา

ตวอย�งเรองบ�นหนองกล�งดงก�รพฒน�ชมชนหมบ �นหนองกล�งดง อ.ปร�ณบร

จ.ประจวบครขนธ พ.ศ. 2545 ชาวบานหนองกลางดงรวมตวกนพดคยปญหา

ของชมชนทกวนอาทตยแรกของเดอน หลงจากทไดกำาหนดแผนทของชวตวาในวนนและวนหนาพวกเขาจะเดนไปในทศทางใด ชาวบานเชอวากระบวนการพฒนาชมชนแบบนเดนไปถกทศทางแลว ยอนอดตไปใน พ.ศ. 2540 บานหนองกลางดงกเหมอนชมชนอน ๆ คอเปนสงคมเกษตร ชวตถกผกขาดโดยสงคมภายนอกทคอยตดสนใจแทนตนตงแตอาชพไปจนถงการดำารงชวต

แตแรงและทนทลงไปในการเกษตรกลบกลายเปนผลกำาไรของนายทนและพอคาจนหมด โดยทนทางสงคมในชมชนถกละเลยไป ในทสดเมอสงคมภายนอกออนแอสงคมชมชนภายในกออนแอตามไปดวย ชาวบานจำาตองยอมรบสภาพปญหาน เชน ยาเสพตด การพนน การลกขโมย ผใหญบานจงจดประชมประจำาเดอนใหชาวบานมารวมกนแกไขปญหาและสามารถจดการไดใน 2 ปตอมา

ผใหญโชคชย ลมประดษฐ กาวขนมาเปนผนำาชมชนในชวงทเกดการลมละลายทางเศรษฐกจ ปญหาของหนองกลางดงทสะสมไวมากมายถกแกไขโดยอาศยความรวมมอของชาวบานทตองการเหนสภาพชมชนดขนโดยไมตองรอคอยความชวยเหลอจากภาครฐ คำาตอบคอการสรางแผนชมชนพงตนเอง ใหชาวบานรวมกนกำาหนดทศทางเด นของพวกตนไดเอง มการประชมก ำาหนดแผนการปฏบตงานโดยชาวบาน พงพาภายนอกเทาทจ ำาเปน ทงนรฐธรรมนญ พ.ศ. 2540 กไดใหสทธและอำานาจแกชมชนไวมาก

พอสำาหรบการพฒนาทองถนดวยตวเองในหลาย ๆ ดานโดยรฐตองใหงบประมาณและอำานาจแกชมชน

ผใหญฯ โชคชยกลาววา การแกปญหาทผานมาเปนการแกตามความรสก ตองเกบขอมลชมชนมาวเคราะหหาสาเหตจะชวยใหเกดการแกปญหาในเชงลก จากประสบการณพบวาการเปดเวทแสดงความคดเหนใหชาวบานไมประสบความสำาเรจเพราะชาวบานยงไมกลาทจะแสดงความคดเหน จงสรางแบบสอบถามมาเพอสำารวจขอมล ขอมลทไดจะบอกใหทราบถงปญหาและศกยภาพของชมชน อนจะนำาไปสแนวทางในการปองกนและแกไขปญหาไดถกตองเหมาะสมกบแตละชมชน

ขนตอนการดำาเนนการ1. ร ว ม ก น ค ด แ บ บ ส อ บ ถ า ม แ ต ล ะ ช ม ช น ค ว ร ค ด

แบบสอบถามของตนเองเพอจะไดสอดคลองกบความตองการของชมชน

2. เกบขอมล ในการเกบขอมลบางคร งชาวบานกใหขอมลเทจเพราะไมเขาใจวาจะนำาขอมลไปทำาอะไร ขอมลจะกลบมามผลรายตอตนเองหรอไม แตผใหญบานกไดชแจงใหชาวบานเขาใจวาขอมลนจะนำามาสการพฒนาชมชนทยงยนในวนหนา

3. รวบรวมและสงเคราะห เมอไดขอมลมาแลวผใหญฯ กขอแรงพเลยงจากภายนอกมาชวยทำาความเขาใจกบตวเลข แลวจดระบบขอมลทงายตอความเขาใจ

4. วเคราะหและรบรขอมลรวมกน ระดมชาวบานทงชมชนอยางนอยบานละ 1 คนมารวมกนหาจดออนจดแขงของชมชน

นคอขนระบปญห�

นคอกระบวนการจดทำาแผนชมชนพงตนเอง ปญหาแรกทชาวบานตองการใหแกไขกอนคอปญหาเศรษฐกจเรองหนสนททงหมบ านมหน รวมก นกวา 13.8 ลานบาท จงระดมก นค ดหาทางออกและสามารถกระทำาไดดงน

1. ระดมกนลดตนทนการผลต ลดการใชปยเคมและยาฆาแมลง หนมาใชปยชวภาพโดยใหเกษตรอำาเภอมาชวยเร องเทคนคและอบรมชาวบาน

2. เพมมลคาผลผลต จากปญหาการทงสบปะรดผลเลกไปโดยเปลาประโยชนชมชนไดมการระดมทนจากชมชนและขอจาก อบต. มาสรางโรงกวนสบปะรดเปนการสรางมลคาเพมใหผลผลต

3. ประหยดรายจาย ตงรานคาชมชน ป มนำามนชมชน ใหคนในชมชนทำาสจจะรวมกนวาจะไมไปซอของนอกหมบาน จะซอเฉพาะในรานคาของหมบานแลวนำากำาไรกอนปนผลหกเขากองทน ถอเปนการชะลอเงนไหลออกนอกชมชนทไดผล

4. หาทนดอกเบยตำามาเสรมโดยการกอตงกองทนชมชนมวตถประสงคเพอเปนแหลงเงนทนหมนเวยนดอกเบยตำาและเปนสวสดการใหผยากลำาบาก นอกจากนยงแบงปนกำาไรจากรานคา ปมนำามน กลมออมทรพย จ ำานวน 20% และจากประปาหมบาน 100% มาเปนทนกลางของตวหมบาน

นคอขนกำ�หนดวธก�รแกปญห�ผใหญบานเชอวา การทำาแผนขอมลชมชนเปนการฝกใหคนได

คด เมอคดไดแลวยอมเกดจตสำานกนำาไปสการเปลยนพฤตกรรมอนจะชวยใหสามารถแกไขวกฤตในชมชนได

ผลของแผนชมชนพงตนเอง 1.คว�มสมครสม�นส�มคคของคนในชมชน 2.ทศท�งก�รพฒน� 3.คว�มเขมแขงของชมชนในระดบโครงสร�งร�กฐ�น

(ขอนเปนผลพลอยได) ผลพลอยไดของแผนชมชนพงตนเอง (ผลลพธของปญห�)

1. โครงสรางสภาผนำาชมชน ไมเกยวกบอำานาจหรอการปกครองแตเกยวกบชวตและการทำามาหากน

2. โครงสรางกองทนชมชน แกปญหาเรองเงนทน ชวยใหมทนหมนเวยนในชมชน

3. โครงสรางระบบขอมลชมชน ชวยสรางโอกาสและศกยภาพใหชมชนโดยตรง

อ�จ�รยชยชนะออกการพฒนาทางการเมองโดยใหอธบายเชอมโยงกบ

กฎหมาย (หรอแนวทางนตสถาบน)กลาวคออาจารยกำาลงตงคำาถามกบเราวา หากพจารณาจาก

กฎหมายและสถาบนทงในแงกฎหมายพรรคการเมอง รฐธรรมนญ หรอสถาบนอนๆ เชนสถาบนตรวจสอบ แลวการเมองไทยถอวาพฒนาแลวหรอไม อยางไร

คำาตอบคราวๆกคอ เรามระบบกฎหมายและสถาบนททนสมย ซงเปนไปตามความคดของนกทฤษฎพฒนาทางการทางเมองทบอกวาการพฒนาทางการเมองจะตองมสถาบนทางการเมองทหลากหลายและทำาหนาทเฉพาะอยาง

ซงประเทศไทยของเราถาพจารณาตามกฎหมายนนเรามสถาบนทางการเมองทหลากหลายมาก แตในทางปฏบตกลบมการเมองทไมพฒนา

เชนในป 2540 เรามรฐธรรมนญทตองการพฒนาใหระบบพรรคการเมองเปนระบบ 2 พรรคใหญ เราจงมขอกฎหมายทสอดคลองเพอใหการพฒนาการเมองเปนไปตามแนวทางทตองการ เชนจดใหมระบบการเลอกตงแบบปารตลส กำาหนดวนในการสงกดพรรคของผสมคร (เรองการยายพรรค) แตสดทายพรรคการเมองไทยของเราไมพฒนา เนองจากการเตบโตของพรรคการเมองไมไดเตบโตโดยมฐานจากประชาชน แตเปนการเตบโตโดยการควบรวมพรรคการเมองอนๆ หรอดงนกการเมองจากพรรคอนมารวมกนในพรรคจนเปนพรรคใหญ

สดทายพรรคการเมองของไทยจงลมสลาย ตวอยางเชนพรรคความหวงใหม มาจนถงพรรคไทยรกไทย

(อนนกงบอกคราวๆ แตเวลาตอบตองดโจทยดวยวาอาจารยถามอยางไรนะคะ)

อ�จ�รยพมลไมแนใจมากทสดวาอาจารยจะออกอะไร แตใหไปด 2 เรองนะ

คะ1.การพฒนาตามแนวคดของอมาตยา เซน2.การพฒนาชมชนของนกศกษาเอง(ขอท 1 มความเปนไปไดเพราะอาจารยพมลชอบแนวทางการ

พฒนาแบบทางเลอก )สวนอ�จ�รยสรพล โจทยไมนาจะแตกตางไปจากขอสอบเกา

มากนก แตใหเตรยมขอมลการเมองปจจบนไปตอบดวยนะ ทง

เรองบทบาททหาร ทงเรองการรวบพรรค ยบพรรค ยายพรรคในเวลาน

Recommended