คำนำluangpa.org/upload/pdf/9800fe82f7df4f1ebda7d755672d2f4b.pdf ·...

Preview:

Citation preview

คำนำ หนงสอ ประสบการณการศกษาสมมาปฏบตตามแนวสตปฏฐาน ๔

ถงธรรมกายและพระนพพานของพระพทธเจาน เปนหนงสอทขาพเจาไดรวบรวม

เรยบเรยง เขยนขนจากการไดศกษาสมมาปฏบตตามพระธรรมคำส งสอน

องคสมเดจพระสมมาสมพทธเจา และจากพระอปชฌาย ครอาจารย โดยเฉพาะ

อยางยงหลวงพอวดปากนำ พระเดชพระคณพระมงคลเทพมน (สด จนทสโร)

ผปฏบตไดเขาถง-ร-เหน และเปนพระธรรมกาย และพระนพพานของพระพทธเจา

ไดสงสอนถายทอดวชชาธรรมกาย ใหไวกบพระเดชพระคณพระราชพรหมเถร

รองเจาอาวาส และอาจารยใหญฝายวปสสนาธระ วดปากนำ ภาษเจรญ กรงเทพมหานคร

ผไดแนะนำสงสอนถายทอดวชชาธรรมกายใหแกขาพเจาและจงไดแนะนำ สงสอน

ศษยานศษยสบตอมาจนถงปจจบนน ซงทำใหไดรบผลแหงการศกษาสมมาปฏบต

และเกดประสบการณพอสมควร ตงแตสมยทขาพเจายงเปนฆราวาสผครองเรอน

และภายหลงไดบรรพชาอปสมบทในพระพทธศาสนาจนถงปจจบนน ซงสงผล

ใหขาพเจามความมนใจอยางแนวแน วา การศกษาสมมาปฏบตตามแนวสตปฏฐาน ๔

ถงธรรมกายและพระนพพานของพระพทธเจา นแหละ เปนทางทจะทำใหเรา

และสรรพสตวโลกถงความพนทกข และเกดความสนตสข ไดจรง และเกดความ

ศรทธาอยางแรงกลาทจะศกษาสมมาปฏบตตามแนวปฏบตน และปรารถนาทจะ

ชแจง แนะนำ สงสอนแนวทางปฏบตน ใหแกสาธชนทวไป ผสนใจในการศกษาสมมาปฏบต

เพอใหเกดความสนตสขแกตนเอง และแกผอน สบตอไป

ขออำนาจคณพระศรรตนตรย จงไดโปรดดลบนดาลประทานพรใหทกทาน

จงเจรญรงเรองในธรรมของสมเดจพระสมมาสมพทธเจา ใหประสบความเจรญรงเรอง

และสนตสขในชวต และไดบรรลมรรค ผล นพพาน ทสนสขแหงทกข และเปนบรมสข

อยางถาวร ตลอดกาลนานเทอญ.

(พระเทพญาณมงคล)

เจาอาวาสวดหลวงพอสดธรรมกายาราม

เจาสำนกปฏบตธรรมประจำจงหวดราชบร แหงท ๑

อำเภอดำเนนสะดวกจงหวดราชบร

3

บทท ๑

ประสบการณกอนอปสมบทเปนพระภกษในพระพทธศาสนา

4

5

6

7

ประสบการณกอนอปสมบท

เปนพระภกษในพระพทธศาสนา

เกด วนท ๖ มนาคม ๒๔๗๒ ทบานถนนหก ตำบล

นางรอง อำเภอนางรอง จงหวดบรรมย (ใกลปราสาทภเขาพนมรง)

ในตระกลราชการ–พอคา–เกษตรกรรม เปนครอบครวผมอนจะกน

พอสมควรคณป “อว” (ชอทชาวบานเรยก) คอ หลวงพทกษวรคณ

อดตเจาเมอง (อำเภอ) นางรองจงหวดบรรมย บดาชอนายทองด

มารดาชอนางบญนาค (ตบ) อาชพทำนา–คาขาย มารดาเปน

ลกสาวชาวจนกวางตง (จากมณฑลกวางตง ประเทศจน) บดา

เปนลกชายคนเดยวของป

เรยนจบชนประถมศกษาปท ๔ จากโรงเรยนบานถนนหก

จบชนมธยมศกษาตอนตน จากโรงเรยนกฤษณวทยา อำเภอนางรอง

จบชนมธยมศกษาตอนปลาย จากโรงเรยนบรรมยวทยาลย

และจบเตรยมอดมศกษา (แผนกอกษรศาสตร) จากโรงเรยน

8

ราชสมาวทยาลย (สมยทโรงเรยนตงอยใกลชมทางรถไฟ “จระ”)

อำเภอเมอง จงหวดนครราชสมา เปน ๑ ในนกเรยนโรงเรยน

ราชสมาวทยาลย ทมผลการสอบชนเตรยมอดมศกษาทวประเทศ

ทสอบไลไดคะแนนเยยม ๕๐ คน และไดรบการตดรายชอ ท Board

กระทรวงศกษาธการ เปนเวลา ๑ ปการศกษาในยคนน

จบการศกษาชนปรญญาตรสาขาพาณชยศาสตรการบญช

(พณ.บ.) และประกาศนยบตรการบญช (เทยบเทาปรญญาตร)

จากคณะพาณชยศาสตรและการบญช มทานอาจารยจรญ วมลศร

เปนคณะบด และมศาสตราจารยสญญา ธรรมศกด (อดตประธาน

องคมนตร) เปนอธการบด

ในยคแรกทเขาเรยน มทานอาจารยสาขาวชาพาณชย–

ศาสตรและการบญช ทตองกราบขอบพระคณหลายทาน ไดแก

ทานศาสตราจารย ดร.คณหญงพยอม และ ดร.สธ สงหเสนห ฯลฯ

และมเพอนรวมรน ไดแก ศาสตราจารย คณหญงนงเยาว ชยเสรย

(ตอมาทานไดดำรงตำแหนงคณบด คณะพาณชยศาสตรและการบญช

อธการบด และนายกสภามหาวทยาลยธรรมศาสตรตามลำดบ

จนเกษยณอาย) คณศรลกษณ รตนากร (เคยดำรงตำแหนง

ผจดการตลาดหลกทรพยฯ) กบเพอนรกขาพเจา พล.ต.นพนธ

พลภทรพจารณ ซงไดถงแกกรรมเมอเพงเกษยณอายได ๑ ป

และคณะนกศกษาหญงผเรยนด ฯลฯ ซงตอมาไดยนวาเพอนรวมรน

9

ไดถงแกกรรมไปทละคนๆ ตามกฎเกณฑธรรมชาต อนจจ ทกข

อนตตา ตามๆ กนไป กตองเตรยมทำใจ เผอถงควเราบางไมชากเรว

ซงกตองขอบคณคณคร–อาจารย และเพอนๆ รวมรน

ทยงพอไปเยยมเยยนกนได กไดมาเยยมเยยนอาตมภาพทกๆ ป

เสมอมา แมตางชราภาพกนแลว และแมคอยๆ เงยบหายกนไป

ทละคนสองคน

ขณะเรยนอยชนปรญญาตรนน ขาพเจาเรมมชวต “ครอบครว”

และไดรบราชการเปนเสมยนพนกงานอยกองวชาการ กรมประชาสมพนธ

ซงตงอยใกลกรมสรรพากร (เดม) อยปลายถนนราชดำเนนกลาง

ใกลทองสนามหลวง ในยคนน ม พล.ท.มล.ขาบ กญชร เปนอธบด

กรมประชาสมพนธ คณช ณ ลำปาง เปนรองอธบด คณกำจด กพาณชย

เปนหวหนากองวชาการ (ตอมาไดเปนอธบดกรมประชาสมพนธ)

และมคณประดษฐ ไทยานนทเปนหวหนาแผนก อาศยทผบงคบบญชา

ใจดเหนอกเหนใจลกนอง ทานจงอนญาตใหไปเรยนทคณะพาณชย–

ศาสตรและการบญช มหาวทยาลยธรรมศาสตร ซงตงอยระหวาง

ขอบสนามหลวงกบแมนำเจาพระยา โดยเดนลดขามคลองเลกๆ

ผานขอบสนามหลวงไปเรยนทคณะฯ จนจบการศกษาชนปรญญาตร

พาณชยศาสตร (พณ.บ. ) และประกาศนยบตรการบญช

(เทยบเทาปรญญาตร)

10

ในการทขาพเจาไดเขาทำงานเปนเสมยนพนกงานอย

กรมประชาสมพนธแมเปนระยะเวลาอนสน กยงมผลใหขาพเจาไดรบ

เมตตาจากผใหญในกรมประชาสมพนธ ทไดเคยใหความรวมมอ

ชวยเหลอในการเผยแผธรรมอกหลายทาน เชน ทานรกษศกด

วฒนพาณช ผซงตอมาไดเปนอธบดกรมประชาสมพนธ แมเมอ

ขาพเจาไดลาออกมาแลวขณะเมอมาทำงานอยสำนกขาวสาร

อเมรกน ไดดำเนนโครงการ “ธรรมปฏบตเพอประชาชน วดปากนำ

ภาษเจรญ” โดยมพระเดชพระคณพระธรรมธรราชมหามน

(ปจจบน คอ เจาพระคณสมเดจพระมหารชมงคลาจารย ผปฏบต

หนาทสมเดจพระสงฆราช) อธบดสงฆ วดปากนำ ภาษเจรญ

เปนประธานพระเมธวราภรณ (ปจจบนคอ“พระเดชพระคณ

พระวสทธวงศาจารย เจาคณะใหญหนเหนอ รองเจาอาวาส

วดปากนำฯ) เปนรองประธาน (ฝายปรยตธรรม) และพระเดช

พระคณพระภาวนาโกศลเถร (ปจจบนคอ พระเดชพระคณ

พระราชพรหมเถร อดตรองเจาอาวาสวดปากนำ ฝายวปสสนา

มรณภาพแลว) เปนรองประธาน (ฝายวปสสนา) และขาพเจา

ในนาม “มงคลลบตร” เปนกรรมการผจดการรายการวทย

“ธรรมสสนต” ออกอากาศทางสถานวทยกระจายเสยงแหง

ประเทศไทยของกรมประชาสมพนธ รวม ๒๐ สถาน (ทวประเทศ)

โดยมทานรกษศกดฯ อธบดกรมประชาสมพนธในครงนน กบ รกษศกดฯ อธบดกรมประชาสมพนธในครงนน กบ รกษศกดฯ อธบดกรมประชาสมพนธ

ศ.ดร.นคม จนทรวทร อดตอธบดกรมแรงงาน ผซงภายหลงได

ไปทำหนาทผอำนวยการ ILO องคกรแรงงานระหวางประเทศ

11

(ในสงกด UNO องคกรสหประชาชาต) กไดชวยใหรายการ

“ธรรมสสนต” ไดออกอากาศทางสถานวทยกระจายเสยง

แหงประเทศไทยไปทวประเทศ ตอมาอกหลายป ซงเปนเรองทนา

อนโมทนาสาธการเปนอยางยง

มหาวทยาลยธรรมศาตรในยคนน เพงเปลยนชอ ตาม

นโยบายของรฐบาล สมยจอมพล ป. (แปลก) พบลยสงคราม

(หลวงพบลยสงคราม) จากคำวา “มหาวทยาลยธรรมศาสตร

และการเมอง” (ตงขนโดยรฐบาลในยคกอน และมศาสตราจารย

ดร.ปรด พนมยงค เปนผประศาสนการมหาวทยาลย) มาเปน

“มหาวทยาลยธรรมศาตร” จนถงปจจบน

ตอมามหาวทยาลยธรรมศาสตร ไดเปดการเรยนการสอน

ชนปรญญาโท สาขาวชารฐประศาสนศาสตร (Public Adminiสาขาวชารฐประศาสนศาสตร (Public Adminiสาขาวชารฐประศาสนศาสตร

stration) จงไดสมครสอบเขาเรยนได และสาขาวชาทเรยนสวนใหญ

เปนภาษาองกฤษ ตำราเรยนกเปนภาษาองกฤษแทบทงสน แตกได

ตงใจเรยนเตมเวลาเพอใหสำเรจโดยเรว เพออนาคตของครอบครวดวย

จงตองลาออกจากกรมประชาสมพนธโดยปรยาย และสามารถเรยน

สอบไลไดทกลกษณะวชาตามหลกสตร ๑ ป ครง กจบภาคขอเขยน

พศดาร (ComprehensiveCourses) คอสอบรวมทกลกษณะวชา

ซงเปนภาคบงคบ เมอสอบไลได จงมสทธทำวทยานพนธใหสำเรจ

การศกษา ชนปรญญาโท ทางรฐประศาสนศาสตร จากมหาวทยาลย

ธรรมศาสตร โดยสมบรณ

12

พอขาพเจาไดสอบไลภาควชาขอเขยนพสดาร (Comprehen–

siveCourse) ไดสำเรจครบตามหลกสตร (โดยไมตองสอบซอม)

ยงไมไดทำวทยานพนธ กพอด Mr.Daniel L. Camp ผอำนวยการ

Regional Research Office, U S I S, American Embassy

กรงเทพฯ ซงดแลและควบคมโครงการวจยและประเมนผล

สำนกขาวสารอเมรกน ทตงอย ในประเทศตางๆ ในภาคพน

เอเชยอาคเนย ไดแก สำนกงานในประเทศอนเดย พมา ไทย

ฟลปปนส ลาว เขมร เวยดนาม ญปน และใตหวน เปนตน

ไดสงเจาหนาทมาเชญขาพเจาไปทำหนาท Research Assistant

สำนกวจยภาคพนเอเชยอาคเณย ขาพเจาจงไปรบทำงานในหนาท

ดงกลาว เปนพนกงาน คอ ขาราชการทองถนของรฐบาลสหรฐอเมรกา

(U.S. Government Local Employee) ตงแตบดนนเปนตนมา

และไดทำวทยานพนธชนปรญญาโท รฐประศาสนศาสตร (รป.ม.

เกยรตนยม “ด”) ไดสำเรจในปเดยวกนนเอง

พอทำงานมาได ๕ ป กถกสงไปดงานและเรยนเพมพน

ความรและทกษะ ประสบการณ ในวชาการวจยและประเมนผล

ทสถาบนสงคมศาสตร Institute Of Social Research, The

University Of Michigan, Ann Arbor ประเทศสหรฐอเมรกา

แลว ออกเดนทางไปดงาน Public Opinion Survey Research

ตามมหาวทยาลยตางๆ ในประเทศสหรฐอเมรกาแหงสดทาย

ในอเมรกา คอ ท East–West Center, Hawaii แลวไดเดนทาง

ไปดงานดงกลาวทงในตางประเทศอนๆ เชน อนเดย อสราเอล ญปน

13

ใตหวน และฮองกง ฯลฯ พอกลบมาทำงานไดประมาณ ๕–๖ เดอน

กไดรบเลอนตำแหนงเปนหวหนาฝายวจย (Research Specialist)

จนลาออกกอนเกษยณอาย ๓ ป เมอสนเดอนมกราคม พ.ศ. ๒๕๒๙

และเปนพนกงานบำนาญของรฐบาลสหรฐอเมรกา ตงแตนน

เปนตนมา

ในระหวางทำงานอยสำนกขาวสารอเมรกน กรงเทพฯ

นน กไดรบเปนผบรรยายพเศษสาขาวชาการสำรวจวจยประชามต ผบรรยายพเศษสาขาวชาการสำรวจวจยประชามต ผบรรยายพเศษสาขาวชาการสำรวจวจยประชามต

และการประเมนผลงานการสอสารมวลชน แกนกศกษาชน

ปรญญาตร วทยาลยกรงเทพฯ โดยมทานอาจารย ดร.เจรญ คนธวงศ ดร.เจรญ คนธวงศ ดร.เจรญ คนธวงศ

เปนอธการบด (กอนมฐานะเปนมหาวทยาลย) ทซอยกลวยนำไทย

และเปนผบรรยายแกนกศกษาชนปรญญาตรและชนปรญญาโท

คณะวารสารศาสตร มหาวทยาลยธรรมศาสตร ณ อาคารทเคย

เปนทตงคณะรฐประศาสนศาสตรแตเดม ทเคยเรยนอยชนปรญญาโท

ดงทกลาวมาแลวจนกระทงมาบวชเปนพระภกษในพระพทธศาสนา

เมอวนท ๖ มนาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ จงไดหยดสอน แตแมน

เมอบวชแลวในพรรษาแรก กยงไดรวมกบคณาจารยจากทง

มหาวทยาลยธรรมศาสตร มหาวทยาลยสโขทยธรรมาธราช

และจฬาลงกรณมหาวทยาลย ทำตำราเรยน ชอ (ถาจำไมผด)

หนงสอ “สถตวจย–สอสารมวลชน” ใหไว ณ หองสมดมหาวทยาลย

สโขทยธรรมาธราช อกดวย

14

ในการไดเขาศกษาเลาเรยนในมหาวทยาลยธรรมศาสตรจนจบชนปรญญาตร/โท และไดเขาทำงานในองคกรของรฐบาล ตางประเทศทมสำนกงานอยในประเทศไทยดงกลาวแลว กไดมเพอนรวมสถาบนศกษาทมหาวทยาลยธรรมศาสตร แลวมาเปนเพอนรวมงานกนทงสวนราชการและองคกรระหวางประเทศ อกหลายทาน โดยเฉพาะอยางยง ทานอาจารยอรณ งามด อดตเพอนนกศกษาชนปรญญาโท คณะรฐประศาสนศาสตร และ อดตผอำนวยการโรงเรยนการประชาสมพนธ (ภายหลงไดเปน อธบดกรมประชาสมพนธ ) ได เชญขาพเจาไปเปนผบรรยาย “วชาการสำรวจวจยประชามต” ใหแกนกเรยน/ขาราชการ ผเรยนหลกสตรประชาสมพนธ (ฝายอำนวยการ) อกหลายรน และขาราชการและนกเรยนหลกสตรดงกลาวนน กไดเจรญกาวหนา ในหนาทราชการถงระดบเปนอธบดกรมประชาสมพนธ เชน ทานสมพงษ วสทธแพทย กบทานอนๆ อกหลายทาน และแม เมอขาพเจาบวชมาในพระพทธศาสนาแลว ทานอาจารยอรณ งามด อาจารยอรณ งามด อาจารยอรณ งามดกยงไดเมตตาตดตามมาชวยกจการใหการศกษา อบรม เผยแผ ธรรมะกบขาพเจา โดยมารบหนาทเปนประธานมลนธพทธภาวนาวชชาธรรมกาย ตอจากทานศาสตราจารยบญญต สชวะ อยนาน จนสนวาระและปจจบนทานยงไดทำหนาทเปนทปรกษามลนธฯอกทงทานรองศาสตราจารยสมพร แสงชย เคยเปนเพอนรวมงานกน ทองคการบรหารวเทศกจแหงสหรฐฯ (U.S.O.M.) ซงทานเหลาน เปนเพอนกนมาตงแตสมยเปนนกศกษามหาวทยาลยธรรมศาสตร มาดวยกน แมแกเฒาแลวกยงไมลมกน

15

มหาวทยาลยธรรมศาสตร ซงแตเดมคอ “มหาวทยาลยธรรมศาสตรและการเมอง” จงเปนสถาบนการศกษาแหงเดยวในประเทศไทย ทขาพเจาประทบใจ ฝงใจในอดต ไดเปนสถานทหลอหลอมวชาความร และประสบการณในการปกครองและบรการราชการแผนดน ตามระบอบประชาธปไตย อนมพระมหากษตรยทรงเปนพระประมขอยางบรสทธ และสมบรณดทสดแหงหนงของโลก โดยเฉพาะอยางยงของประเทศในภมภาคเอเชยอาคเนย(Southeast Asian Countries) ทขาพเจาภมใจในสถาบนแหงนท ไดมาเรยน–ศกษาหาวชาความร ไดความรซงทงในดานการปกครองและการบรหารราชการแผนดน กบอกทงในดานการเศรษฐกจ–การคลง และการบรหารธรกจเอกชน

อกประการหนง คอ ตลอดระยะเวลาทดำเนนชวตมา ยงไดประสบพบเหนตรงๆ ดวยตนเองจากการศกษาวจย และ/หรอ จากสอมวลชนตางๆ เกยวกบพฤตกรรมของนกปกครอง– นกบรหารประเทศชาต ซงมทงนกการเมอง นกการทหารและ นกวชาการ มาหลายยคหลายสมย ตงแตยคจอมพล ป. (แปลก) พบลยสงคราม (หลวงพบลยฯ) แลวกมาถงยคจอมพลสฤษด ธนรชต ฯพณฯ ศาสตราจารย สญญา ธรรมศกด (อดตประธานองคมนตร และอธการบดมหาวทยาลยธรรมศาตร) จอมพลถนอม กตตขจร พล.อ.เปรม ตณสลานนท (ประธานองคมนตร–ปจจบน) จนมาถงยคประชาธปไตยเบงบานอยระยะหนง แลวกกลบหบเหยวเฉาลงอก (ขณะทเขยนรางหนงสอน คอ วนท ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๙

ขาพเจามอาย ๘๗ ปเตม (อยาง ๘๘)

16

นคอประสบการณในชวต กอนไดรบการบรรพชาอปสมบท

เปนพระภกษในพระพทธศาสนา เมอวนท ๖ มนาคม พ.ศ. ๒๕๒๙

มาถงปจจบน

เรมตงแตเปนเดกหนมบานนอก เดนทางเขากรงดวย

มอเปลา มาปกครองและบรหารตน ปกครองและบรหารครอบครว

เพอสรางชวตตน ในกรงจนศกษาสำเรจสงพอประมาณ และได

มโอกาสเขาทำงานทางวชาการเปนพนกงานของรฐบาลตางประเทศ

จนลาออกกอนเกษยณอาย (เมออายได ๕๗ ปเตม ยางปท ๕๘)

เพอมาศกษาสมมาปฏบตธรรม บำเพญบญบารม เพอความเจรญแ

ละสนตสขในบนปลายชวตอย ณ วดปากนำ ภาษเจรญ กรงเทพฯ

๕ พรรษาและไดมาเปนเจาอาวาสวดหลวงพอสดธรรมกายาราม

ทพระมหาเถรานเถระ ขาพเจาฯ และญาตโยมไดชวยกนสราง/

จดตงขน ทอำเภอดำเนนสะดวก จงหวดราชบร ตงแตป พ.ศ. ๒๕๓๔

ตลอดมาจงถงตราบเทาทกวนน

17

บทท ๒

ศรทธาการศกษาสมมาปฏบต

ถงธรรมกายและพระนพพานของพระพทธเจา

18

19

20

21

ศรทธาการศกษาสมมาปฏบต

ถงธรรมกาย

และพระนพพานของพระพทธเจา

ในระหวางทขาพเจาไดทำงานอยสำนกขาวสารอเมรกน

(US.Information Service, American Embassy กรงเทพฯ)

ขาพเจาไดมเพอนรวมงาน อย ในแผนกศลปและนทรรศการ

(Arts & Exhibits) ผสนใจในพระพทธศาสนาหลายคน

ไดแก คณประเสรฐ เกตทต (หวหนาแผนก–ถงแกกรรมแลว)

คณประยทธ เงากระจาง (ผสรางหนงการตนคนแรกของไทย–

ถงแกกรรมแลว) คณสะอาด ถนอมวงค คณบญชย เมธางกร

และคณนพรตน ลวศร พอเลกงานตอนเทยง รบประทานอาหาร

เทยงแลว ตางกกลบมาชมนมสนทนาธรรมกนเปนประจำ

ขาพเจากไดไปรวมวงสนทนากบเขาดวยเสมอ หลงจากทได

22

สนทนากนถงปฏปทาแนวทางปฏบตธรรม ของหลายสำนก

ไดแก สำนก พอง–ยบ สายวดมหาธาต ทาพระจนทร สำนก

“สมมาอะระหง (ธรรมกาย)” สายวดปากนำ ภาษเจรญ

สำนก “พทโธ” สายพระอาจารย (หลวงป) มน ภรทตโต

และสำนกอานาปานสต สายสวนโมกข (หลวงพอพทธทาส)

ดวยวญญาณของนกวจยจงไดผลสรปเพอตดสนใจเลอกแนวทาง

ปฏบตตามแนวสตปฏฐาน ๔ ถงธรรมกาย และพระนพพานของ

พระพทธเจาของสำนก “สมมาอะระหง” โดยพระเดชพระคณ

หลวงพอวดปากนำ พระมงคลเทพมน (สด จนทสโร) ผปฏบต

ไดผลด คอถงธรรมกายและพระนพพาน เปนทประจกษแลว

จงสอนผอนซงขาพเจาเหนวาทานสอนตรงตามหลกไตรสกขา

คอการศกษาอบรมกาย–วาจา (ดวยเจตนาความคดอานทด)

โดยทางศล และการศกษาอบรมจต โดยทางสมาธ เรยกวา

“สมถภาวนา” และอบรมปญญา โดยทางวปสสนาภาวนา

รวมเรยกวา “สมถวปสสนาภาวนา หรอกมมฏฐาน ซงเปน

การศกษาสมมาปฏบต ตามทางสายกลาง (มชฌมาปฏปทา”

คอ มรรคมองค ๘ ทสมบรณและชดเจนทกขนตอน

เฉพาะในเรอง “ศล” ขาพเจาไดยนวาพระเดชพระคณ

หลวงพอ (พระมงคลเทพมน สด จนทสโร) ทานเครงครดในศล

คอ ทานมความสำรวมในศลและอนทรยมาก ไดทราบวามพระ–

ผใหญใกลชดกบทานรปหนง ชอบใหผหญงคนหนงเขาไปคยดวย

23

ในกฏ ซงเปนหองแคบๆ ทานหามแลวกยงฝนทำ มวนหนง

ทานเหนดวยญาณทศนะวาพระภกษรปนน ใหผหญงคนนนเขาไปคย

ดวยในหองอกแลว ทานไดใชใหศษยคนหนงไปดใหเหนประจกษ

ดวยตา แลวกลบมารายงานทาน หลวงพอทานกไดลงโทษใหขบ

ออกไปเสยจากวด ยงมอกเรองหนง กอนพระเดชพระคณหลวงพอฯ

จะมรณภาพ ทานไมทราบวาวดมเงนเทาใด แตทานปรารภกบ

ผใกลชดวา อยากไดพระบรมสารรกธาต ทไดมผขดเจาะเจดยทงลอ

(อยจงหวดพะเยา) แลวไดนำมาจะถวายแกมขายใหทานๆ กถาม

ผใกลชดวา เดยวนมเงนไหม? ถามจะไดบชาพระบรมสารรกธาต

นนไว แลวใหสรางเจดยเปนทประดษฐานพระบรมสารรกธาตนน

ตรงบรเวณหนาหอฉน แตทราบจากผใกลชดวาเงนไมม (หรอมไมพอ

กไมทราบ) ในระยะเวลานน พระเดชพระคณหลวงพอฯ ทานจง

ยงไมไดพระบรมสารรกธาตนน ตอมาภายหลงททานไดมรณภาพแลว

มคฤหบดไดบชาพระบรมสารรกธาตนนไว แลวนำมาถวายไวท

วดปากนำฯ และทเจาอาวาสวดพระธรรมกายในปจจบนและ

พระเดชพระคณพระราชพรหมเถร รองเจาอาวาสและอาจารยใหญ

ฝายวปสสนา กไดเมตตาแบงมาใหไวทขาพเจาสวนหนง เพอบรรจ

ในพระมหาเจดยสมเดจฯ ทกำลงสรางอยในขณะนดวย กเปน

ทนาอนโมทนาในปฏปทาและวตรปฏบตของพระเดชพระคณ

หลวงพอวดปากนำฯ ยงนก ทเครงครดสำรวมในศลและพระปาฏโมกข

โดยไมจบ ไมเกบเงนทองดวยตวทานเองเลย

24

ตอมา เจาพระคณสมเดจพระมหารชมงคลาจารย ผปฏบต

หนาทสมเดจพระสงฆราชองคปจจบน กไดสรางพระมหาเจดย

สำเรจ และเขาใจวาเจาพระคณสมเดจฯ ไดประดษฐานพระบรม

สารรกธาต ทงทมในครงนน และท ไดม เพมเตมในภายหลง

บรรจประดษฐานไวเปนทเคารพสกการะ ณ ภายในพระมหาเจดย–

รชมงคลท เจาพระคณสมเดจฯ ไดสรางสำเรจแลวนนเปนท

เรยบรอยแลว ซงนบเปนปชนยวตถท เคารพสกการะสงสด

ของพทธศาสนกชน มาตราบเทาทกวนน

ในสวนของการศกษาสมมาปฏบต สมาธและปญญา

ชอวาสมถวปสสนากมมฏฐานนน ในขนการเจรญภาวนาสมาธ

คอ การอบรมจตใหเปนสมาธแนบแนนมนคงนน ขาพเจาไดยนวา

พระเดชพระคณหลวงพอวดปากนำฯ ทานไดอาศยวธการ

เพงแสงสวาง ชอวา “อาโลกกสณ” เอาผลของการเพงกสณแสงสวาง

จนสามารถถอเอาบรกรรมนมต–อคคหนมต–ปฏภาคนมต

ซงปรากฏเปนดวงใสสวาง ทมอานภาพใหไดสมาธ ตงแตขน

“ขณกสมาธ–อปจารสมาธ” และถง “อปปนาสมาธ” ใหเปน

สมาธแนบแนนมนคงถงขนเปนฌานจต ตงแตปฐมฌานขนไปไดนน

มาใชดวงแกวกลมใส (เชน ดวงแกวหนผลก) เปนบรกรรมนมต

เปนอบายวธใชสอนศษยานศษยใหเจรญภาวนาสมาธ โดยให

นกเหนดวงกลมใส ใจอยในกลางของกลางดวงกลมใส ประกอบการ

บรกรรมภาวนาวา “สมมาอะระหงๆๆๆ” ประกอบกน ใหใจสงบ

25

ตรงศนยกลางกาย แลวจะเหนดวงใสสวาง คอ “ดวงธรรมททำให

เปนกายมนษย” ในระดบมนษยธรรม ททำใหมาเกด–ไปเกด

เปนมนษย....ฯลฯ

และพรรคพวกไดเลาใหฟงวา “หลวงพอวดปากนำ”

ทานไดดวงใสสวางทศนยกลางกาย ซงสามารถนกขยายใหโต

(จากวดปากนำ ภาษเจรญ) ถงคลองเตย (หางจากททำงานทอย

ถนนสาธรใตประมาณ ๒ กม.) กไดเพอนๆ รวมสนทนาเขาวา

อยางนน ทำใหรสกสนใจ อยากลองไปเขาศกษาและปฏบตด

เพอนๆ กแนะนำใหไปท “บานธรรมประสทธ” (เปนทตงมลนธ

ธรรมประสทธ ในครงนน) อยภายในเขตวดปากนำ วาเขาเปดสอน

ทกวนอาทตย จงพาลกๆ (ลกสาววย ๑๔–๑๓–๑๒ ขวบ)

ผลดกนไปเรยน–ฝกปฏบตภาวนาดวย ในไมชาลกสาวทง ๓ คน

กปฏบตไดถง “ธรรมกาย” ดวยอบายวธเบองตนดงทกลาวมาแลว

เมอญาณทสสนะของลกๆ แกกลาพอสมควร ทพยจกษ

เจรญขน อาจารยในครงนน คอทานพระอาจารยไชยบลย ธมมชโยอาจารยในครงนน คอทานพระอาจารยไชยบลย ธมมชโยอาจารยในครงนน คอทานพระอาจารย

(วสทธผล) คอพระเทพญาณมหามน เจาอาวาสวดพระธรรมกาย

ในปจจบนกบคณยายจนทร ขนนกยง เจาสำนกปฏบตธรรม

“บานธรรมประสทธ” ไดสอนวธเจรญฌานสมาบต ชำระธาตธรรม

และจตใจ/ญาณทสสนะ ใหบรสทธผองใส แลวตรวจภพ–จกรวาล

ด “ป” คอบดาของขาพเจา ทลวงลบไปกอนหนานนานแลว

(ประมาณ ๓๐ กวาป) โดยไมมรปถายของทานไวเปนทระลกดวย

26

ปรากฏวาลกๆ ทง ๓ เหน “ป” กำลงเสวยวบากกรรม (ไดรบ

ผลกรรม) อยในนรก เพราะเวรสรา (ยาเสพตด–คอ ดมสรา

ทละกงสองกง เวลามกดม ไมมก ไมดม คอไม ไดถ งกบตด

จนงอมแงม) แลวอาจารยกสอนวธชวยคณป โดยใหทานรบศล ๕

แลวใหท านอน โมทนาสวนบญทลกหลานไดมาเขาศกษา–

ปฏบตภาวนาธรรม และบรจาคทาน ฯลฯ “ป” (คอบดาของขาพเจา)

จงเปลยนภพภมเกดเปนเทพบตร (ดวยกำเนดโอปปาตกะ)

ไปทนท ณ บดนนเอง

ทำใหขาพเจาเชอถอและศรทธาในการศกษาสมมาปฏบต

ตามแนวน อนมรายละเอยดอยในอรยมรรคมองค ๘ และกรวม

ลงในสตปฏฐาน ๔ ขอ “มสตพจารณาเหนธรรมในธรรม” คอ

นวรณ ๕ ตลอดถงอรยมรรคมองค ๘ นนเอง และวธนยงเปน

วธการเจรญปญญาจากการทไดทงร–ทงเหน สภาวะธรรม

ตลอดถงอรยสจธรรม คอ ทกขสจจ สมทยสจจ นโรธสจจ

และมรรคสจจ ตามความเปนจรงชดเจน

และยงลกๆ ปฏบตไดถงอายตนนพพาน ตามพระพทธ

ดำรสในนพพานสตรวา “อตถ ภกขเว ตทายตน....ฯ ดกอน

ภกษทงหลาย อายตนะ (คอพระนพพาน) นนมอย...ฯลฯ” กจะ

ยงชวยใหเจรญปญญาเหนแจงในสภาวธรรม โดยเฉพาะอยางยง

ใหเหนบรรดาสงขารธรรมทงปวงทประกอบดวยปจจยปรงแตง

ไดแก มธาต–ขนธ–กรรม–กเลส และแมบญ ปรงแตง ยอมตก

27

อยในอาณตแหงพระไตรลกษณ คอ “อนจจ” เปนของไมเทยง

“ทกข” เปนทกข คอทนอยในสภาพเดมไมไดนานตลอดไป

ผใดยดถอดวยตณหาและทฏฐ (ความเหนผด) แลวยอมเปนทกข ทกข ทกข

และสดทายกแตกสลายหมดสภาพเดมของมนไป เปน “อนตตา”

กลาวโดยสรป อปาทานในขนธ ๕ (รป–เวทนา–สญญา– อปาทานในขนธ ๕ (รป–เวทนา–สญญา– อปาทานในขนธ ๕

สงขาร และวญญาณ) เปนทกข ดงพระบาลวา สงขต เตน

ปญจปาทานกขนธา ทกขา

และยงไดเหนวา ในอายตนนพพาน (อายตน หมายความวา

บอเกด ทอย ทอย ทอย (วาสฏฐาน) ซงเปนทสถตอยของพระนพพานธาต

ทเหนดวยญาณรตนะ ของพระธรรมกาย วาคอธรรมกายตรสร

ของพระพทธเจา พระปจเจกพทธเจา และพระอรหนตสาวก

ผดบขนธปรนพพาน ดวย “อนปาทเสสนพพานธาต” (พระนพพานธาตผดบขนธปรนพพาน ดวย “อนปาทเสสนพพานธาต” (พระนพพานธาตผดบขนธปรนพพาน ดวย “อนปาทเสสนพพานธาต” (พระนพพานธาต

ทไมมเบญจขนธครอง หรอเหลออย) นเอง ทสมเดจพระสมมา

สมพทธเจา เมอกอนแตจะตรสรยงเปนพระมหาโพธสตวอย

ไดแสวงหา “โมกขธรรม” เพอความหลดพนจากสภาวธรรมทเปน

อนจจ ทกข อนตตา เพอความเขาถง ไดร–เหน และเปน “อมตธรรม”

คอ ธรรมทไมตาย เปนสภาวะทเทยง (นจจ) เปนสข (สข) และเปน

อตตา ทวมตตหลดพนจากสงขารธรรม อนมกเลส อวชชา ตณหา

อปาทาน เปนเครองปรงแตงทงปวง ดงท

๑ ปทานกรมบาล–ไทย–องกฤษ–สนสกฤต ฉบบพระเจาบรมวงศเธอ

กรมพระจนทบรนฤนาถ หนา ๑๒๒

28

(๑) สมเดจพระสมมาสมพทธเจาไดทรงแสดงพระธรรม

เทศนา “อนตตลกขณสตร” เปรยบเทยบคณลกษณะของ “อตตา”

อนเปนคณลกษณะของพระนพพานธรรม กบ สามญญลกษณะ

(อนจจ–ทกข–อนตตา) ของสงขารธรรม มเบญจขนธ (ไดแก

รป–เวทนา–สญญา–สงขาร–วญญาณ เปนตน) ใหพระปญจวคคย

ผไดบรรลคณธรรมเปนพระโสดาบน และตกกระแสพระนพพาน

หมดทง ๕ องคแลว วา “ถารป...ฯลฯ “จกไดเปนอตตาแลวไซร

รป...ฯลฯ นน กไมพงเปนไปเพออาพาธซ....แต ดกอนภกษทงหลาย

เพราะรปเปน “อนตตา” รป...ฯลฯ จงเปนไปเพออาพาธ

(๒) พระพทธองคไดตรสอกวา อสงขธรรม มอย

การสลดออก ซงสงขตธรรม (มเบญจขนธ เปนตน) จงปรากฏ

ดงพระพทธดำรส มมาในปาฏคามวรรค อทาน วา

๒ พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐ เลมท ๒๕ ขททกนกาย อทาน ขอ ๑๖๐

หนา ๒๐๗–๒๐๘.

อตถ ภกขเว อชาต อภต อกต

อสงขต, โน เจ ต ภกขเว อภวสส อชาต

อภต อกต อสงขต, นยธ ชาตสส ภตสส

กตสส สงขตสส นสสรณ ปญญาเยถ,

ยสมา จ โข ภกขเว อตถ อชาต อภต

อกต อสงขต ตสมา ชาตสส ภตสส กตสส

สงขตสส นสสรณ ปญญายต. ๒

29

แปลความวา

ดกอนภกษทงหลาย ธรรมชาต

อนไมเกดแลว ไมเปนแลว อนปจจย

กระทำไมไดแลว ปรงแตงไมไดแลว

มอย

ดกอนภกษทงหลาย ถาธรรมชาต

อนไมเกดแลว ไมเปนแลว อนปจจย

กระทำไมไดแลว ปรงแตง ไมไดแลว

จกไม ได มแลวไซร การสลดออก

ซงธรรมชาตทเกดแลว เปนแลว อนปจจย

กระทำแลว ปรงแตงแลว จะไมพงปรากฏ

ในโลกนเลย

ดกอนภกษทงหลายกแลเพราะ

ธรรมชาตอนไม เกดแลวไม เปนแลว

อนปจจยกระทำไมไดแลวปรงแตงไมไดแลว

มอยฉะนนการสลดออกซงธรรมชาต

ทเกดแลว เปนแลว อนปจจย กระทำแลว

ปรงแตงแลว จงปรากฏ.

30

๓ พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐฉบบสยามรฐ เลมท ๓๑ ขททกนกาย ปฏสมภทามรรค

ขอ ๗๓๕ หนา ๖๓๓.

(๓) หลวงพอวดปากนำพระมงคลเทพมน (สดจนทสโร)

ทานปฏบตตามแนวสตปฏฐาน ๔ ไดถงธรรมกาย และอายตนนพพาน

ทานจงกลาวเสมอวา พระพทธองคเมอกอนแตจะตรสร ไดทรง

แสวงหาโมกขธรรม เพอความหลดพนจากธรรมทเปน อนจจ ทกข

อนตตา ทตองตาย ( คอ มตธรรม) และเพอความบรรลถงธรรม

ทไมตาย คอ ธรรมททรงสภาวะ นจจ สข และ อตตา นนเอง

อนง ในวปสสนากถา ปญญาวรรคน คณลกษณะของ

พระนพพานธรรม ทเปนตรงกนขามกบ “อนตตา” ทานกลาววา

“ปรมตถ” (มประโยชนสงสดยง) แมนนกตาม กเปนคณลกษณะ

รวมในคณลกษณะ ๔๐ ขอ ททานแสดงไวในวปสสนากถาน

โดยเฉพาะอยางยงเปนคณลกษณะรวมกบ อสงขตธรรมดวยกน

นนเอง ดงเชนวา

ปญจกขนเธ สงขตโต ปสสนโต อนโลมก ขนต ปฏลภ.

ปญจนน ขนธาน นโรโธ อสงขต นพพานนต ปสสนโต สมมตตนยาม

โอกกมต

เมอภกษพจารณาเหนเบญจขนธโดยความเปนของ

อนปจจยปรงแตง ยอมไดอนโลมขนต เมอพจารณาเหนวา

ความดบแหงเบญจขนธเปนนพพานไมมปจจยปรงแตง ยอมหยง

ลงสสมมตตนยาม ๓ (อธบายวา เทยงตอการบรรลมรรคผล ไดแก

หยงลงในขณะมรรคญาณ และผลญาณ)

31

๔ พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐ เลมท ๒๐ องคตตรนกาย ตกนบาต

ขอ ๔๘๗หนา ๑๙๒.๕ พระไตรปฎกบาลฉบบสยามรฐเลมท ๒๐องคตตรนกายตกนบาต

ขอ ๔๘๖หนา ๑๙๒.

แลวปรากฏในพระพทธดำรส แสดงคณลกษณะ เปน

เชนเดยวกบ “อตตลกษณะ” วา น อปปาโท ปญญายตไมปรากฏ

ความเกด ๑ (คอ “ไมเกดใหมอก”) น วโย ปญญายต ไมปรากฏ

ความเสอมสลาย ๑ (คอ “ไมตาย”) น ฐตสส อญญถตต ปญญายต

เมอตงอย ไมปรากฏความแปรปรวน (เปนอน) ๑๔ (คอ “เทยง”)๔ (คอ “เทยง”)๔

ซงเปนสภาวะทตรงกนขามกบ “สงขตธรรม”๕ (มเบญจขนธ ๕ (มเบญจขนธ ๕

เปนตน) อปปาโท ปญญายต ปรากฏความเกด ๑ วโย ปญญายต

ปรากฏความเสอมสลาย ๑ (คอ “ตาย”) ฐตสส อญญถตต

ปญญายต เมอตงอย ปรากฏความแปรปรวน (เปนอน) ๑ (คอ

“ไมเทยง”)

(๔) สมเดจพระสงฆราชแพ (ตสสเทวมหาเถร)

วดสทศนเทพวราราม ราชวรมหาวหาร ทานแสดงไววา ความร

ทเกดปญญาของเราจรงๆ นน ควรตองรทง ๒ อยาง คอ รฝายรบ

และฝายปด รทงของแทและของเทยม จงจดเปนความรจรง

ฉะนนฉนใด คนทไมรจกอตตาแลว จะรจกวาขนธ ๕ เปนอนตตา

นนไมได ถงเหนและพดอยกเหนและพดตามสญญาเทานน

ไมใชความรความเหนตนเอง สมเดจพระสมมาสมพทธเจา

32

๖ สมเดจพระสงฆราช (แพ ตสสเทวมหาเถร) วดสทศนเทพวราราม

ราชวรมหาวหาร เถรบญญต: หสน.อาทรการพมพ, พ.ศ. ๒๕๕๔)

และอรยชนพทธสาวกของพระองค ผมญาณจกษอนเสรจมา

แตพระอรยมรรคทานเหนวา ขนธ ๕ เปนอนตตา มใชตวตน

เพราะทานไดธรรมอยางอน คอ พระนพพานเปนอตตาแลว

ความรของทานเปนความรจรงแท เพราะฉะนนแล พระองคจง

ตรสกบพระพวกเบญจวคคยวา อมตธรรมเราไดแลว ครนตอมา

พระองคกทรงแสดงขนธ ๕ เหลานนวาเปนอนตตา ใหพระ

พวกเบญจวคคยฟง เชนน พจารณาดเถอะ คนทไมไดอตตาจะพดวา

ขนธ ๕ เปนอนตตาอยางไรได ๖

(๕) หลวงป (พระอาจารย) มน ภรทตตมหาเถร

ไดแสดงโวหารธรรม วา

“ไดสมบตทงปวง ไมประเสรฐเทา

ไดตน เพราะตวตน เปนทเกดแหง

สมบตทงปวง”

(จากแผนจารกในพพธภณฑ พระอาจารยมน ภรทตต

มหาเถระวดปาสทธาวาส อำเภอเมอง จงหวดสกลนคร)

33

๗ พระอาจารยมนภรทตตมหาเถระ, มตโตทย: รงแสงการพมพ, ไมบอกปพมพ

หนา ๒๗.

“พระขณาสพเจาทงหลายดบโลก ๓

รงโรจนอย คอ ทำการพจารณา และบำเพญเพยร

เปน ภาวโต พหลกโต คอทำใหมาก เจรญใหมาก

จนจตมกำลงสามารถพจารณาสมมตทงหลาย

ทำลายสมมตทงหลายลงไปได จนเปนอกรยา

กยอมดบโลก ๓ ได การดบโลก ๓ นนทาน

พระขณาสพเจ าท งหลายม ได เหาะขนไป

ในกามโลกรปโลกอรปโลกเลยทเดยวคงอย

กบทนนเอง แมพระบรมศาสดาของเราก

เชนเดยวกน พระองคประทบนงอย ณ ควงไม–

โพธพฤกษแหงเดยว เมอจะดบโลก ๓ กมได

เหาะขนไปในโลก ๓ คงดบ อยทจต จตนนเอง

เปนโลก ๓ ฉะนน ทานผตองการดบโลก ๓

พงดบทจตของตนๆจนทำลายกรยา คอ

ตวสมมตหมดสนจากจตยงเหลอแตอกรยา

(คอนโรธธาต/พระนพพานธาต) เปนฐตจต

ฐตธรรม อนไมรจกตาย (อมตธรรม) ฉะนน

แล.” ๗

และพระเดชพระคณทานไดแสดงโวหารธรรมอน

เกยวเนองกบสภาวะพระนพพานธรรม วา

34

จงยงทำใหเหนพระอรยสจจธรรม คอ ทกขสจจ–

สมทยสจจ–นโรธสจจ (สภาวะททกขดบเพราะเหตปจจยดบ)

และมรรคสจจ (หนทางปฏบตใหถงความพนทกข และถงความ

เจรญสนตสข) คอ โมกขธรรม ไดชดเจนยงขน เปนทางใหบรรล

คณธรรม ถงอรยมรรค/ผล ได ตามระดบภมธรรมทปฏบตไดอยาง

มประสทธผล และประสทธภาพสง

กยงมศรทธาปสาทะ ในการศกษาสมมาปฏบตตามแนว

สตปฏฐาน ๔ ถงธรรมกาย และพระนพพานของพระพทธเจา

ทหลวงพอวดปากนำ พระมงคลเทพมน (สด จนทสโร) ทานปฏบต

ไดเขาถง–ไดร–ไดเหน–ไดเปน–อยางมนคง–ไมคลอนแคลน

แมตวขาพเจาเองนน การศกษาสมมาปฏบตธรรมกยง

ไมไดเจรญเทาทควรเหมอนลกๆ จงตองพยายามตอไปและตอๆ

มาจนปจจบน แตกไดอาศยขอมลปฐมภม (Primary Source)

ทเชอถอได จากลกๆ ทมไดมมายาสาไถย และทถกตองตาม

พระธรรมคำสงสอนของพระพทธเจา และทสมบรณดขนเปนลำดบ

กอใหเกดศรทธา–วรยะ–สต–สมาธ–ปญญา ดขน และคอยๆ

แกกลาเปน “พละ คอ พลง” อนไดแก ศรทธาพละ วรยพละ

สตพละ สมาธพละ และปญญาพละ สงๆ ขน ตอมาเปนลำดบ

แตกยงไมถงกบกาวลวงขามโคตรปถชน (โดยความบรรลมรรคผล)

เปนพระอรยบคคลได ดวยยงมเหตปจจยหลกๆ ของผปรารถนา

35

พทธภม ทจกตองบำเพญตอๆ ไปอกนาน ทงดวยศรทธาและ

ปญญาตามรอยพระศรทธา–ปญญาธกโพธสตว ทมมาแตอดต

จนไดตรสรเปนสมเดจพระสมมาสมพทธเจามานบไมถวน จนกวา

บญบารมจะเตมบรบรณ ใหสามารถบำเพญสมณธรรมถงความ

ตรสรพระอรยสจจธรรมกลาวคอ “โมกขธรรม” ตามรอยบาท

พระพทธองค ดวยตนเองได

36

37

บทท ๓

ศรทธาการศกษาสมมาปฏบต

ถงธรรมกาย และพระนพพานของพระพทธเจา (ตอ)

38

39

๘ พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐ เลมท ๑๑ ทฆนกาย ปาฏกวรรค ขอ ๔๙

หนา ๘๔.

อตตทปา ภกขเว วหรถ อตตสรณา

อนญญสรณา ธมมทปา ธมมสรณา

อนญญสรณา ฯ ๘

ศรทธาการศกษาสมมาปฏบต

ถงธรรมกาย

และพระนพพานของพระพทธเจา

(ตอ)

สมเดจพระสมมาสมพทธเจา ไดตรสสอนพระสงฆสาวก

เสมอวา

40

ภกษท งหลาย เธอท งหลาย

จงเปนผม“ตน” (อตตา) เปนทพง

ม “ตน” (อตตา) เปนสรณะ ไมมสงอน

เปนสรณะ จงเปนผมธรรมเปนทพง

มธรรมเปนสรณะ ไมมสงอนเปนสรณะ

อยเถด.

และพระองคกตรสวา พระองค

ทรงเปน “ธรรมกาย” บาง “พรหมกาย” บาง

“ธรรมภต” บาง “พรหมภต” บาง ดงท

ตรสกบสามเณรวาเสฏฐะและภารทวาชะ

กบพวกวา

ตถาคตสส เหต วาเสฏฐา อธวจน

ธมมกาโย อตป พรหมกาโย อตป

ธมมภโต อตป พรหมภโต อตป ฯ ๙

๙ พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐ เลมท ๑๑ ทฆนกาย ปาฏกวรรค ขอ ๕๕

หนา ๙๒.

แปลความวา

แปลความวาดกอนวาเสฏฐะ และภารทวาชะ

เพราะคำวา ธรรมกาย กด วา พรหมกาย กด

วา ธรรมภต กด พรหมภต กด เปนชอ

ตถาคต.

41

๑๐ สมงคลวลาสนอรรถกถาทฆนกาย ปาฏกวรรค ภาค ๓ หนา ๓๐–๓๑.

อธบายความวา

๑. เรอง “อตตา”

เรอง “อตตา” คอ “ตวตน” ทพระพทธองคตรสวา

เธอทงหลาย จงเปนผม “ตน” คอ “อตตา” เปนทพง และ ม

“ตน” คอ “อตตา” เปนสรณะ คอ เปนทพงอาศยไดตลอดกาล

คอ “พระนพพาน” นน ทรงหมายถง “ตน” หรอ “ตวตน” ๒

ระดบ คอ “ตวตน” ระดบโลกยธรรม ชอวา เปนตวตนโดยสมมต

๑ กบ “ตวตน” ระดบโลกตตรธรรม ชอวา เปนตวตนโดยปรมตถ ๑

ดงทพระอรรถกถาจารย ไดอธบายความหมายของ “อตตา–ตวตน”

นวา

“โก ปเนตถ อตตา นาม? โลกยโลกตตรธมโม” ๑๐

แปลความวา

ถามวา กอะไร ชอวา “อตตา” ในคำวา

อตตทปาเปนตนนแกวาโลกยธรรม

และ โลกตตรธรรม ชอวา “อตตา”

ดงจะไดอธบายขยายความพอสงเขปตอไป

42

(๑.๑) อตตา คอ ตวตนระดบโลกยธรรม ชอวา

เปนตวตนโดยสมมต คอ เปนตวตนเพยงอาศยเปน

ทพงไดชวคราว–ไมไดถาวรตลอดไป กลาวคอ เพอ

ดำเนนชวตและศกษาปฏบตธรรม ไดแก ไตรสกขา

คอ ศกษาสมมาปฏบต อบรมกาย–วาจา–ใจ โดยทาง

ศล–สมาธ–ปญญา อนมรายละเอยดอยในอรยมรรค

มองค ๘ อนเปนทางสายกลาง (มชฌมาปฏปทา)

เพอความเขาถง–ไดร–ไดเหน และไดเปน “อตตา”

อนเปน “โลกตตรธรรม” คอ ตวตนแท โดยปรมตถ

ทสมเดจพระสมมาสมพทธเจาของเรา เมอกอนแตจะตรสร

ไดทรงแสวงหาโมกขธรรม–คอ ธรรมนำใหถงความพนทกข

จากการเวยนวายตายเกด อยในสงสารจกร และตองประสบ

กบความเกด–แก–เจบ–ตาย ของตนโลกยะอยางไม

สนสดนแหละ

ตน “โลกยธรรม น เปนสงขารธรรม คอ ธรรมชาต

ทประกอบดวยปจจยปรงแตง ทงฝายบญกศล (กสลาธมมา)

และฝายบาปอกศล (อกสลา ธมมา) และฝายกลางๆ

ไมด–ไมชว (อพยากตา ธมมา) และประกอบดวยธาตทง ๔

(มหาภตรป ๔) ไดแก ธาตนำ–ธาตดน–ธาตไฟ–ธาตลม

และขนธ ๕ (เบญจขนธ หรอ ๕ กอง) ไดแก ขนธ ๕ (เบญจขนธ หรอ ๕ กอง) ไดแก ขนธ ๕ รปขนธ (กองรป)

๑ – นฝาย “รปกาย”๑ – นฝาย “รปกาย”๑ – น หรอ “รปธรรม” กบฝาย “จตใจ”

43

หรอ นามขนธ ๔ น นามขนธ ๔ น นามขนธ ๔ ฝาย“นามธรรม” ไดแก เวทนาขนธ

(กองเวทนา หรอ ธรรมชาตทเสวยอารมณ คอ ความรสก

สขสบาย/ไมสบาย/เฉยๆ เปนตน) ๑ สญญาขนธ

(กองสญญาคอ ธรรมชาตทจดจำ) ๑ สงขารขนธ

(กองสงขาร คอ ธรรมชาตทคด–นอมไปส และ/หรอ

ปรงแตงอารมณ) ๑ และวญญาณขนธ (กองวญญาณ

หรอ ธรรมชาตทรบรอารมณ) ๑ และยงประกอบดวย

อาหาร–นำ–เภสช–อต (ความหนาว/รอน) และแม

กาลเวลา ฯลฯ เปนตน

จงมสภาพทตองเปลยนแปลงไปตามเหตปจจย

ชอวา เปนสภาพไมเทยง (อนจจ) เพราะเมอเกดขน

มความตงอยแลว กตองเปลยนแปลงไปตามเหตปจจย

ทปรงแตง ๑ จงเปนทกข (ทกข) คอ ทนอยในสภาพเดม

ตลอดไปไมได ๑ ผใดยดถอวาเปนตวตนทคงอยตลอดไป

ยอมเปนทกข ๑ และสดทาย ท เกดมามชวต–มวญญาณครอง และสดทาย ท เกดมามชวต–มวญญาณครอง และสดทาย ท

กตองตายอกเรอยไป สวนทไมมชวต ทไมมวญญาณครอง

กตองแตกสลายหมดสภาพเดมของมนไปหมดทงสน

ไมมสภาวะทเปนตวตน บคคล–เรา–เขา–ของเรา–ของเขา

หรอของใครๆ อกตอไป ชอวา เปน อนตตา คอ เปนสภาพ

ทมใชตวตนแททจะคงอยตลอดไปไดเลย จงชอเพยงวา

เปน “ตวตนสมมต” ทพอเปนทพงไดชวคราว เทานน

44

สมเดจพระสมมาสมพทธเจา จงไดตรสแกภกษ

ผเจรญวปสสนาปญญา เพอยกภมจตขนส “นพพทาญาณ”

ดงปรากฏในตลกขณาทคาถาวา

“สพเพ สงขารา อนจจาต ยทา ปญญาย ปสสต

อถ นพพนทต ทกเข เอส มคโค วสทธยา

สพเพ สงขารา ทกขาต ยทา ปญญาย ปสสต

อถ นพพนทต ทกเข เอส มคโค วสทธยา

สพเพ ธมมา อนตตาต ยทา ปญญาย ปสสต

อถ นพพนทต ทกเข เอส มคโควสทธยา” ๑๑

๑๑พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐ เลมท ๒๕ ขททกนกาย ธรรมบท ขอ ๓๐

หนา ๕๑–๕๒.

45

แปลความวา

“เมอใด บคคลเหนดวยปญญาวา สงขารทงหลาย

ไมเทยง เมอนน ยอมเบอหนายในทกข ขอนเปนทาง เหต

ความหมดจด.

เมอใด บคคลเหนดวยปญญาวา สงขารทงหลาย

เปนทกข เมอนน ยอมเบอหนายในทกข ขอนเปนทางเหต

ความหมดจด.

เมอใด บคคลเหนดวยปญญาวา สงขารทงหลาย

เปนอนตตา เมอนน ยอมเบอหนายในทกข ขอนเปนทางเหต

ความหมดจด.”

และไดประทานหลกใชในการพจารณาพระไตรลกษณนวา

ยทนจจ ตทกข ย ทกข ตทนตตา. ๑๒

แปลความวา

สงใดไมเทยง สงนนเปนทกข สงใดเปนทกข

สงนน เปนอนตตา.

๑๒ พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐ เลมท ๑๗ สงยตตนกาย ขนธวรรค

ขอ ๔๒ หนา ๒๘.

46

เพราะเหตนน พระพทธโฆสาจารย ผรจนาคมภรพระวสทธมรรค

ไดอรรถาธบายพระพทธดำรสวา“สพเพ ธมมา อนตตา” นไว

ในคมภรธมมปทฏฐกถาวา

๑๓คมภรธมมปทฏฐกถาอรรถกถาขททกนกายธรรมบทคาถาภาค ๗

หนา ๖๒.

“ตตถ สพเพ ธมมาต ปญจกขนธา

เอว อธปเปตา.อนตตาต ‘มา ชรนต มา

มยนตต วเส วตเตต น สกกาต อวสวต–

ตนตเถน อนตตา สญญา อสสามกา

อนสสราต อตโถ” ๑๓

แปลความวา

“พระพทธพจนวา สพเพ ธมมา

ในพระคาถานน พระผมพระภาคเจา

ทรงประสงค เอาเบญจขนธ เทานน.

พระพทธพจนวา อนตตา ความวา ชอวา

อนตตา คอ วางเปลา ไมมเจาของไมม

อสระ เพราะความหมายวาไมเปนไป

ในอำนาจวา ‘ใครๆ ไมอาจใหเปนไป

ในอำนาจวา ‘ธรรมทงปวงจงอยาแก

จงอยาตาย’”

47

และไดแสดงไวในคมภรมโนรถปรณวา

“สพเพ ธมมา นาล อภนเวสาย

เอตถ สพเพ ธมมา นาม ปญจกขนธา

ทวาทสายตนาน อฏฐารส ธาตโย เต

สพเพป ตณหาทฏฐวเสน อภนเวสาย

นาลนปรยตตา น สมตตาน ยตตา.

กสมา. คหตากาเรน อตฏฐนโต. เต ห

‘นจจา สขา อตตาต คหตาป อนจจา

ทกขา อนตตาว สมปชชนต . ตสมา

นาล อภนเวสาย” ๑๔

แปลความวา

“ในพระพทธพจนวา สพเพ ธมมา

นาล อภนเวสายน มวนจฉยดงตอไปน.

ชอวา ธรรมทงปวง กคอ ขนธ ๕ อายตนะ

๑๒ ธาต ๑๘ ธรรมแมทงหมดนน ไมควร

คอ ไมถก ไมชอบ ไมเหมาะ ทจะยดมน

ดวยตณหาและทฏฐ. เพราะเหตไร ธรรมแม

ทงหมดนนจงไมควรยดมน. เพราะธรรม

๑๔ คมภรมโนรถปรณอรรถกถาองคตตรนกายสตตกนบาตภาค ๓

หนา ๑๙๓.

48

เหลานนไมตงอยโดยอาการทจะยดถอไว.

จรงอย ธรรมเหลานน แมตนจะยดถอ

เอาวา ‘สงขารทงหลายเปนของเทยง

เปนสข เปนอตตา’ กยอมสำเรจผลวาเปน

ของไมเทยงเปนทกข เปนอนตตาอยนนเอง.

เพราะฉะนน ธรรมทงปวงนนจงไมควร

ยดมน”

พระพทธดำรสวา “สพเพ ธมมา อนตตา” ธรรมทงปวง

เปนอนตตา จงหมายเฉพาะสงขารธรรมทงหลาย กบธรรมอนทไมม

แกนสารสาระในความเปนของเทยง ในความเปนสขทถาวรแทจรง

และไมมสาระในความเปนตวตนเทานน มไดรวมถงวสงขาร

คอ พระนพพาน อนเปนปรมตถธรรม ทมสาระ (สาร นพพาน)

เปนอสงขตธรรม (อสงขต นพพาน) และ เปนอมตธรรม (อมต

นพพาน) ๑๕ ดวยแตประการใด๑๕ ดวยแตประการใด๑๕

๑๕พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐ เลมท ๓๑ ขททกนกาย

ปฏสมภทามรรค ขอ ๗๓๕ หนา ๖๒๙–๖๓๔.

49

เพราะเหตดงน ผสนใจศกษาสมมาปฏบต พงเขาใจ

ความหมายของคำวา “อนตตา” วาหมายถง “สภาวะ” ของธรรมชาต

ทงปวงทไมมแกนสารสาระ ในความเปนของเทยง ในความเปนสข

ทถาวรแทจรง และไมมสาระในความเปนตวตนของใครทเทยงแท

ถาวรแตประการใดดวย ดงปรากฏในคมภรเนตตวภาวน วา

“อนตตาต นจจสารสขสารอตต

สารรหตตตา อสารกฏเฐน อนตตา,

อวสวตตนฏเฐน วา อนตตา.” ๑๖

“ขอวาอนตตาความวา สภาวธรรม

ทงหลาย ทชอวา อนตตา เพราะปราศจาก

สาระวาเปนของเทยงปราศจากสาระ

วาเปนสข และปราศจากสาระวาเปน

ตวตน.

อกอยางหน งทชอวา อนตตา

เพราะอรรถวาไม เปนไปในอำนาจ

(ของตน).”

๑๖ คมภรเนตตวภาวน ตอนทวาดวย “เทศนาวภงควภาวนา”

มหาจฬาลงกรณราชวทยาลย,โรงพมพวญญาณ กรงเทพ ฯ, พ.ศ.๒๕๓๘ หนา ๗๕.

(พระมหามนตร ขนตสาโร ป.ธ.๙ วดปากนำ ภาษเจรญ กรงเทพฯ เปนผแปล.)

50

แปลความวา

ดวย อตต ศพท ในบทวา อตต

ทปา น ท านกลาวถ งธรรมนน เอง ,

เนอความนนน ซงพระผมพระภาคเจา

ทรงประกาศไวกอนแลวนนเทยว พง

ทราบวา (คอ) โลกตตรธรรม ๙ อยาง

เพราะวา โลกตตรธรรม ๙ อยาง นน

พระผมพระภาคเจาตรสเรยกวา เกาะ

(คอ พระนพพาน) เพราะไมพงถกหวงนำ

ทง ๔ (ไดแก หวงนำ คอ กาม, ภพ, ทฏฐ

และอวชชา) ทวมทบเอา.

(๑.๒) อตตา ในระดบโลกตตรธรรม หรอ อตตา

โดยปรมตถธรรม

มฎกาอรรถาธบาย โลกตตรธรรม ๙ คอ

อตตา และทเปนทพงดจเกาะ (คอ พระนพพาน) วา

๑๗ คมภรลนตถปกาสนา สงยตตฎกา มหาวรรค เลม ๒ ขอ ๓๗๕

หนา ๕๕๗.

อตตทปาต เอตถ อตตสทเทน

ธมโมเอว วตโต, สวายมตโถ เหฏฐา

วภาวโตเอว. นววโธ โลกตตรธมโม

เวทตพโพ.โสหจตหโอเฆหอนชโฌตถณยโต

ทโปต วตโต. ๑๗

51

อตตาโลกตตระ คอ สภาวะทเปน

อตตาแท ทสมเดจพระสมมาสมพทธเจา

ตรสแกพระภกษทงหลาย ใหพากนอาศย

อตตาโลกยะอนเปนเพยงสมมตบญญต

ปฏบตธรรมเจรญสตปฏฐาน ๔ เพอ

ความบรรล คอ เพอความเขาถง ร–เหน

และเปนพระนพพานธาต ทมอยโดย

ปรมตถ ณ ภายใน เปนทพงอยางแทจรง

คอ เปนทพงทมสภาพไมวปรต ดงเชน

อตตาทพวกลทธภายนอกศาสนาพากน

กำหนดถอเอา โดยอาการอนวปรต

ตรงขามกบความจรงจากอตตาทมอย

โดยปรมตถนน

สำหรบขอความในพระพทธพจน

ททรงแสดงวา อตตาโลกตตระ คอ ธรรม

โดยปรมตถ น มปรากฏดงเชนคำวา

“อตตทปา” คมภรอรรถกถาชอสมงคล

วลาสน ไดอธบายคำวา “อตตา” ในทน

วาหมายถง พระนพพานอนเปนทพง

ดจเกาะสวนคำวา“ธมม” ซงเปนคำไวพจน

ของคำว า “อตตา” ทานหมายถ ง

โลกตตรธรรม ๙ ดงน

52

อต ตท ปาต มหาสมท ทคตา

ทป วย อตตาน ทป ปตฏฐ กตวา วหรถ.

อตตสรณาต อตตคตกา โหถ, มา

อญญคตกา. ธมมทปธมมสรณปเทสป

เอเสว นโย. เอตถ จ ธมโมต นววโธ

โลกตตรธมโม เวทตพโพ. ๑๘

แปลความวา

บทวา อตตทปา ความวา ทาน

ทงหลายจงทำอตตาใหเปนทพง (คอ

พระนพพานอน เปนทพ งด จ เกาะ)

ดจชนผอยทามกลางมหาสมทรกระทำ

เกาะใหเปนทพงอยเถด. บทวา อตตสรณา

คอ จงมอตตาเปนคต (ทไป) จงอยา

มส งอนเปนคต (ท ไป). แมในบทวา

ธมมทป และ ธมมสรณ กมนยเดยวกน

นนแล. อนง พงทราบวา คำวา ธรรม ในทน

ไดแก โลกตตรธรรม ๙ อยาง.

อตตาโลกตตรธรรมนแหละ ท

พระผมพระภาคตรสแสดงวา เปนดจเกาะ

(พระนพพาน) คอ เปนทพง เปนทไป

๑๘สารตถปกาสนอรรถกถาสงยตตนกายมหาวารวรรค เลม ๓

หนา ๒๗๗.

53

๑๙ ลนตถปปกาสนา มหาวรรคฎกา ฎกาทฆนกาย ภาค ๒

หนา ๑๘๐–๑๘๑.

ในเบองหนา และเปนธรรมทมอยจรง

โดยปรมตถ ณ ภายใน คอ เปนทพง

ทมสภาพไมวปรต ดงเชนอตตาทพวกลทธ

ภายนอกศาสนาพากนกำหนดถอเอา โดย

อาการอนวปรตจากความจรงตามลกษณะ

ของอตตาทมอยโดยปรมตถ ซงพระธรรม

ปาลเถระ ไดอธบายไว ในคมภรฎกา

ลนตถปปกาสนา วา

ทวห ภาเคห อาโป คโต เอตถาต

ทโป, โอเฆน ปรคโต หตวา อนชโฌตถโฏ

ภมภาโค , อ ธ ปน จตหป โอ เฆห ,

สสารมโหเฆเนว วา อนชโฌตถโฏ อตตา

“ทโป”ต อธปเปโต.เตนาห“มหาสมททคตา”

ตอาท.อตตสรณาต อตตปปฏสรณา.

อตตคตกา วาต อตตปรายณา ว. มา

อญญคตกาต อญญ กญจ คต ปฏสรณ

ปรายณ มา จนตยตถ. กสมา? อตตา

นาเมตถ ปรมตถโต ธมโม อพภนตรฏเฐน,

โส เอว สมปาทโต ตมหาก ทป ตาณ คต

ปรายณน ตปรายณน ตปรายณน เตน วตต “ธมมทปา” ตอาท. ๑๙

54

แปลความวา

ชอวา ทโป (เกาะ) เพราะอรรถวาเปนสถานททมนำโดย ๒ สวน, ไดแกภมภาคทถกลอมดวยหวงนำ (แต) ไมถกนำทวม, แตวาในทน อตตา ททานประสงคเอาวา ทโป (เกาะ) เปนอตตา ท ไมถกหวงนำแมท ง ๔ อยาง หรอหวงนำใหญ คอ สงสารทวมทบไดนนเอง.เพราะเหตนน ทานจงกลาวคำ เปนตนวามหาสมททคตา. บทวา อตตสรณา แปลวา มอตตาเปนทระลกเฉพาะ. บทวาอตตคตกา วา แปลวา มตนเปนทไปใน เบองหนานนเอง. บทวา มา อญญคตกาความวา เธอทงหลายจงอยาคดถงคต ทระลกเฉพาะทไป ในเบองหนาอะไรๆ อนเลย. เพราะอะไร? เพราะในบทวาอตตทปา เปนตนน ธรรมโดยปรมตถ ชอวา อตตา โดยหมายถง ธรรมทม ณ ภายใน. ธรรมโดย ปรมตถทเปน อตตานน ทเธอทงหลายใหถงพรอมแลวอยางน ชอวา เปนเกาะ เปนทพง เปนคต

เปนทไปในเบองหนา.

55

เพราะเหตนน พระผมพระภาคเจา

จงตรสวา “ธมมทปา” เปนตน.

และอรรถกถา ขททกนกาย สตตนบาต นนเอง ไดอรรถาธบายวา

อตตทปาต อตตโน คเณเอว

อตตโน ทป กตวา วจรนตา ขณาสวา

วจจนต.

แปลความวา

พระขณาสพผทำคณธรรมของ

ตนนนเอง ใหเปนทพงของตน เทยวไป

ทานเรยกวา เปนผมอตตาเปนทพง.

อตตาโลกตตระ อนเปนปรมตถ

ธรรมทพระอรยเจา เชน พระปญจวคคย

เปนตน ผ ได สดบพระธรรมเทศนา

“อนตตลกขณสตร”จากสมเดจพระสมมา

สมพทธเจา ณ อสปตนมฤคทายวนแลว

และไดบรรลแลวนแหละ คอ ธรรมท

พระสปฏปนโน อนมหลวงพอวดปากนำฯ

พระมงคลเทพมน (สด จนทสโร)

สมเดจพระสงฆราช (แพ ตสสเทวมหาเถระ)

๒๐ คมภรปรมตถโชตกาอรรถกถาขททกนกายสตตนบาต เลม ๒

หนา ๒๔๐.

56

และหลวงปมน ภรทตตมหาเถระ ฯลฯ

ทานกลาวหมายถง ซงตางแสดงวา

พระนพพานเปนสภาพเทยง

(นจจ) เปนบรมสข (ปรม สข) เปนอตตา

(อตตา) แท (มใชอตตาโลกยะอนเปน

เพยงอตตาสมมต หรออตตาเทยม)

๒. เรอง “ธรรมกาย”๒.๑. สมเดจพระสมมาสมพทธเจา พระปจเจกพทธเจา

และพระอรหนตขณาสพทงหลาย ตางเปน “ธรรมกาย” ดวยกน

ทงนน

สมเดจพระสมมาสมพทธเจาของเราน เสดจ

อบตขนทงดวยรปกายอบต และธรรมกายอบต

ดงมปรากฏในหนงสอปฐมสมโพธ พระนพนธของ

สมเดจพระสงฆราช (สา ปสสเทว) ดงน

“แมองคพระตถาคตองครสศากยมนโคดม

สมมาสมพทธเจาน ซงมความปรากฏในโลก

อนสตวไดดวยยากดงน พระองคกไดอบตบงเกดขน

แลวในโลก ดวยรปกายอบต รปกายอบต รปกายอบต และธรรมกายอบต

57

ทง ๒ ประการ พรอมทงอจฉรยอพภตธรรมตาม

ธรรมดานยมโดยพทธธรรมดา

ความบงเกดขนดวยรปกายนน จดเปน

๒ คอ โอกกนตสมยลงสพระครรภ (หยงลงส

พระครรภมารดาในปฏสนธกาลดวยกายทพย

เหนไดดวยตาธรรมกาย) และนกขมนสมย

ประสตจากพระครรภ (เปนเจาชายสทธตถะ)

ส วนความบ ง เกดด วยธรรมกายนน

(เปนตถาคตหรอพระพทธเจา พระพทธรตนะนน)

คอ (อภสมโพธสมย) ตรสรพระอนตตสมมา

สมโพธญาณ ฯ”

และหนา ๕๑–๕๒ วา “... ครงนน หมน

โลกธาตนกหวนไหวสะเทอนสะทาน ทงแสงสวาง

ย ง ไมมประมาณ ก ไดปรากฏเกดม ในโลก

ลวง เทวานภาพของเทพดาท งหลาย กแล

อศจรรยทงหลายซงสำเรจดวยธรรมดานยม

เหนปานใด ไดปรากฏเกดมแลวในโลก เมอครง

พระองคประสต เปนการเกดดวยรปกายอน

บรบรณนน ฉนใด แมถงเมออภสมโพธสมย

ตรสรพระอนตตรสมมาสมโพธญาณ เปนการ

เกดดวยธรรมกายนนเลา สรรพอศจรรยทงปวง

เหนปานนน กไดปรากฏเกดมแลวฉนนน

58

เพราะวาความทมาปรากฏเปนชดขนกอน

ในชาตความเกดทเปนโลกตตระ และความท

โลกตตรธรรมซงไมเปนไปสนกาลนานแลว และ

มาปรากฏเปนชดขนกอนในมนษยโลกน เปนชาต

ความเกดดวยธรรมกายแหงสมเดจพระผม

พระภาคเจานน เปนมหศจรรยลนลวงคณพเศษ

อนทงปวง เกดมในโลกแลวดวยประการฉะน

เอตตาวตา มนนทสส ปวตตทปนา กถา

รปกายปปตตธมม– กายปปตตวสาอย

สทธาปสาทปปาทาย สงเขปาปรกตตตา.

กถาถอยคำทแสดงประวตแหงสมเดจ

พระองครสศากยมนโคดมสมมาสมพทธเจา ดวย

สามารถความบงเกดขนดวยรปกาย และธรรมกาย

ขาพเจาทงหลายไดแสดงเพอจะใหเกดศรทธา

และเลอมใสโดยยอ ดวยประการฉะน” ๒๑

๒๑ สมเดจพระสงฆราช (สา ปสสเทว), ปฐมสมโพธ (ทรงชำระโดย

สมเดจพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชรญาณวโรรส) : มหามกฏราชวทยาลยฯ

ฉบบพมพ ครงท ๒๒/๒๕๓๓ หนา ๑๐และหนา ๕๑–๕๒.

59

๒๒พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐเลมท ๒๖ ขททกนกายเถรคาถา

ขอ ๓๖๕ หนา ๓๔๐–๓๔๑.

๒.๑ ก. ในสรภงคเถรคาถาวาดวยพระพทธเจา

๗ พระองค ตางเสดจอบตแทโดย “ธรรมกาย”

สกล สมตต โรค สรภงโค นาททส ปพเพ

โสย โรโค ทฏโฐ วจนกเรนาตเทวสส ฯ

เยเนว มคเคน คโต วปสส

เยเนว มคเคน สข จ เวสสภ

กกสนธโกนาคมโน จ กสสโป

เตนญชเสน อคมาส โคตโม ฯ

วตตณหา อนาทานา สตตพทธา ขโยคธา

เยหย เทสโต ธมโม ธมมภเตห ตาทห

จตตาร อรยสจจาน อนกมปาย ปาณน

ทกข สมทโย มคโค นโรโธ ทกขสงขโย

ยสม นวตตเต ทกข สสารสม อนนตก

เภทา อมสส กายสส ชวตสส จ สงขยา

อญโญ ปนพภโว นตถ สวมตโต สพพธต ฯ ๒๒

แปลความวา “...เมอกอน เราชอสรภงคะ ไมเคย

ไดเหนโรค คอ อปาทานขนธ ๕ ครบบรบรณ

ทงสน โรคนน อนเราผทำตามพระดำรส

ของพระพทธเจา ซงเปนเทพเจาผยงใหญ

ไดเหนแลว

60

พระสมมาสมพทธเจา พระนาม

วา พระวปสส พระสข พระเวสสภ

พระกกสนโธ พระโกนาคมนะ พระกสสปะ

ไดเสดจไปแลวโดยทางใดแล พระสมมา

สมพทธเจา พระนามวา โคดม กได

เสดจไปแลวโดยทางนน

พระสมมาสมพทธเจา ๗ พระองคน

ปราศจากตณหา ไมทรงถอมน ทรงหยง

ถงความสนก เลส เสดจอบตแทโดย

ธรรมกาย ผคงท ธรรมกาย ผคงท ธรรมกาย ผคงท ทรงเอนดอนเคราะห

สตวท งหลาย ไดทรงแสดงธรรม คอ

อรยสจจ ๔ อนไดแก ทกข เหตเกดทกข

ความดบทกข ทางเปนทสนทกข เปนทาง

ไมเปนไปแหงทกข อนไมมทสดในสงสาร

เพราะกายนแตก และเพราะความสนชวตน

การเกดในภพใหมอยางอนมไดม เราเปน

ผหลดพนแลวจากสรรพกเลส และภพ

ทงปวง ฯ”

61

๒.๑ ข. สมเดจพระสมมาสมพทธเจา ตรสวา

พระปจเจกพทธเจาทงหลาย มธรรมกายมาก

มหนตธมมา พหธมมกายา. ๒๓

แปลความวา

(นกปราชญเหลานน ยอมเปน

พระสยมภปจเจกชนเจา) มธรรมใหญ

มธรรมกายมาก.

พระอรรถกถาจารย ไดอรรถาธบาย

พระพทธพจนน ไวในคมภรวสทธชนวลาสน วา

ก ภตา ? มหนตธมมา ปรตมหาสมภารา

พหธมมกายา อเนกธมม–สภาวสรรา. ๒๔

๒๓ พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐเลมท ๓๒ ขททกนกาย อปทาน

ขอ ๒ หนา ๒๐๒๔ คมภรวสทธชนวลาสนอรรถกถาขททกนกายอปทาน เลม ๑

หนา ๒๔๕

62

๒.๑ ค. พระอรหนตแสดงตนเองวา เปนธรรมกาย

สวทธโตย สคตรปกาโย มยา ตว

อานนทโย ธมมกาโยมม สวทธโต ตยา. ๒๕

แปลความวา

ถามวา ขาแตพระสคตเจา รปกาย

ของพระองคน หมอมฉนทำให เจรญ

เตบโตแลว ธรรมกายอนนาเพลดเพลน

ของหมอมฉน อนพระองคทำใหเจรญ

เตบโตแลว.

แปลความวา

ถามวา ทานเปนอยางไร? ตอบวา

ทานเปนผมธรรมย ง ใหญ คอ มบญ

สมภารใหญ อนไดบำเพญมาแลวม

ธรรมกายมาก คอ มสภาวธรรมมใชนอย

เปนกาย.

๒๕ พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐเลมท ๓๓ ขททกนกายอปทาน

ขอ ๑๕๗ หนา ๒๘๔.

63

๒.๒ ผใดเหนธรรมกายดวยญาณจกษ ผนน

เหนสมเดจพระสมมาสมพทธเจา พระปจเจกพทธเจา

และพระอรหนต

ดงท พระธรรมปาลเถระ ไดแสดงไวใน

คมภรปรมตถทปน วา

โส อารกาว มยห. อหญจ ตสสาต

โส ภกข มยา วตตปฏปท อปเรนโต

มม ท เรเยว. อหญจ ตสส ท เรเยว.

เ อ เตน ม สจก ข น า ตถาคตทส สน

รปกายสโมธานญจ จ อกรณ, ญาณจกข

นาว ทสสน ธมมกายสโมธานเมว จ

ปมาณนต ทสเสต. เตเนวาห ธมม ห โส

ภกขเว ภกข น ปสสต, ธมม อปสสนโต ม

น ปสสตต

ตตถ“ธมโม นาม นววโธ โลกตตรธมโม,

โส จ อภชฌาทห ทสสต–จตเตน น สกกา

ปสสต, ตสมา ธมมสส อทสสนโต ธมมกาย

จ น ปสสตต ตถา ห วตต:–

64

๒๖ คมภรปรมตถทปนอรรถกถาขททกนกายอตวตตกะ หนา ๓๓๔.

“กนเต วกกล อมนา ปตกาเยน

ทฏเฐน, โย โข วกกล ธมม ปสสต, โส ม

ปสสต. โย ม ปสสต, โส ธมม ปสสตต,

“ธมมภโต พรหมภโตต จ

“ธมมกาโย อตป, พรหมกาโย

อตปต จ อาท. ๒๖

แปลความวา

คำวา โส อารกาว มยห, อหญจ

ตสส (ภกษนนอยหางไกลเราทเดยว

และเรากอยหางไกลภกษนน) ความวา

ภกษนน เมอไมบำเพญปฏปทาท เรา

ตถาคตกลาวแลว ใหบรบรณ กชอวา

เปนผอย ไกลเราตถาคตทเดยว, และ

เราตถาคตกชอวาอยไกลเธอเหมอนกน.

ดวยคำวา พระองคทรงแสดงวา การเหน

พระตถาคตดวยมงสจกษกด การอย

รวมกนทางรปกายกด ไมใชเหต, การเหน

ดวยญาณจกษเทานน และการอยรวมกน

ดวยธรรมกายตางหาก เปนประมาณ,

65

เพราะเหตนนนนเอง พระผมพระภาคเจา

จงไดตรสวา “ภกษทงหลาย เพราะวา

ภกษนน ไมเหนธรรม, เมอไมเหนธรรม

กไมเหนเราตถาคต”.

ในคำวา “เมอไมเหนธรรมกไมเหน

เราตถาคต”นนมอธบายวา“โลกตตรธรรม

๙ ประการ ชอวา ธรรม, กเธอไมอาจจะ

เหนโลกตตรธรรมนนไดดวยจตทถก

อภชฌา เปนตน ประทษราย, เพราะฉะนน

ก เหตทไมเหนธรรม เธอชอวาไมเหน

ธรรมกาย”สมจรงตามทพระผมพระภาคเจา

ตรสไววา:–

“ดกอนวกกลประโยชนอะไรแกเธอ

ดวยกายอนเปอยเนานทเธอไดเหนแลว,

ดกอนวกกล ผใดแล เหนธรรม, ผนน

กเหนเราตถาคต. ผใดเหนเราตถาคต,

ผนนกเหนธรรม”

และวา “เราตถาคตเปนพระธรรม

เราตถาคตเปนพรหม”

และวา “เราตถาคตเปนธรรมกาย

บาง, เปนพรหมกาย บาง” ดงนเปนตน.

66

๒๗ คมภรปรมตถทปนอรรถกถาขททกนกายจรยาปฎก หนา ๓๒๔.

๒.๓ พระธรรมกายของสมเดจพระสมมา

สมพทธเจา พระปจเจกพทธเจา และพระอรหนต

เปน อตตา

พระธรรมปาลเถระ ไดแสดงไวในคมภรปรมตถ

ทปน วา

ปร วา อตตภตโต ธมมกายโต อญญ

ปฏปกข วา ตทนตถกร กเลส โจรคณ

มนาต หสตต ปรโม. ๒๗

แปลความวา

หรอบารมยอมทำลายปฏปกษอน

จากธรรมกายท เปนอตตา หรอยอม

ทำลายหมโจร คอ กเลส ททำความพนาศ

แกธรรมกายท เปนอตตาแกธรรมกายท เปนอตตาแก นน เหตนน

จงชอวา ปรมะ.

ขอมลจากหลกฐานในคมภรตางๆ ทนำมาแสดง

พอเปนตวอยางนเพยงพอทจะสรปไดวา พระนพพานธาต

ทพระอรหนตสมมาสมพทธเจาพระอรหนตปจเจกพทธเจา

และพระอรหนตสาวก ทานไดบรรลแลว ขณะยงทรง

พระชนมชพอย ชอวา “สอปาทเสสนพพานธาต”

67

๒๘คมภรสารตถปกาสนอรรถกถาสงยตตนกายขนธวารวรรคเลม ๒

หนา ๓๔๒–๓๔๓.

เมอแตกกายทำลายขนธแลว ชอวา ดบขนธปรนพพาน

ดวย “อนปาทเสสนพพานธาต” นนนเอง เปนธรรมธาต

ททรงคณธรรม และสภาวะพระนพพานอนมแกนสาร

สาระในความเปนตนโลกตตระ (โลกตตรอตตา) แท กคอ

ธรรมกาย (กายทสำเรจดวยธรรม) ทบรรลอรหตตผลแลว

ของพระตถาคตสมมาสมพทธเจา พระปจเจกพทธเจา

และของพระอรหนตเจาทงหลาย นนเอง.

๒.๔ โลกตตรธรรม ๙ อยาง เปนอสงขตธรรม

และเปนพระวรกายของพระตถาคต พระอรหนต

มปรากฏในคมภรสารตถปปกาสน

วา

โย โข วกกล ธมมนต อธ ภควา

“ธมมกาโย โข มหาราช ตถาคโตต วตต

ธมมกายต ทสเสต. นววโธ ห โลกตตรธมโม

ตถาคตสส กาโย นาม. ๒๘

แปลความวา

68

ในคำวา “โยโข วกกลธมม” น

พงทราบวา พระผมพระภาคเจาทรง

แสดงความทพระองคเปนธรรมกาย

ทตรสไววา “ขอถวายพระพรมหาบพตร

ธรรมกายแล คอ พระตถาคต” ความจรง

โลกตตรธรรม ๙ อยาง ชอวา เปน

พระวรกายของพระตถาคต.

มคคผลาน จ อสงขตา จ ธาต

อเม ธมมา โลกตตรา ฯ ๒๙

๒๙ พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐเลมท ๓๔ (อภธรรมปฎก) ขอ ๗๐๖

หนา ๒๗๘.

แปลความวา

คำวา “โลกตตรธรรม ๙ อยาง”

ไดแก มรรค ๔ ผล ๔ และพระนพพานธาต

(อสงขตธาต) ๑.

เพราะเหตนน ธรรมกายทบรรลพระอรหตตผลแลวนนเอง

เปนธรรมททรงคณธรรมของพระนพพาน คอ พระนพโลกตตรธรรม

๙ ประการ เปน พระนพพานธาต โดยความหมายเดยวกนกบ

นโรธธาต อนเปนอสงขตธรรม ทไมปรากฏความเกด ไมปรากฏ

ความเสอมสลาย และเมอตงอยกไมปรากฏความแปรปรวน

และเปนอตตาองคจรง คอ พระตถาคตเจา พระอรหนตเจา.

69

บทท ๔

ศรทธาการศกษาสมมาปฏบต

ถงธรรมกาย และพระนพพานของพระพทธเจา (ตอ)

70

71

ศรทธาการศกษาสมมาปฏบต

ถงธรรมกาย

และพระนพพานของพระพทธเจา

(ตอ)

๑. เรอง พระนพพาน

สมเดจพระสมมาสมพทธเจาตรสสอนใหเวไนยสตว คอ

สตวโลกทพอจะสอนใหร – ใหเขาใจ เพอใหอาศยตนโลกยะ หรอ

ตนโดยสมมตศกษาสมมาปฏบตสมถวปสสนาตามแนวสตปฏฐาน ๔

ใหถง คอ เปนตนโลกตตระ อนเปน ตนโดยปรมตถ ใหตนโดยปรมตถ ใหตนโดยปรมตถ เปนเกาะ –

เปนทพง เปนทไป คอ เพอใหบรรลมรรค ๔ ผล ๔ และนพพาน

๑ รวมเปน พระนพโลกตตรธรรม ๙ ประการนน คอ “ธรรมกาย”

อนเกดแตการปฏบตธรรมไดเขาถง ไดร ไดเหน (แจง) และไดเปน

“ธรรมกาย” นแหละ คอ ตนแท – ตนโลกตตรธรรม กลาวคอ

ตนโดยตนโดยตน ปรมตถ และเปน “อสงขตธรรม”

72

๓๐ พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐเลมท ๓๑ ขททกนกายปฏสมภทา

มรรค ขอ ๕๔๙ หนา๔๕๓–๔๕๔.

ความเหนแจงแทงตลอดนน เปนไปโดยอาการตรสร

พระอรยสจจ ๔ ดวยพระอรยสจจ ๔ ดวยพระอรยสจจ ๔ ญาณ ๓ คอ สจจญาณ กจจญาณ และ

กตญาณ มอาการ ๑๒ ด วยความเหนแจ งแทงตลอด

พระอรยสจจ ๔ ดวยญาณเดยวโดยความเปนของแทดวยอาการ ๑๖

วา ในบรรดาอรยสจจทง ๔ นน ในบรรดาอรยสจจทง ๔ นน ในบรรดาอรยสจจทง ๔ ทกขอรยสจจ ทกขสมทยอรยสจจ

และทกขนโรธคามนปฏปทาอรยสจจ เปน สงขตธรรม ทปรากฏ

ความเกด (อปปาโท ปญญายต) ๑ ปรากฏความเสอมสลาย

(วโย ปญญายต) ๑ เมอตงอยปรากฏความแปรปรวน (ฐตสส

อญญถตต ปญญายต) ๑ สวน นโรธอรยสจจ นน เปนอสงขตธรรม

ทไมปรากฏความเกด (น อปปาโท ปญญายต) ๑ ไมปรากฏความ

เสอมสลาย (น วโยปญญายต) ๑ และเมอตงอย ไมปรากฏความ

แปรปรวน (น ฐตสส อญญถตต ปญญายต) ๑ ๓๐

นโรธอรยสจจ โดยความเปนอสงขตธรรม นนแหละ

คอ “นโรธธาต” ทมความหมายเดยวกนกบ “พระนพพานธาต”

อนสมเดจพระสมมาสมพทธเจาไดตรสร และไดทรงบรรล คอ มรรค ๔

ผล ๔ พระนพพาน ๑ รวมเรยกวาพระนพโลกตตรธรรม ๙

(ประการ) แลว กคอ “ธรรมกาย” ทพระพทธองคไดทรงแสดง

พระองควา เปน “ธรรมกาย” อนเปนตนโลกตตร ตนโดยปรมตถ

นนเอง

73

พระนพพานนน บณฑตพงเขาใจความหมาย

โดย ๓ นย คอ

๑. คณธรรม ของพระอรยเจา และสภาวะ

พระนพพาน

คณธรรมของพระอรย เจ าผ บรรล

พระนพพานธรรมนน คอ มรรค ๔ ผล ๔ และนพพาน ๑

เปนคณธรรมของพระอรยเจา ๔ ระดบ คอ

๑. ก. คณธรรมของพระโสดาบนบคคลผละ

สญโญชน (คอ กเลสเครองรอยรดใหตดอยกบโลกอน

เปนทกข) เบองตำ ๓ ดวยพระโสดาปตตมรรค การปฏบต

เพอบรรลโสดาปตตผล ไดแก ละสกกายทฏฐ (ความเหน

วาเปนตวของตนเปนเหตใหยดถอตวตนดวยตณหา และทฏฐ)

วจกจฉา (ความลงเลสงสยเปนเหตใหไมแนใจในปฏปทา

เครองดำเนน คอ ในธรรมปฏบตโดยทางสายกลาง ไดแก

ศล–สมาธ–ปญญา เปนตน) สลพพตปรามาส (ถอศลพรต

อยางงมงาย เชน ถอวา เพยงประพฤตศล และวตร

ใหเครงครด กพอทจะบรสทธ หลดพนได เพราะไมเขาใจ

ความหมายของไตรสกขา คอ ศล–สมาธ–ปญญา

อนมนยอยในอรยมรรคมองค ๘)

74

๑. ข. คณธรรมของพระสกทาคามบคคล ผละ

สญโญชน เบองตำ ๓ ได แลวยงกเลสอนมโลภะ/ราคะ

โทสะ โมหะ ใหเบาบางลงจากระดบพระโสดาบนบคคล

๑. ค. คณธรรมของพระอนาคามบคคล ผละ

สญโญชน (อนเปนทางใหบรรลพระอนาคามผล (อนเปนทางใหบรรลพระอนาคามผล (อนเปนทางให ) เบองตำ

ไดอก ๒ คอ ละกามราคะ (ความกำหนดยนดในกาม)

๑ ปฏฆะ (ความขดใจ ขงเคยด แคนเคอง หรอ หงดหงด

ดวยอำนาจโทสะ) ๑

๑. ง. คณธรรมของพระอรหนตบคคล ผละ

สญโญชน (อนเปนทางใหสญโญชน (อนเปนทางใหสญโญชน บรรลพระอรหตตผล (อนเปนทางใหบรรลพระอรหตตผล (อนเปนทางให ) เบองสง ๕

(รวมเปนญาณละสญโญชนไดทง ๑๐) ไดแก รปราคะ

(ความตดใจในรปธรรมอนประณต) ๑ อรปราคะ (ความ

ตดใจในอรปธรรมอนประณตอยางย ง ) ๑ มานะ

(ความถอตว ถอตน วา ตวเปนโนนเปนน) ๑ อทธจจะ

(ความฟงซาน) ๑ และอวชชา (ความไมมวชชา ใหรแจง –

เหนแจงชดในสภาวธรรมและอรยสจจธรรมตามความ

เปนจรง) ๑

75

๓๑พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐ เลมท ๓๑ ขททกนกาย ปาฏกวรรค

ขอ ๗๓๘ หนา ๖๒๙–๖๓๔.

๑. จ. คณลกษณะ/สภาวะพระนพพานธาตนน

ทานพระธรรมเสนาบดสารบตร ไดแสดงไวในวปสสนากถา

๔๐ ขอ มเปนตนวา “เมอภกษพจารณาเหนเบญจขนธ

โดยความมอาพาธ ยอมไดอนโลมขนต เมอพจารณา

เหนวา ความดบแหงเบญจขนธ เปนนพพานไมมอาพาธ

ยอมหยงลงสสมมตตนยาม” คอ เทยงตอการบรรล

มรรคผลนพพาน ( อธบายความวา ยอมหยงลงสมรรคญาณ

ผลญาณ) ดงพระธรรมภาษตในวปสสนากถา ปญญา

วรรค ๓๑ วา

กตเม จตตาฬสาย อากาเรห

อนโลมก ขนต ปฏลภต กตเมห จตตาฬสาย

อากาเรห สมมตตนยาม โอกกมตฯ

ปญจกขนเธ อนจจโต ทกขโต โรคโต

คณฑโต สลลโต อฆโต อาพาธโต ปรโต

ปโลกโต อตโต อปททวโต ภยโต อปสคคโต

จลโต ปภงคโต อทธวโต อตตาณโต

อเลณโต อสรณโต รตตโต ตจฉโต สญญโต

อนตตโต อาทนวโต วปรณามธมมโต

อสารกโต อฆมลโต วธกโต วภวโต

สาสวโต สงขตโต มารามสโต ชาตธมมโต

76

ชราธมมโต พยาธธมมโต มรณธมมโต

โสกธมมโต ปรเทวธมมโต อปายาสธมมโต

สงกเลสกธมมโต

ปญจกขนเธ อนจจโต ปสสนโต

อนโลมก ขนต ปฏลภต ปญจนน ขนธาน

น โรโธ นจจ นพพานนต ปสสนโต

สมมตตนยาม โอกกมต

ปญจกขนเธ ทกขโต ปสสนโต

อน โลมก ขนต ปฏลภต ปญจนน

ขนธาน นโรโธ สข นพพานนต ปสสนโต

สมมตตนยาม โอกกมต...ฯลฯ

แปลความวา

ภกษยอมไดอนโลมขนต ดวย

อาการ ๔๐ อะไรบาง ยางลงสสมมตต–

นยาม ดวยอาการ ๔๐ อะไรบาง

ภกษพจารณาเหนเบญจขนธ

โดยความเปนของไมเทยง ๑ เปนทกข ๑

เปนโรค ๑ เปนดงหวฝ ๑ เปนดงลกศร ๑

77

เปนความลำบาก ๑ เปนอาพาธ ๑ เปน อยางอน ๑ เปนของชำรด ๑ เปน เสนยด ๑ เปนอบาทว ๑ เปนภย ๑ เปนอปสรรค ๑ เปนความหวนไหว ๑ เปนของผพง ๑ เปนของไมยงยน ๑ เปนของไมมอะไรตานทาน ๑ เปนของ ไมมอะไรปองกน ๑ เปนของไม เปน ทพง ๑ เปนของวาง ๑ เปนของเปลา ๑ เปนของสญ ๑ เปนอนตตา ๑ เปนโทษ ๑ เปนของมความแปรปรวนไปเปนธรรมดา ๑เปนของหาสาระมได ๑ เปนมลแหง ความลำบาก ๑ เปนดงเพชฌฆาต ๑ เปนความเสอมไป ๑ เปนของมอาสวะ ๑เปนของอนปจจยปรงแตง ๑ เปนเหยอ แหงมาร ๑ เปนของมความเกดเปนธรรมดา ๑ เปนของมความแกเปนธรรมดา ๑ เปนของมความปวยไขเปนธรรมดา ๑ เปนของมความตายเปนธรรมดา ๑ เปนของมความเศราโศก เปนธรรมดา ๑ เปนของมความรำไร เปนธรรมดา ๑ เปนของมความคบแคน เปนธรรมดา ๑ เปนของ มความเศราหมอง

เปนธรรมดา ๑

78

เมอพจารณาเหนเบญจขนธ

โดยความเปนของไมเทยง ยอมไดอนโลม

ขนต เมอพจารณาเหนวา ความดบแหง

เบญจขนธ เปน นพพานเทยงแท ยอมยาง

ลงสสมมตตนยาม

เมอพจารณาเหนเบญจขนธ

โดยความเปนทกข ยอมไดอนโลมขนต

เมอพจารณาเหนความดบแหงเบญจขนธ

เปนนพพานเปนสข ยอมยางลงสสมมตต

นยาม ฯลฯ

พระธรรมภาษตใน วปสสนากถาน แสดงอาการบรรล

มรรค ผล นพพาน วา เมอภกษพจารณาเหนเบญจขนธโดย

ความเปนของไมเทยง เปนทกข เปนอนตตาเปนธรรมทไมม

แกนสารสาระ เปนธรรมทประกอบดวยปจจยปรงแตง คอ สงขตธรรม

เปนธรรมทตองเกด–แก–เจบ–ตาย ...ฯลฯ ยอมไดอนโลมขนต

คอ เหนแจงแทงตลอดในพระไตรลกษณ ภมจตสงขนส

อนโลมญาณตอเมอภกษตกกระแสพระนพพานพจารณาเหน

ความดบแหงเบญจขนธของพระอรหนตผดบขนธปรนพพาน

ดวยอนปาทเสสนพพานธาตในอายตนนพพานจงเหนแจงชด

ดวยญาณรตนะของพระธรรมกาย วา พระนพพานธาตของ

พระอรหนตสมมาสมพทธเจา พระอรหนตปจเจกพทธเจา และ

79

พระอรหนตสาวก (ผดบขนธปรนพพาน ดวยอนปาทเสสนพพานธาต

นนนนแหละ เปน นพพานทเทยง เปนสข เปนปรมตถง (อตตาแท)

เปนธรรมทมแกนสารสาระ เปนพระนพพานธรรมทไมประกอบดวย

ปจจยปรงแตง คอ อสงขตธรรม เปนอมตธรรมทไมมความเกดใหม

ไมมความแก ไมมความเจบไข (ไมอาพาธ) และไมตาย เปน

(อมตธรรม) ฯลฯ ๔๐ ขอ นนนนเอง จงหยงลงสสมมตตนยาม

คอ เทยงตอการบรรลมรรค – ผล – นพพาน ไดแก หยงลง

ในขณะมรรคญาณ ผลญาณ ตามระดบภมธรรมทปฏบตได

๒. เรอง พระนพพานธาต :ธรรมททรงคณธรรม และสภาวะพระนพพาน

๒.๑ พระนพพานธาต ๒ อยาง

พระนพพานธาต ไดแก วราคธรรม อน

เปนท ส น ไปแหงสรรพก เลสน ได ในความหมายวา

“วราคธรรม ธรรมอนออกแลวจากตณหา” และ

ดงพระพทธดำรสวา

เทวมา ภกขเว นพพานธาตโย, กตมา

เทว สอปาท เสสา จ นพพานธาต

อนปาทเสสา จ นพพานธาต. ๓๒

๓๒พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐ เลมท ๒๕ ขททกนกาย อตวตตกะ

ขอ ๒๒๒ หนา ๒๕๘–๒๕๙.

80

แปลความวา

ภกษทงหลาย นพพานธาต ๒ ประการ น,

๒ ประการ เปนไฉน คอ สอปาทเสสนพพานธาต ๑

อนปาทเสสนพพานธาต ๑.

ตามพระพทธดำรสขางตนน พระนพพานธาต

ม ๒ ประการ คอ

๒.๑ ก. สอปาทเสสนพพานธาต

คอ พระนพพานธาตของพระอรหนต

ทยงครองเบญจขนธอย (ยงมชวตอย) ไดในพระบาลวา

กตมา จ ภกขเว สอปาทเสสา นพพานธาต

อธ ภกขเว ภกข อรห โหต ขณาสโว

ว ส ต ว า ก ต ก รณ โ ย โ อ ห ต ภ า โ ร

อนปปตตสทตโถ ปรกขณภวสโยชโน

สมมทญญา วมตโต ตสส ตฏฐนเตว

ปญจ น ท ร ย าน เ ยส อวฆาตต ตา

มนาปามนาป ปจจน โภต สขทกข

ปฏ ส เวทยต ตส ส โย ราคกข โย

โทสกขโย โมหกขโย อย วจจต ภกขเว

สอปาทเสสานพพานธาต...ฯเปฯ...

81

๓๓พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐ เลมท ๒๕ ขททกนกาย อตวตตกะ

ขอ ๒๒๒ หนา ๒๕๘–๒๕๙.

เอกา ห ธาต อธ ทฏฐธมมกาส

อปาทเสสา ภวเนตตสงขยา. ๓๓

แปลความวา

ภกษทงหลาย ก สอปาทเสส นพพานธาต

เปน ไฉน ภกษ ในพระธรรมวน ยน

เ ป นพ ร ะอ รห น ตขณ าสพ อย จ บ

พรหมจรรย ทำกจทควรทำเสรจแลว

ปลงภาระลงไดแลว บรรลประโยชน

ของตนแลว มสงโยชนในภพสนรอบแลว

หลดพนแลวเพราะรโดยชอบ ภกษนน

ยอมเสวยอารมณทงทพงใจ และไมพงใจ

ยงเสวยสขและทกขอย เพราะความท

อนทรย ๕ ทงหลายของเธอตงอยนนเอง

เปนธรรมชาตไมบบสลาย ภกษทงหลาย

เราเรยกความสนไปแหงราคะ ความสนไป

แหงโทสะ ความสนไปแหงโมหะน

ของภ กษน น ว า เป น สอปาท เ สส

นพพานธาต...ฯลฯ..

82

ธาตอยางหนงแล เปนไปในธรรม

อนแลเหนแลว (คอ ในอตภาพปจจบน)

ในโลกน ชอวา (นพพานธาต) มอปาท

(เบญจขนธ) ยงเหลอเพราะสนตณหา

อนนำไปสภพ.

๒.๑ ข. อนปาทเสสนพพานธาต

คอ พระนพพานธาตของพระอรหนต

ทเบญจขนธแตกทำลายแลว (ตาย) ดงพระบาลวา

กตมา จ ภกขเว อนปาทเสสา

นพพานธาต อธ ภกขเว ภกข อรห โหต

ขณาสโว วสตวา กตกรณโย โอหตภาโร

อนปปตตสทตโถ ปรกขณภวสโยชโน

สมมทญญา วมตโต ตสส อเธว ภกขเว

สพพ เวทยตาน อนภนนทตาน สต

ภวสสนต อย วจจต ภกขเว อนปาทเสสา

นพพานธาต...ฯเปฯ

83

อนปาทเสสา ปน สมปรายกา

ยมห นรชฌนต ภวาน สพพโส. ๓๔

แปลความวา

๓๔พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐ เลมท ๒๕ ขททกนกาย อตวตตกะ

ขอ ๒๒๒ หนา ๒๕๙.

ภกษทงหลาย ก อนปาทเสส นพพานธาตก อนปาทเสส นพพานธาตก อนปาทเสส นพพานธาต

เปน ไฉน ภ กษ ในพระธรรมวน ยน

เ ป นพ ร ะอ รห น ตขณ าสพ อย จ บ

พรหมจรรย ทำกจทควรทำเสรจแลว

ปลงภาระลงไดแลว บรรลประโยชน

ของตนแลว มสงโยชนในภพสนรอบแลว

หลดพนแลวเพราะรโดยชอบ เวทนา

ทงปวงในอตภาพนแหละของภกษนน

เปนธรรมชาตเปนธรรมชาตเปนธรรมชาต (อนกเลสทงหลายมตณหา

เปนตน) ใหเพลดเพลนมไดแลว จก

(ดบ) เยน ภกษทงหลาย นเราเรยกวา

อนปาทเสสนพพานธาต...ฯลฯ

สวนธาตเปนไปในธรรมอนจะพงถง

ขางหนา เปนทซงภพทงหลายดบโดย

ประการทงปวง เปน (นพพานธาต)

หาอปาท (เบญจขนธ) เหลอมได.

84

๓๕ปรมตถทปนอรรถกถา ขททกนกายอตวตตกะ หนา ๑๘๘.๓๖ อรรถกถาขททกนกายปฏสมภทามรรค ภาค ๒หนา ๒๗๙

อนง พระธรรมปาลเถระ ไดอรรถาธบาย

“พระนพพานธาต” ตามพระพทธดำรสนวา “เปนธรรม

ททรงสภาวะพระนพพาน” ดงมปรากฏในคมภร

ปรมตถทปน วา

ตเทว นสสตตนชชวฏ เฐน สภาว–

ธารณฏเฐน จ ธาตต นพพานธาต.๓๕

แปลความวา

พระนพพานนนนนเอง ชอวา เปนธาต

เพราะความหมายวาไมมสตว และไมมชวะ

และเพราะความหมายวา เปนธรรมท

ทรงสภาวะ (พระนพพาน) ไว เพราะเหตนน

จงชอวาพระนพพานธาต.

พระนพพานนน เปนสภาวะทสญแตกเลส

อวชชา ตณหา อปาทาน และสญจากสงขาร ไดแก

อตตาโลกยะทงปวง จงชอวา “อคคสญ” คอ ความสญ

อนเปนเลศจากตน (โลกยอตตา) และสงทเนองดวย

ตนนน และอกอยางหนง คอ สญจากสงขาร (ความปรงแตง)

ทงปวง๓๖ นไดในกรณพระอเสขมนผบรรล “สอปาทเสส นไดในกรณพระอเสขมนผบรรล “สอปาทเสส นได

85

๓๗ อรรถกถาขททกนกายปฏสมภทามรรค ภาค ๒หนา ๒๗๙

นพพานธาต” แตย งคงเบญจขนธอย และชอวา

“ปรมตถสญ” คอ ความสญอนเปนประโยชนสงสด

เพราะไมมสงขารทงปวง๓๗ กลาวคอ ไมมทงความปรงแตง

และทงเบญจขนธ นไดกรณพระอเสขมนผดบเบญจขนธ

แลว (ตาย) และปรนพพานดวย “อนปาทเสสนพพานธาต”

อนเปนอมตธรรมทไมมความเกด แก เจบ ตาย อกตอไป

จงชอวา เปนสภาพ “เทยง (นจจ)” “เปนบรมสข

(ปรม สข)” และ “ยงยน/มนคง (ธว/สสสต)”

พระนพพานธาตททรงสภาวะพระนพพาน

หาไดสญสนหมดไปดวยไม อปมาดงเรอนวาง หมอวาง

มไดหมายความวา เรอนและหมอไมม หรอสญสนไปหมดไป

เพยงแตวา เรอนหรอหมอนนวางจากสงอน อนไมม

แกนสารสาระในความเปนเรอนหรอหมอนน เทานน

86

๓. อายตนะ คอ พระนพพาน

เปนท สถตอย ของพระนพพานธาตของ

พระพทธเจา พระอรหนตททานนพพานแลวดวย

อนปาทเสสนพพานธาต เพราะเหตนนพระผมพระภาคเจา อนปาทเสสนพพานธาต เพราะเหตนนพระผมพระภาคเจา อนปาทเสสนพพานธาต

จงตรสคำวา “เต ยนเต อจจต ฐาน ยตถ คนตวา

น โสจเร” แปลความวา “พระนพพานเปนสถานททไมม

การเปลยนแปลงอก พระอรยเจาพระอรหนต ผไปถง

พระนพพานแลวไมตองเศราโศก” ดงพระพทธดำรส วา

อหสกา เย มนโย นจจ กาเยน สวตา

เต ยนต อจจต ฐาน ยตถ คนตวา น โสจเร. ๓๘

แปลความวา

พระมนเหลาใด ผไมเบยดเบยน

สำรวมแลวดวยกายเปนนตย พระมน

เหลานน ยอมไปสสถานทอนไมจต

ซงเปนทไปแลวไมเศราโศก.

๓๘พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐ เลมท ๒๕ ขททกนกายธรรมบท

คาถา ขอ ๒๗ หนา ๔๕.

87

พระพทธดำรสน พระพทธโฆษาจารย ไดอรรถา

ธบายไวในคมภร ธมมปทฏฐกถา วา

อจจตนต สสสต. ฐานนต อกปปฏฐาน

ธวฏฐาน . ยตถาต ยสม คนตวา น

โสจนต น วหญญนต. ต นพพานฏฐาน

คจฉนตต อตโถ. ๓๙

๓๙คมภรธมมปทฏฐกถา อรรถกถาขททกนกายธรรมบทคาถา ภาค ๖

หนา ๑๘๐.

แปลความวาบทวา อจจต คอ เทยง. บทวา ฐาน

ไดแก สถานทอนไมกำเรบ คอ สถานท

อนยงยน. บทวา ยตถ เปนตน มความวา

พระมนทงหลายยอมไปส สถานท คอ

พระนพพาน ซงเปนท (พระอเสขมน

ท งหลาย) ไปแลว ไม เศราโศก คอ

ไมเดอดรอน.

สถานทนนอยพนภพภมอนเปนโลกยะทงสน

จงชอวา “โลกตตรภม” ไมมโลกนโลกหนา และทงไมม

พระจนทรและพระอาทตยทง ๒ ในอายตนะ (คอ พระนพพาน)

นน

88

การเขาถง และ ร–เหนอายตนะ (คอ พระนพพาน)

นนได ดวยอายตนะ (เครองเชอมตอ) ทละเอยดเสมอกน

ไดแก ญาณรตนะของพระธรรมกายทละเอยด บรสทธ

ผองใส ละอปาทานในเบญจขนธของกายโลกยะ

และปลอยวางความยนดในฌานสมาบตไดแมเพยง

ชวคราวเปนวกขมภนวมตต ขนไป ถงธรรมกายท

บรรลมรรค ผล นพพาน (ธาต) แลวเทานนอายตนะอน

ไดแก จกขวญญาณ ของมนษย ทพย พรหม อรปพรหม

ไมอาจเขาถง และร–เหน อายตนะ (คอ พระนพพาน) น

ไดเลยพระพทธองคจงไดตรสวา

อธ ค โต โข มยาย ธม โม

คมภโร ทททโส ทรนโพโธ สนโต ปณโต

อตกกาวจโร นปโณ ปณฑตเวทนโย. ๔๐

แปลความวาธรรมท เร าบรรล แล วน แ ล

เปนสภาพลกซง เหนไดยาก ตรสร

ตามไดยาก เปนธรรมสงบระงบ ประณต

ไม เปนวสยทหย งลงไดดวยตรรกะ

เปนธรรมละเอยด อนบณฑตจะพง

รแจงได.

๔๐พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐ เลมท ๔ วนยปฎก มหาวรรคขอ ๗

หนา ๘.

89

๔๑พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐ เลมท ๒๕ ขททกนกายอทาน

ขอ ๑๕๘ หนา ๒๐๖–๒๐๗.

อายตนะ (คอ พระนพพาน)

อนเปนสถานททไมมความทกข (คอ อนเปนสถานททไมมความทกข (คอ อนเปนสถานททไมมความทกข

เปนสข) มอย ดงพระพทธดำรสวา

อตถ ภก ข เว ตทายตน ยตถ เนว

ปฐว น อาโป น เตโช น วาโย น

อากาสานญจายตน น วญญาณญจายตน

น อากญจญญายตน น เนวสญญา

นาสญญายตน นาย โลโก น ปรโลโก

น อโภ จนทมสรยา. , ตมห ภกขเว

เนว อาคต วทาม น คต น ฐต น จต

น อ ป ปต ต , อป ปต ฏ ฐ อป ป วต ต

อนารมมณเมว ต เอเสวนโต ทกขสส. ๔๑

แปลความวา

ภ ก ษ ท ง ห ล า ย อ า ย ต น ะ ( ค อ

พระนพพาน) นน มอย ดน นำ ไฟ ลม

อากาสานญจายตนะ วญญาณญจายตนะ

อากญจญญายตนะ เนวสญญานาสญญาย

ตนะ โลกน โลกหนา พระจนทรและ

พระอาทตยทงสอง ยอมไมมในอายตนะ

90

(นพพาน) ใด, ภกษทงหลาย เรายอม

ไมกลาวซงอายตนะ (พระนพพาน) นนวา

เปนการมา เปนการไป เปนการตงอย

เปนการจต เปนการอบต, อายตนะ

(พระนพพาน) นน หาทตงอาศยมได

มไดเปนไป หาอารมณมได นแล เปน

ทสดแหงทกข.

คำวา “อายตนะ” แปลความวา “ทสถตอย”

(วาสฏฐาน) ดงปรากฏในคมภรอภธานปปทปกา วา

อายตน ศพท ๔๒ เปนไปในความหมาย คอ

(๑) ประเทศทเกด (สญชาตเทส)

(๒) เหต (เหต)

(๓) ทสถตอย (วาสฏฐาน)

(๔) บอเกด (อากร)

(๕) ทประชม (สโมสรณฏฐาน)

(๖) ยงบทใหเตม (ปทปรณ).

๔๒ พระเจาวรวงศเธอ กรมหลวงชนวรสรวฒน สมเดจพระสงฆราชเจา

วดราชบพธ, พระคมภรอภธานปปทปกา, พมพครงท ๓ (กรงเทพ:โรงพมพ

มหามกฏราชวทยาลย, ๒๕๓๐), หนา ๒๒๖.

91

คำวา “การไป” ในความหมายน มใชกรยา

การไปทปรากฏมใน สงขาร/สงขตธรรม (ธรรมทเปนไป

ในภมทง ๓ คอ กามาวจรภม รปาวจรภม และ อรปาวจรภม

เพราะเปนกรยาการไปทเกยวเนองดวยสงขาร/สงขตธรรม

เชน การไปจากสถานทหนงสสถานทหนง หรอการไป

ดวยฤทธทมฌานสมาบตเปนบาทเปนตน) แตเปนการไป

ดวยญาณรตนะของพระธรรมกายของ พระอเสขมน

ทงหลายนนเอง.

อน ง ตามพระพทธดำรสทยกมาแสดงไวน

พระพทธองคตรส หมายถ ง สถานท สถตอย ของ

พระนพพานธาต อนเปนอมตธรรมของพระอเสขมน คอ

ของพระตถาคตอรหนตสมมาสมพทธเจา พระปจเจก

พทธเจา และของพระอรหนตสาวกของพระพทธเจา

ซงดบเบญจขนธแลวเขาปรนพพานดวยอนปาทเสส

นพพานธาตททรงสภาวะพระนพพาน นนเอง

92

๔๓พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐ เลมท ๑๓ มชฌมนกาย มชฌมปณณาสก

ขอ ๕๐๕–๕๐๘หนา ๔๕๙–๔๖๑.

๔. เรอง อาการตรสร

ของสมเดจพระสมมาสมพทธเจา

สมเดจพระสมมาสมพทธเจาไดตรสกะโพธราชกมาร

ในโพธราชกมารสตร ราชวรรค มความวา ๔๓

๔.๑ การบรรลฌาน ๔

ดกอนราชกมาร ครนตถาคตบรโภค

อาหารหยาบ ฟนกำลงคนไดแลว กสงดแลว

จากกาม สงดแลวจากอกศลธรรม ไดบรรล

ปฐมฌานทมวตก มวจาร มปต และสขอนเกด

แตวเวกอย

ไดบรรลท ต ยฌานท ม ความผอง ใส

ในภายใน มภาวะทจตเปนเอกผดขน ไมมวตก

ไมมวจาร เพราะวตกวจารสงบไป มปตและสข

อนเกดแตสมาธอย

มอเบกขา มสต มสมปชญญะ เสวยสข

ดวยนามกาย (คอ จตใจ) เพราะปตสนไป ไดบรรล

ตตยฌานทพระอรยเจาทงหลายสรรเสรญวา

‘ผไดฌานน เปนผมอเบกขา มสต อยเปนสข’

ดงนอย

93

ไดบรรลจตตถฌานทไมมทกขไมมสข

มสตบรสทธเพราะอเบกขา เพราะละสขละทกขได

และไดเพราะโสมนสโทมนสดบไปกอนแลวอย

๔.๒ การบรรลวชชา ๓

ตถาคตนนเมอจตเปนสมาธ บรสทธ

ผองแผว ไมมกเลส ปราศจากอปกเลส ออน

ควรแกการงาน ตงมนไมหวนไหวอยางน ได

นอมจตไปเพอปพเพนวาสานสตญาณ ตถาคต

น นยอมระลกชาตกอนได เปนอนมาก คอ

ระลกชาตไดหนงชาตบาง สองชาตบาง ... ตถาคต

นนยอมระลกชาตกอนไดเปนอนมากพรอมทง

อ า ก า รพร อ มท ง อ เ ท ศด ว ยป ร ะก า รฉ ะน

ดกอนราชกมาร น เปนวชชาท ๑ ทตถาคต

ไดบรรลแลวในปฐมยามแหงราตร อวชชา

ถกกำจดแลว วชชาเกดขนแลว ความมด

ถกกำจดแลว แสงสวางเกดขนแลว แกตถาคต

ผไมประมาท มความเพยร มจตมงนพพานอย

94

ตถาคตนนเมอจตเปนสมาธ บรสทธ

ผองแผว ไมมกเลส ปราศจากอปกเลส ออน

ควรแกการงาน ตงมนไมหวนไหวอยางน ไดนอมจต

ไปเพอจตปปาตญาณ ตถาคตนนเหนหมสตว

ผกำลงจต กำลงอบต เลว ประณต มผวพรรณด

มผวพรรณทราม ไดด ตกยาก ดวยทพยจกษ

อนบรสทธลวงจกษวสยของมนษย ... ยอมรชด

ซงหมสตวผ เปนไปตามกรรมไดดวยประการ

ฉะน ดกอนราชกมาร น เปนวชชาท ๒ ท

ตถาคตไดบรรลแลวในมชฌมยามแหงราตร

อวชชาถกกำจดแลว วชชาเกดขนแลว ความมด

ถกกำจดแลว แสงสวางเกดขนแลว แกตถาคต

ผไมประมาท มความเพยร มจตมงนพพานอย

ตถาคตนนเมอจตเปนสมาธ บรสทธ

ผองแผว ไมมกเลส ปราศจากอปกเลส ออน

ควรแกการงาน ต งม น ไมหว น ไหวอย างน

ไดนอมจตไปเพ ออาสวกขยญาณ ได ร ชด

ตามความเปนจร งว า ‘นทกข นทกขสทย

นทกขนโรธ นทกขนโรธคามนปฏปทา เหลาน

อาสวะ นอาสวสมทย นอาสวนโรธ นอาสวนโรธ

คามนปฏปทา’ เมอตถาคตนนรเหนอยางน จตก

95

หลดพนแลวแมจากกามาสวะ แมจากภวาสวะ

แมจากอวชชาสวะ เมอจตหลดพนแลว กม

ญาณหยงรวาจตหลดพนแลว รชดวา ‘ชาตสนแลว

พรหมจรรยอยจบแลว กจทควรทำไดทำเสรจแลว

กจอนเพอความเปนอยางนม ไดมอก’ ดงน

ดกอนราชกมาร น เปนวชชาท ๓ ทตถาคต

ไดบรรลแลวในปจฉมยามแหงราตร อวชชา

ถกกำจดแลว วชชาเกดขนแลว ความมดถกกำจดแลว

แสงสวางเกดขนแลว แกตถาคตผไมประมาท

มความเพยร มจตมงนพพานอย

๕. ตรสสอนหลกวธปฏบตสมถวปสสนา

เพอทำนพพานใหแจง

“ภกษทงหลาย ภกษผทพอใจในความคลกคลกนเปนหมๆ,

ยนดในความคลกคลกนเปนหมๆ, ตามประกอบความพอใจในความ

คลกคลกนเปนหมๆ, เปนผพอใจในหม, ยนดในหม, ตามประกอบ

ความพอใจในหมอยแลวหนอ เธอนน จกเปนผโดดเดยวยนดยง

ในความสงดเงยบนน ขอน ไมเปนฐานะทมได.

เมอไมเปนผโดดเดยวยนดยงในความสงดเงยบแลว จกถอ

เอานมตแหงสมาธจตวปสสนาจตไดนน ขอน กไมเปนฐานะ

ทมได.

96

เมอไมถอเอานมตแหงสมาธจตวปสสนาจตแลว จกยง

สมมาทฏฐแหงวปสสนาใหบรบรณนน ขอน กไมเปนฐานะทมได.

เมอไมถอเอาสมมาทฏฐแหงวปสสนาใหบรบรณแลว

จกยงสมมาสมาธแหงมรรคและผลใหบรบรณนน ขอน กไมเปน

ฐานะทมได.

เมอไมถอเอาสมมาสมาธแหงมรรคและผลใหบรบรณแลว

จกละสงโยชนทงหลายนน ขอน กไมเปนฐานะทมได.

เมอไมละสงโยชนทงหลายแลว จกทำนพพานใหแจงนน

ขอน กไมเปนฐานะทมไดเลย.

“ภกษทงหลาย ภกษผทไมพอใจในความคลกคลกนเปน

หมๆ, ไมยนดในความคลกคลกนเปนหมๆ, ไมตามประกอบความ

พอใจในความคลกคลกนเปนหมๆ , ไมเปนผพอใจในหม, ไมยนดในหม,

ไมตามประกอบความพอใจในหมอยแลวหนอ เธอนน จกเปนผ

โดดเดยวยนดยงในความสงดเงยบนน ขอน เปนฐานะทมได

เปนได.

เมอเปนผโดดเดยวยนดยงในความสงดเงยบแลว จกถอเอา

นมตแหงสมาธจตวปสสนาจตไดนน ขอน กเปนฐานะทมไดเปนได.นมตแหงสมาธจตวปสสนาจตไดนน ขอน กเปนฐานะทมไดเปนได.นมตแหงสมาธจตวปสสนาจตไดนน ขอน กเปนฐานะทมไดเป

เมอถอเอานมตแหงสมาธจตวปสสนาจตแลว จกยงสมมา

ทฏฐแหงวปสสนาใหบรบรณนน ขอน กเปนฐานะทมไดเปนได.

97

เมอถอเอาสมมาทฏฐแหงวปสสนาใหบรบรณแลว

จกยงสมมาสมาธแหงมรรคและผลใหบรบรณนน ขอน กเปนฐานะ

ทมไดเปนได.

เมอถอเอาสมมาสมาธแหงมรรคและผลใหบรบรณแลว

จกละสงโยชนทงหลายนน ขอน กเปนฐานะทมไดเปนได.

เมอละสงโยชนทงหลายไดแลว จกทำนพพานใหแจงไดนน

ขอน กเปนฐานะทมไดเปนไดแล.” ๔๔

๔๔พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐ เลมท ๒๒องคตตรนกายฉกกนบาต

ขอ ๓๓๙ หนา ๔๗๒–๔๗๓. (คำแปลจากหนงสอขมทรพยจากพระโอษฐ

ของกองตำราคณะธรรมทานไชยา พ.ศ. ๒๕๑๔, หนา ๒๘๕–๒๘๖)๔๕พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐเลมท ๒๑ องคตตรนกายจตกกนบาต

ขอ ๑๗๐ หนา ๒๑๑–๒๑๒.และ เลมท ๓๑ ขททกนกาย

ปฏสมภทามรรค ขอ ๕๓๔–๕๔๓ หนา ๔๓๒–๔๔๘.

๖. เรอง ปฏปทาเพอความหลดพน

อนง ทานพระอานนท พระพทธอปฏฐาก ไดแสดงปฏปทา

เพอความหลดพนดวยสมถะและวปสสนากมมฏฐาน และทาน

พระสารบตร ไดอธบายความไว ดงตอไปน

๖. ก. เจรญวปสสนา โดยมสมถะเปนเบองตน

ธรรมภาษตวา ๔๕

98

“อาวโสทงหลาย ภกษในศาสนาน

ย อม เจรญว ป สสนาอ นม สมถะ เป น

เบองตน. เมอภกษนนเจรญวปสสนา

อนมสมถะเปนเบองตนอย มรรคยอมเกด.

ภกษนน เจรญ ทำใหมาก ซงมรรคนนอย

ยอมละสงโยชนได. อนสยยอมสนไป.”

ทานพระสารบตรไดอธบาย

ความไววา

“ภกษเจรญวปสสนามสมถะ

เปนเบองตนอยางไร ?

ค ว า ม ท จ ต ม อ า ร ม ณ เ ด ย ว

ไมฟงซานดวยสามารถแหงเนกขมมะ

เปนสมาธ วปสสนาดวยอรรถวาพจารณา

เหนธรรมทเกดขนในสมาธนน โดยความ

เปนสภาพไมเทยง โดยความเปนทกข

โดยความเปนอนตตา ดวยประการดงน

สมถะจงมกอน วปสสนามภายหลง

เพราะเหตนน ทานจงกลาววา เจรญ

วปสสนามสมถะเปนเบองตน...

99

ค ว า ม ท จ ต ม อ า ร ม ณ เ ด ย ว

ไมฟงซานดวยสามารถแหงความไมพยาบาท

เปนสมาธ ความทจตมอารมณเดยว

ไมฟงซานดวยสามารถแหงอาโลกสญญา

เปนสมาธ ... ความทจตมอารมณเดยว

ไมฟงซานดวยสามารถแหงความเปน

ผพจารณาเหนความสละคนหายใจออก

ดวยสามารถแหงความเปนผพจารณา

เหนความสละคนหายใจเขา เปนสมาธ

วปสสนาดวยอรรถวาพจารณาเหนธรรม

ทเกดขนในสมาธนน โดยความเปนสภาพ

ไมเทยง โดยความเปนทกข โดยความเปน

อนตตา ดวยประการดงน สมถะจงมกอน

วปสสนามภายหลง เพราะเหตนน ทานจง

กลาววา เจรญวปสสนามสมถะเปน

เบองตน...

100

คำวา มรรคยอมเกด ความวา

มรรคยอมเกดอยางไร?

สมมาทฏฐด วยอรรถว า เหน

เปนมรรคยอมเกด สมมาสงกปปะดวย

อรรถวาดำร เปนมรรคยอมเกด สมมาวาจา

ดวยอรรถวา กำหนด เปนมรรคยอมเกด

สมมากมมนตะดวยอรรถวาเปนสมฏฐาน

เปนมรรคยอมเกด สมมาอาชวะดวย

อรรถวาผองแผว เปนมรรคยอมเกด

สมมาวายามะดวยอรรถวาประคองไว

เปนมรรคยอมเกด สมมาสตดวยอรรถวา

ตงมน เปนมรรคยอมเกด สมมาสมาธ

ดวยอรรถวาไมฟงซาน เปนมรรคยอมเกด

อยางน

เมอภกษ เสพ เจรญ ทำใหมาก

ซงมรรคนนอย กลาวคอ นกถงอย รอย

พจารณาอย อธษฐานจตอย นอมจต

ไปดวยศรทธา ประคองความเพยรไว

ต ง สต ไว ม น ต ง จ ต ไว อย ทราบชด

ดวยปญญา รยงซงธรรมทควรรยงอย

กำหนดรซงธรรมทควรกำหนดร ละธรรม

101

ทควรละ เจรญธรรมทควรเจรญ ทำใหแจง

ซงธรรมทควรทำใหแจง ยอมละสงโยชนได

อนสยยอมสนไป”

๖. ข. เจรญวปสสนา โดยมสมถะเปนเบองตน

ธรรมภาษตวา

“ภกษ เจรญสมถะมวปสสนา

เปนเบองตน เมอภกษนนเจรญสมถะ

มวปสสนาเปนเบองตนอย มรรคยอม

เกดขน ภกษนน เสพ เจรญ ทำใหมาก

ซงมรรคนน เมอภกษนน เสพ เจรญ

ทำใหมากซงมรรคนนอย ยอมละสงโยชนได

อนสยยอมสนไป.”

ทานพระสารบตรไดอธบาย

ความไววา

“ภกษน นยอมเจรญสมถะม

วปสสนาเปนเบองตนอยางไร?

102

วปสสนาดวยอรรถวาพจารณา

เหนโดยความเปนสภาพไมเทยง โดยความ

เปนทกข โดยความเปนอนตตา ความทจต

มการปลอยธรรมทงหลายทเกดในวปสสนา

นนเปนอารมณ เพราะความทจตมอารมณ

เดยวไมฟงซาน เปนสมาธ ดวยประการดงน

วปสสนาจงมกอน สมถะจงมภายหลง

เพราะเหตนน ทานจงกลาววา เจรญสมถะ

มวปสสนาเปนเบองตน.”

๖. ค. เจรญสมถะและวปสสนาคกน ธรรม

ภาษตวา

“ภกษเจรญสมถะและวปสสนา

คกนไป เมอภกษนนเจรญสมถะและ

วปสสนาคกนไป มรรคยอมเกด ภกษนน

เสพ เจรญ ทำใหมาก ซงมรรคนน เมอภกษนน

เสพ เจรญ ทำใหมาก ซงมรรคนนอย

ยอมละสงโยชนได อนสยยอมสนไป.”

103

ทานพระสารบตรไดอธบายความไววา

“ภกษยอมเจรญสมถะและวปสสนาคกนไป

อยางไร?

ภกษยอมเจรญสมถะและวปสสนาคกนไป

ดวยอาการ ๑๖ คอ ดวยความเปนอารมณ ๑

ดวยความเปนโคจร ๑ ดวยความละ ๑ ดวยความ

สละ ๑ ดวยความออก ๑ ดวยความหลกไป ๑

ดวยความเปนธรรมละเอยด ๑ ดวยความเปนธรรม

ประณต ๑ ดวยความหลดพน ๑ ดวยความไมม

อาสวะ ๑ ดวยความเปนเครองขาม ๑ ดวยความ

ไมมนมต ๑ ดวยความไมมทตง ๑ ดวยความ

ว า ง เปล า ๑ ด วยความเปนธรรมมก จ เปน

อนเดยวกน ๑ ดวยความไมลวงเกนกนและกน ๑

ดวยความเปนค ๑ ...”

๖. ง. ธมมทธจจาวคคหตมานส

การเจรญภาวนาทจตใจของ

ผ ปฏ บ ต ถ ก ช ก ให เข วด ว ยธ มม ท ธ จ

หรอ วปสสนปกเลส ๑๐ ประการ แตครน

ถงคราวเหมาะทจตนนตงแนวแนสงบ

สนทลงได ณ ภายใน เดนชดเปนสมาธ

มรรคกเกด (วธเอาผดเปนคร)มรรคกเกด (วธเอาผดเปนคร)

104

“ภกษมใจนกถงโอภาสอนเปน

ธรรมถกอทธจจะกนไว สมยนน จตยอม

ตงมนสงบอยภายใน เปนธรรมเอกผดขน

ต งมนอย มรรคยอมเกดแกภกษนน

ภกษน น เสพ เจรญ ทำใหมากซ ง

มรรคนน เมอภกษนน เสพ เจรญ ทำให

มากซงมรรคนนอย ยอมละสงโยชนได

อนสยยอมสนไป.”

นตถ ฌาน อปญญสส

นตถปญญา อฌายโต

ยมห ฌานญจปญญา จ

ส เว นพพานสนตเก. ๔๖

ฌานยอมไมมแกผไมมปญญา

ปญญายอมไมมแกผ ไมมฌาน ฌาน

และปญญามอยในผใด ผนน อยใกล

นพพาน.

สมาธ ภกขเว ภาเวถ. สมาหโต

ยถาภต ปชานาต. ๔๗

๔๖พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐ เลมท ๒๕ ธรรมบทคาถา ภกขวรรค

ขอ ๒๕๒๕๒๕ หนา ๖๕.๔๗พระไตรปฎกบาล ฉบบสยามรฐฉบบสยามรฐ เลมท ๑๙สงยตตนกายมหาวาร

วรรคขอ ๑,๖๕๔๑,๖๕๔๑,๖๕๔ หนา ๕๒๐.

105

ภกษทงหลาย เธอทงหลาย

จงยงสมาธใหเกด. ชนผมสมาธ ยอม

รตามความเปนจรง. (วาน ทกขอรยสจ น

ทกขสมทยอรยสจ น ทกขนโรธอรยสจ

และ น ทกขนโรธคามนปฏปทาอรยสจ

ฯลฯ)

๔๘ พระเดชพระคณพระพรหมมน (สวจมหาเถร) วดบวรนเวศวหาร :

มหามกฏราชวทยาลย, พ.ศ.๒๕๒๗ หนา ๗–๘, หนา ๒๕–๒๖ และหนา ๓๕–

๓๖.

๗. ปาฐกถา เรอง กายสาม ๔๘

ปาฐกถา เรอง กายสาม โดยพระเดชพระคณ

พระพรหมมน (สวจเถร) วดบวรนเวศวหาร

เรอง กายสาม ฯลฯ มพระบาลในมหา

สตปฏฐานสตรบทหนงวา “กาเย กายานปสส”

“พจารณาเหนกายในกาย” พระบาลบทน

แมแปลเปนภาษาไทยแลวกยงเขาใจความยาก

มผอธบายกนเปนหลายนย ฝายทเปนนกเรยน

(บาล) อธบายวา “พจารณากายอยางหนงในกาย

ทงหลาย” หมายความวา ใหแยกกายทรวมกน

หลายๆ อยาง ยกขนพจารณาทละอยางๆ เชน

พ จ า รณาหม ขนอย า งหน ง ผมอย า งหน ง

106

เลบอยางหนง เปนตน สวนนกธรรม (ธรรมปฏบต)

อธบายและความหมายความไปอกอยางหนง

คอหมายความว า ใหพจารณากายธรรม

ในกายทพย ใหพจารณากายทพยในกายมนษย

เปนชนๆ กนออกมา หรอ ใหพจารณากายมนษย

ในกายทพย ใหพจารณากายทพยในกายธรรม

เปนชนๆ กนเขาไป กายมนษยอยชนนอก

กายทพยอยชนกลาง กายธรรมอยชนใน จะวา

ของใครผดกวายาก นาจะถกดวยกนทงสองฝาย

คอ ฝายนกเรยน (บาล) กแปลถกดวยแบบแผน

และไวยากรณ หรอขอปฏบต ในเบองตน

ฝายนกธรรม หรอ นกปฏบตกถกดวยอาคต

สถาน มทมาเหมอนกน และในทางปฏบต

ชนกลาง และชนสงกมได โดยอาคตสถาน

คอ ทมา กายมนษยและกายทพย มทมา เชน

ในมหาสมยสตรวา

เย เกจ พทธ สรณ คตา เส

น เต คมสสนต อปายภม

ปหาย มานส เทห

เทวกาย ปรปเรสสนต ฯ

107

แปลความวา

“บคคลเหลาใดเหลาหนงถงพระพทธเจา

วาเปน สรณะ บคคลเหลานน จกไมไปสอบายภม

ละกายทเปนมนษยแลว จกยงเทวกายใหเตมรอบ”

ดงน

พระคาถาน เรยกกายมนษยวา “มานสเทหะ”

ซงแปลวา “กายอนเปนของมอยแหงมนษย”

เรยกวา “เทวกาย” โดยความกเหมอนกน.

ธรรมกาย นน เชน พระบาลในอคคญญสตร

แหงสตตนตปฎก ปาฏกวรรค ทฆนกาย (หนา ๙๒)

วา “ตถาคตสส เหต วาเสฏฐา อธวจนธมม

กาโยอตป พรหมกาโยอตปธมมภโตอตปพรหม

ภโตอตป” แปลวา “ดกอนวาเสฏฐโคตรทงหลาย

คำวา ธรรมกายกดพรหมกายกดธรรมภตกด

พรหมภตกดเปนชอของตถาคต ดงน...”

ธรรมกาย คอ กายธรรมนเปนชนละเอยด

เมอกลาวดวยเรองกายธรรม จำเปนจะตองอธบาย

คำวา “ธรรม” ในศพทนใหเขาใจกอน ธรรม

หรอธาตนน ตามพยญชนะแปลวา “ทรง” เมอเอา

คำวา “ทรง” เปนประมาณ กไดความตรงกนขาม

108

วาสภาพททรงเปนธรรม สภาพ ท ไมทรง

กไมเปนธรรม คอ เปนอธรรมแมในสภาพ

ทเปนธรรม ซงแปลวา “ทรง” นน เมอเพง

ตามอาการแลว กมทรงอย ๒ อยาง คอ

ทรงอยอยางนน ไมแปรผนเปลยนแปลง

เปนอย า งอ น ซ ง เร ยกว า อส งขตธรรม

ธรรมทไมมปจจยปรงแตง หรอ อมตธรรม

ธรรม ทไมตาย อยางหนง ทรงอยชวครชวคราว

แลวกเปลยนแปลงเปนอยางอนไป เชน รางกาย

ของคนและสตว หรอ สงประดษฐทกๆ ชนด

อยางหนง อยางหลงน ทานเรยกวา สงขตธรรม

บาง สงขารธรรมบาง เพราะเปนธรรมทมปจจย

ปรงแตงขน เรยกวา มตธรรม ธรรมทตาย

สลายไปบาง

คำวา ธรรมกาย ในทนเขาใจวา หมาย

เอา อสงขตธรรม หรออมตธรรมทเปนสวน

โลกตตรธาต หรอ โลกตตรธรรมไมใช โลกยธาต

หรอโลกยธรรม

109

ธรรมกาย ไดแก อะไร ธรรมทเรยกวา

ธรรมกาย น เขาใจวาหมายเอา อสงขตธรรม

ทงทเปนวราคะ๔๙ ทงทเปนสราคะ๕๐ ถาเปน

วราคธรรมกเปนธรรมกายทบรสทธ ถายง

ไมเปนวราคธรรม กยงไมเปนธรรมกายทบรสทธ

แตธรรมกายทมาในอคคญญสตร ซงแสดงวา

คำวา ธรรมกาย กด พรหมกาย กด ธรรมภต

กด พรหมภต กด เปนชอหรอเปนคำรองเรยกซง

“ตถาคต” นน มปรากฏทพระสมมาสมพทธเจา

ทรงแสดงไวในทอนอกหลายแหง เชน ในอคค

เวสสนวจฉโคตรสตร เปนตน เลาวา พระสมมา

สมพทธเจาไดทรงแสดงแกวจฉโคตรปรพาชก

ปฏเสธปญจขนธวา เขาบญญตตถาคตดวยรป

เวทนา สญญา สงขาร วญญาณ อนใด รป เวทนา

สญญา สงขาร วญญาณ อนนนตถาคตละเสยได

๔๙ ธรรมกายทบรรลพระอรหตตมรรคพระอรหตตผลและพระนพพานแลว.๕๐ ไดแก ธรรมกายทยงไมไดบรรลพระอรหตตมรรค–ผล. [พระธรรมเทศนา

เรอง ธรรมนยามสตร โดยพระมงคลเทพมน (สด จนทสโร) เมอวนท ๓๑

มกราคม พ.ศ.๒๔๙๗,หนงสอชวประวต ผลงาน และรวมพระธรรมเทศนา ๖๓

กณฑ ของหลวงพอวดปากนำ พระเดชพระคณพระมงคลเทพมน (สดจนทสโร)

จดพมพโดยมลนธพทธภาวนาวชชาธรรมกาย พ.ศ.๒๕๒๘, หนา ๑๓๐–๑๔๐]

110

แลว ทำใหเหมอนตาลมรากขาด มยอดดวน

ไมเจรญอกแลว ดงน นกไดความวา ตถาคต

ไมใชนาม ไมใชรป ไมใชขนธ ๕ ไมใชอายตนะ ๖

ไมใชธาตดน ธาตนำ ธาตไฟ ธาตลม ไมใช

โลกยธาต ตถาคตนนเปนธรรมซงบางครง

หรอบางแหงกเรยกวา “เรา” เชน ในวกกลสตร

ทรงแสดงแกพระวกกลวา “ประโยชนอนใด

ดวยการมานงแลดรางกายซงเปนของเนาน

ผ ใดเหนธรรม ผนน เหนเรา ผ ใดเหนเรา

ผนนเหนธรรม” ดงน แตคำวา เราๆ นมท

ใชหลายแหง เราแก เราเจบ เราตายกม เราเปน

ผพลดพรากจากนามรป ทแก ทเจบ ทตาย ซงเปน

ของรกยงนนกม เราเปนผเปนไปตามกรรมกม

อนมาในอภณหปจจเวกขณ เราไมแก ไมเจบ

ไมตาย กม เราทแสดงไวในวกกลสตรนน ไมใช

เรา ๓ ขอ ขางตนในอภณหปจจเวกขณนน

“เรา” ในพระสตรนเปนเรา “ตถาคต” เราใชใน

“ธรรมกาย” ทบรสทธ ดงน

111

บทท ๕สรปศรทธาในการศกษาสมมาปฏบตตามแนวสตปฏฐาน ๔

ถงธรรมกาย–ถงพระนพพานของพระพทธเจา

ทหลวงพอวดปากนำพระมงคลเทพมน (สด จนทสโร)

ปฏบตไดเขาถง–ไดร–เหนและไดเปนดแลว

นำมาสอนศษยานศษย

112

113

สรปศรทธาในการศกษาสมมาปฏบตตามแนวสตปฏฐาน ๔

ถงธรรมกาย–ถงพระนพพานของพระพทธเจา

ทหลวงพอวดปากนำพระมงคลเทพมน (สด จนทสโร)

ปฏบตไดเขาถง–ไดร–เหนและไดเปนดแลว

นำมาสอนศษยานศษย

จากการทไดเคยศกษาหาขอมลจากตำรบตำรา–คมอ

การศกษาสมมาปฏบตตามแนวทางการศกษาสมมาปฏบตของ

สำนกปฏบตธรรมหลกๆ ในยคนน คอ หลกและวธปฏบตภาวนา

(๑) สายยบ–พองวดมหาธาตยวราชรงสฤษฎ ราชวรมหาวหาร

(๒) สาย “พทโธ” โดย หลวงป (พระอาจารย) มน ภรทตโต และ

(๓) สาย “อานาปานสต” โดย หลวงพอ “พทธทาส” สวนโมกข

ไชยากเหนดดวยกนทงนน แตกมาตดใจในหลกและวธการศกษา

สมมาปฏบตสาย “สมมาอะระหง” เพราะตรงตามหลกไตรสกขา

คอ ศล–สมาธ–ปญญา อนใหเจรญถงอธศล–อธจต–อธปญญา

114

และใหถงปฐมมรรค มรรคจต มรรคปญญา อนมรายละเอยด

อยในพระอรยมรรคมองค ๘ มอานภาพใหปฏบตไดถงธรรมกาย

ถง พระนพพานของพระพทธเจา และมผลใหเจรญทงสมถะ

และวปสสนาปญญา ถง โลกตตรปญญา ใหเหนแจงแทงตลอด

ในสามญญลกษณะของสงขารธรรมทงปวงและใหเหนแจง

แทงตลอดในพระอรยสจ ๔ ดวยการทไดทงรทงเหนสภาวธรรม

และพระอรยสจธรรมตามความเปนจรง ไดชดเจน–แจมแจง

ดวยทพยจกษ และดวยทพยจกษ และดวยทพยจกษ ญาณรตนะของพระธรรมกาย ซงเปน

กายธรรมทพนโลก อนประดบดวยอภญญา และวชชา

ทผ ศกษาสมมาปฏบต ได เข าถ ง ได ร – ได เหนและได เปน

ธรรมกายทสดละเอยด ชำระธาตธรรม และญาณรตนะ

ของพระธรรมกายใหบรสทธ ไดเขาถงอายตนะ คอ พระนพพาน

ตามรอยบาทพระพทธองค ไดจรง ใหสามารถบรรลคณธรรม

ตามรอยบาทพระพทธองค ตามระดบภมธรรมทปฏบตได

ตามศกยะแหงบญ–บารม–อปบารม–ปรมตถบารมทแตละทาน

ไดสงสมอบรมมาแตอดตชาตมานบภพ–นบชาตไมถวน นนแล.

115

ขาพเจาเองนน ในระยะแรกๆ กยงไมสามารถจะร–

เหน–ถง(เปน)ธรรมกาย เหมอนคณครอาจารย และเพอน

สหธรรมกทปฏบตไดผลเรว กคอยๆ พฒนาการศกษาสมมาปฏบต

ไปไดทละนอย–อยางชาๆ แลวกคอยๆ มาพฒนาเปน “วชชา”

ดวยญาณรตนะอยางออนๆ เมอไดพบและไดกราบ เปน “ศษย”

ของพระเดชพระคณ พระราชพรหมเถร (วระ คณตตโม)

รองเจาอาวาส และอาจารยใหญฝายวปสสนา วดปากนำ ภาษเจรญ

กรงเทพมหานคร ททานไดเมตตาแกขาพเจาอยางยง ดวยทงให

คำแนะนำสอนวธปฏบต และไดมอบตำราท “หลวงพอพระครชวฯ”

(ญาตผใหญของหลวงพอวดปากนำฯ) ผปฏบตไดถงธรรมกาย

และปรารถนาพทธภม ไดบนทกวชชาทหลวงพอฯ ทานสงใหทำ

(เจรญวชชา) และสอนวชชาใหแกขาพเจาโดยไมปดบง และ

ประการสำคญทสด คอ นอกจากจะไดขอมลจากคณครอาจารย

และยงไดขอมลจากลกๆ ผปฏบตไดถงธรรมกาย และเจรญวชชา

ไดพอสมควรแกภมธรรม เปนขอมลทสำคญยง เมอปฏบตไดถง

ธรรมกายทสดละเอยด – ถงอายตนนพพาน และไดทงร–เหนอดต/

ปจจบน ฯลฯ ไดดพอสมควร อยางถกตองตรงตามหลกวชชา

มาประมวลเปนวทยาความรเปน สตมยปญญา–จนตามยปญญา

และใหเจรญเปน “ภาวนามยปญญา” ใหเกดศรทธา–วรยะ–

สต–สมาธ และปญญา ยงๆ ขนมาเรอยๆ จนถงปจจบน

ดวยพนฐานการศกษา ระเบยบวธการวจย–ประเมนผล ทงดวย

วธการศกษาคนควาวจยทางเอกสาร (DocumentaryResearch)

116

และดวยการพสจนทดลองปฏบต (Experimental Research)

ซงเปนการศกษาวจยทางสงคมศาสตร โดยหลกการศกษาวจย

และประเมนผลตามทางวทยาศาสตร (Scientific Method)

นนเอง. จงไดผลสรปวา

“การศกษาสมมาปฏบตตามแนวสตปฏฐาน ๔ คอ

‘มสตพจารณาเหนธรรมในธรรม’ คอ นวรณ ๕ ดวยการเจรญ

ภาวนาสมาธ โดยอาศยอาโลกกสณ และพทธานสต ประกอบดวย

ทงอานาปานสต และมศลเปนบาทฐาน นำไปสการเจรญ

วปสสนาภาวนาใหเหนแจงในสภาวธรรม ไดแก สภาวะของขนธ ๕

อายตนะ ๑๒ ธาต ๑๘ อนทรย ๒๒ อรยสจจ ๔ และปฏจจ–

สมปบาทธรรม ๑๒ ใหเหนแจง–รแจง ทงในสภาวธรรม และ

อรยสจธรรมตามธรรมชาตทเปนจรง ดวยการปฏบตรวบยอด

ทางจต–เจรญจตตภาวนา (ทงสมถะ–วปสสนา) อบรมใจ

ใหหยดในหยดกลางของหยด ตรงกลางกำเนดธาตธรรมเดม

(ศนยกลางกายฐานท ๗) จนสงบนงเปนสมาธแนบแนนมนคง

เพอละกเลสนวรณ (ถนมทธะ–วจกจฉา–พยาปาทะ–อทธจจ–

กกกจจะ และกามฉนทะ) เครองกนปญญา“เปนการขมกเลส

(อกสลา ธมมา) ในระดบกลางๆ ใหจตใจผองใส” เมอใจผองใส

ยอมปรากฏคณธรรม (กสลา ธมมา) ทเราไดเคยสงสมอบรม

มาเปนการมสตพจารณาเหนธรรมในธรรมเตมรปแบบ คอ

เมอจตใจผองใสจากกเลสนวรณเครองกนปญญาอกศลธรรม

(อกสลา ธมมา) ทงในระดบหยาบ อนมอภชฌา พยาบาท มจฉาทฏฐ

117

ยอมถกขมใหระงบลง พรอมทงกเลสระดบกลาง คอ กเลสนวรณ

เครองกนปญญา กยอมถกขมใหระงบไป แมชวคราวดวยใจหยด

ใจนงเปนสมาธแนบแนนมนคงขนเปนสำคญ กเปนทางปฏบตใหถง

“สลวสทธ” เปนศลบรสทธในพระกมมฏฐาน เพราะเจตนา

ความคดอานทางจตใจบรสทธผองใส เปนแตบญกศล (กสลา ธมมา)

จงเปนทตง–ทเจรญ “จตตวสทธ” ความหมดจดแหงจต –

นำไปส “ทฏฐวสทธ” ความหมดจดแหงความเหนเมอเจรญ

วปสสนา–พจารณาสภาวธรรม (สงขารทงปวง) ใหเหนแจง

ตามความเปนจรง และนำไปสวมตต วมตตญาณทสสนะ

แมในระดบโลกยธรรมในเบองตน ยงเปน “สมมต” อย กตาม–

เปนผลใหเขาถงกายในกาย เวทนาในเวทนา และจตในจต

ธรรมในธรรม ณ ภายใน–เปนคณธรรม ณ ภายใน ระดบมนษยธรรม

แลวผปฏบตกไมหลงตดสขอยเพยงนน

อาศยกายในกายในระดบมนษยธรรม เจรญภาวนา

ตอไปไดถงกายในกาย เวทนาในเวทนา จตในจต และธรรมในธรรม

ทบรสทธผองใส และละเอยดยงขนไป ถงกายในกาย เวทนาในเวทนา

จตในจต และธรรมในธรรม ในระดบ “เทวธรรม” – “พรหมธรรม” –

“อรปพรหมธรรม” เปนลำดบ กยงเจรญภาวนาหยดในหยดกลาง

ของหยดใหจตใจของกายในกายทเจรญภาวนาอยผองใสยงขนๆๆ

เขาถงคณธรรมทบรสทธยงๆ ขนไป ถงปรากฏเปน “ธรรมกาย”

เกตดอกบวตมใสแจมปรากฏขนมาเปนธรรมทประชมคณธรรม

ในระดบโลกตตรธรรม คอ “พทธธรรม”

118

เมอเจรญภาวนาเปนธรรมกายทละเอยดๆ ตอไปจน

สดละเอยด จนญาณรตนะของพระธรรมกายปลอยวาง

อปาทานในเบญจขนธของกายในภพ ๓ และ ปลอยความยนด

ในฌานสมาบตไดแมชวคราวปลอยขาดหมดพรอมกนธรรมกาย

ทหยาบจะตกศนย วางหายไปญาณรตนะของธรรมกาย

ทสดละเอยด และใสบรสทธ (เปนวขมภนวมตต) กจะปรากฏ

ในอายตนนพพานไดรเหนธรรมกายตรสรของพระพทธเจา–

พระปจเจกพทธเจา–พระอรหนตสาวก ของผดบขนธปรนพพาน

ดวยอนปาทเสสนพพานธาต ประทบโดยสงบตลอดกนหมด

อยในอายตนนพพานนนเองตามทพระพทธองคไดแสดงไวใน

อนตตลกขณสตร และพระนพพานสตร ทไดอาราธนามาแสดง

ไวในบทกอนนนแล

ขาพเจาจงไดมศรทธาในการศกษาสมมาปฏบตตามแนว

สตปฏฐาน ๔ ถงธรรมกาย และพระนพพานของพระพทธเจา

เปนอยางยง แลวจงไดวางแผนชวตกอนบวช ๑๐ ป เพอมา

บรรพชาอปสมบทเปนพระภกษในพระพทธศาสนา เมอวนท

๖ มนาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ ณ พทธสมา วดปากนำ ภาษเจรญ

กรงเทพมหานคร โดยม เจาพระคณสมเดจพระพทธโฆษาจารย

(ฟน ชตนธรมหาเถร ป.ธ.๙) กรรมการมหาเถรสมาคม และ

เจาคณะใหญหนกลาง อธบดสงฆวดสามพระยา กรงเทพฯ ในครงนน

เปนสมเดจพระอปชฌาย และมเจาพระคณสมเดจพระพฒาจารย

119

(เกยว อปเสนมหาเถร ป.ธ.๙) (ในสมยทดำรงสมณศกด

เปนท พระพรหมคณาภรณ ) กรรมการมหาเถรสมาคม และ

อธบดสงฆวดสระเกศราชวรมหาวหาร กรงเทพฯ เปนพระ–

กรรมวาจาจารย และเจาพระคณสมเดจพระมหารชมงคลาจารย

(ชวง วรปญญมหาเถร ป.ธ.๙) ผปฏบตหนาทสมเดจพระสงฆราช

องคปจจบน อธบดสงฆวดปากนำ ภาษเจรญ กรงเทพฯ

เมอคราวดำรงสมณศกดเปนท พระธรรมธรราชมหามน เปน

พระอนสาวนาจารย โดยมพระเจาวรวงศเธอพระองคเจาโสมสวล

พระวรชายา (พระอสรยยศในครงนน) เปนองคอปฏฐานายกา

เสดจพรอมกบพระเจาหลานเธอพระองคเจาพชรกตยาภา ฯลฯ

ในพธอปสมบทในครงนนดวย

ทงฝายปรยต ไดตงใจศกษาสมมาปฏบตอยใกลชด

คณคร –อาจารยท งฝ ายปรย ต ไดแก พระ เดชพระคณ

พระวสทธวงศาจารย (ในสมยทดำรงสมณศกดเปนท พระเมธวราภรณ

รองเจาอาวาส และอาจารยใหญฝายพระปรยตธรรมในครงนน)

และทงฝายปฏบต (พระเดชพระคณพระราชพรหมเถร รองเจาอาวาส

และอาจารยใหญฝายวปสสนาธระ ปจจบน มรณภาพแลว) มาตลอด

และไดศกษาภาษาบาลจบชนประโยค ป.ธ.๓ และนกธรรมชนเอก

จงไดมาดำรงตำแหนงเปนเจาอาวาสวดหลวงพอสดธรรมกายาราม

ตลอดมาตราบเทาทกวนน.

120

เมอไดมารบหนาทปกครองบรหารกจการคณะสงฆ ดำรง

ตำแหนงเปนเจาอาวาสวดหลวงพอสดธรรมกายาราม อำเภอ

ดำเนนสะดวก จงหวดราชบร เมอ พ.ศ. ๒๕๓๔ แลว กได

ศกษาบาลตอทวดหลวงพอสดฯ อก ๓ ป กสำเรจการศกษาบาล

ชนประโยค ป.ธ.๖ เนองดวยตดภารกจมาก จงหยดการเรยน

ไวเพยงเทาน และไดมโอกาสศกษาหาขอมลในการศกษาสมมา

ปฏบตตามแนวสตปฏฐาน ๔ ถงธรรมกายและพระนพพานของ

พระพทธเจาใหไดชดเจน แจมแจงยงขน เพอใหการศกษาอบรม

พระภกษสามเณร และญาตโยม ใหไดทราบความจรงน ไดชดเจน–

แจมแจงขน ดงทไดกลาวมานแลว

[โปรดด คมอการปฏบตสมถวปสสนากมมฏฐาน (เบองตน)

โดยพระมงคลเทพมน (สด จนทสโร)

วดปากนำ ภาษเจรญ กรงเทพมหานคร]

Recommended